ไม่อยากออกกำลังกายใช่ไหม ? บางทีปัญหาอาจไม่ใช่คุณ แต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับนาฬิกาชีวิต

A woman takes a run in the early morning sunlight
    • Author, มิเชล โรเบิร์ตส์
    • Role, บรรณาธิการข่าวสุขภาพดิจิทัล
  • เวลาอ่าน: 3 นาที

เหล่านักวิจัยด้านสุขภาพชี้ว่า เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกาย การเข้าคลาสฟิตเนส หรือการวิ่ง การเลือกช่วงเวลาในการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับนาฬิกาชีวิตจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

พวกเขาแนะนำว่า เหล่าผู้ที่ตื่นเช้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'larks' ควรออกกำลังกายในช่วงเช้าเพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ขณะที่กลุ่มคนนอนดึกควรหันมาออกแรงในช่วงเย็น

งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Open Heart ระบุว่า การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพในลักษณะนี้ อาจช่วยเพิ่มประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจอยู่แล้ว

อาสาสมัครที่ทดลองทำตามวิธีนี้ พบว่ามีคุณภาพการนอนหลับของพวกเขาดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง และระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมมีสุขภาพดียิ่งขึ้น

สอดประสานกัน

อาสาสมัครที่อยู่ในวัย 40 และ 50 ปี จำนวน 134 คน จากปากีสถานเข้าร่วมในการศึกษานี้

อาสาสมัครเหล่านี้ไม่มีใครที่สุขภาพดีเป็นพิเศษ และทุกคนต่างมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อโรคหัวใจ อาทิ ความดันโลหิตสูง หรือมีน้ำหนักเกิน

พวกเขาได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วบนลู่วิ่งเป็นเวลา 40 นาที/วัน จำนวน 5 วัน/สัปดาห์ กินระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน

จากการตอบแบบสอบถาม อาสาสมัคร 70 คน เป็นคนตื่นเช้า ขณะที่อีก 64 คนเป็นกลุ่มนอนดึก

อาสาสมัครบางคนออกกำลังกายในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพของพวกเขา ซึ่งเป็นแนวโน้มโดยธรรมชาติของร่างกายที่ตื่นตัวในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเลือกออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ตรงกันข้ามกับธรรมชาติของร่างกาย

ทั้งสองกลุ่มมีพัฒนาการด้านสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นเหมือนกัน แต่การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับ 'โครโนไทป์' (chronotype) หรือรูปแบบนาฬิกาชีวภาพของแต่ละคน ให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องความดันโลหิต ความสามารถในการใช้ออกซิเจน (aerobic capacity) ตัวชี้วัดทางเมตาบอลิซึม และคุณภาพการนอนหลับ

นักวิจัยอธิบายว่า นาฬิกาชีวภาพภายในร่างกายมีผลต่อรูปแบบการนอน-ตื่น รวมถึงระดับฮอร์โมนและพลังงานในแต่ละช่วงของวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการออกกำลังกายและความสม่ำเสมอในการฝึกได้"

'เจ็ตแล็กทางสังคม' จงฟังนาฬิกาชีวิตของตัวเอง

ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า แนวทางออกกำลังกายแบบแนวทางเดียวใช้ได้กับทุกคนหรือ one-size fits all อาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม

ความไม่สอดคล้องกันระหว่างนาฬิกาชีวภาพกับตารางชีวิตทางสังคม หรือที่เรียกว่าภาวะเจ็ตแล็กทางสังคม (social jetlag) ถูกเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น โดยคนที่นอนดึกอาจมีความเสี่ยงมากกว่า จึงไม่ควรฝืนออกกำลังกายในช่วงเช้าตรู่

ดร.ราชีฟ สังกะรานารายานัน จากสมาคมหัวใจและหลอดเลือดแห่งสหราชอาณาจักร (British Cardiovascular Society) ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมของวารสารที่ตีพิมพ์งานวิจัยนี้ ระบุว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวสนับสนุนแนวคิดในการปรับเวลาออกกำลังกายให้เหมาะกับนาฬิกาชีวิตของแต่ละคน แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการศึกษาต่อไป

ขณะที่ ดร.นีนา เรเซโฮเช็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านจังหวะชีวภาพจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า แม้ช่วงเวลาอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณา แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้เพียงพอ

หน่วยงานด้านระบบบริการสุขภาพของสหราชอาณาจักร หรือ NHS แนะนำว่า ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ควรตั้งเป้าให้ได้ดังนี้:

  • ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (เช่น โยคะ พิลาทิส หรือเวทเทรนนิ่ง) ที่ครอบคลุมกล้ามเนื้อหลักทุกส่วน ได้แก่ ขา สะโพก หลัง หน้าท้อง หน้าอก ไหล่ และแขน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน
  • ทำกิจกรรมระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เช่น การเดินเร็ว) หรือ กิจกรรมระดับหนัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ ที่ทำให้หายใจแรงขึ้น (เช่น การวิ่ง)
  • กระจายการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอตลอดทั้งสัปดาห์ หรือทำเป็นประจำทุกวัน
  • ลดเวลาการนั่งอยู่กับที่ให้น้อยลง

หลักฐานงานศึกษาชี้ว่า การผสมผสานรูปแบบการออกกำลังกายที่หลากหลายจะให้ผลดีต่อสุขภาพมากกว่า