You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ศาลรัฐธรรมนูญนิยามเลือกตั้งโดย "ลับแบบมีเงื่อนไข" ลงมติ 8:1 บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 18 นาที
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า "คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า "บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
แม้ข้อมูลจากการไต่สวนทำให้ทราบว่า การใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด (Barcode) บนบัตรเลือกตั้ง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่หมายเลขบัตรลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เครื่องหมายลงคะแนน พรรคการเมืองที่เลือก ซึ่งอาจถือว่ามีผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับของผู้ลงคะแนน เพราะข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหมายเลขบัตร แต่สามารถ "เปิดเผยเจตจำนงทางการเมืองของบุคคลได้ด้วย" อย่างไรก็ตามยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า บุคคลใดหรือหน่วยงานใดนำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงลงคะแนน จนทำให้สามารถทราบได้ว่าผู้ร้องเรียนหรือประชาชนคนใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด
ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในช่วงเช้าวันนี้ (28 ก.ย.) ก่อนอ่านคำวินิจฉัย "คดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" ในเวลา 14.00 น.
เอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเปิดเผยว่า ตุลาการศาลเสียงข้างน้อย 1 คนคือ นายนภดล เทพพิทักษ์ ที่เห็นว่า การใช้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่สามารถสืบย้อนกลับถึงตัวบุคคลที่ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ขณะที่ตุลาการเสียงข้างมาก 8 คน ได้แก่ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายอุดม รัฐอมฤต นายสุเมธ รอยกุลเจริญ นายสราวุธ ทรงศิวิไล และนายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช
อย่างไรก็ตามตุลาการทั้ง 9 คนเห็นตรงกันว่า การใช้รหัสคิวอาร์ หรือคิวอาร์โค้ด (QR Code) ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
แต่ถึงกระนั้น ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า ข้อเท็จจริงในคดีแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผู้ถูกร้องทั้ง 3 (กกต.) เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม "สมควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งที่เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลหรือระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน"
คดีนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน 22 เรื่อง ขอให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. เมื่อ 8 ก.พ. 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 วรรคหนึ่ง
รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติไว้อย่างไร
- มาตรา 50 (7) ระบุว่า บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติ "อย่างอิสระ" โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ
- มาตรา 83 วรรคสอง ระบุว่า การเลือก สส. ให้ใช้วิธีการ "ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ" โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้ง สส. แบบละ 1 ใบ
- มาตรา 85 กำหนดให้ สส. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธี "ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ"
สรุปคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
การออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยคดีนี้กินเวลา 1.45 ชม. ใช้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถึง 5 คนเป็นผู้อ่านคำวินิจฉัย โดยมีคู่กรณีเข้าร่วมรับฟังทั้ง 2 ฝ่ายคือ รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง และประธาน กกต. ผู้ถูกร้องที่ 1, เลขาธิการ กกต. ผู้ถูกร้องที่ 2, สำนักงาน กกต. ผู้ถูกร้องที่ 3
บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. การใช้บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด สามารถสืบย้อนกลับ สืบทราบ ตรวจสอบตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนน ตลอดจนผลการลงคะแนนได้หรือไม่
ในการเลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ. 2569 กกต. กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 แบบ โดยบัตรเลือกตั้งสีชมพูใช้เลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) มีคิวอาร์โค้ดอยู่ด้านบนขวาของต้นขั้ว ขณะที่ด้านล่างของบัตรปรากฏบาร์โค้ดอยู่ตรงกลาง ส่วนบัตรเลือกตั้งสีเขียวใช้เลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มีคิวอาร์โค้ดอยู่ทั้งด้านบนซ้ายต้นขั้วและด้านล่างซ้ายของบัตร
สำหรับบัตรเลือกตั้ง 1 ใบประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ 1. ต้นขั้ว มีข้อมูลสำคัญ ได้แก่ หมายเลขเล่ม หมายเลขบัตร ลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เขียนตัวเลขตามบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ช่องคะแนนลงลายมือชื่อ กปน. และช่องสำหรับลงลายมือชื่อ/พิมพ์ลายนิ้วมือของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และ 2. บัตรเลือกตั้ง มีข้อมูลสำคัญ ได้แก่ หมายเลขผู้สมัคร/หมายเลขพรรคการเมือง ช่องลงคะแนน ช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน
คำเบิกความของพยาน: แสวงลั่น "ไม่สามารถตรวจได้อย่างแน่แท้ว่าบัตรเลือกตั้งเป็นของผู้ใด"
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอ้างถึงคำเบิกความของพยานบุคคล 5 ปาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการอธิบายในเชิงเทคนิคของการใส่รหัส-เข้ารหัส-ถอดรหัสจากบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดว่าแสดงผลเป็นอะไร และสามารถเชื่อมโยงกลับไปหาข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่
ตัวแทนบริษัทเอกชนทั้ง 2 รายคือ นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เบิกความว่า บัตรเลือกตั้ง 1 เล่ม มีบัตรทั้งหมด 20 ใบ ตัวอักษรและตัวเลขที่ปรากฏจากการสแกนคิวอาร์โค้ดบนบัตรแบบแบ่งเขต ไม่ใช่เลขที่บัตรเลือกตั้ง เป็นรหัสที่ต้องนำไปถอดรหัสอีกครั้ง ส่วนเลขที่ของบัตรเลือกตั้ง จะเป็นเลขที่เดียวกันทั้ง 20 ใบ ต้องนำรหัสที่ได้ไปเข้าโปรแกรม โดยมีการกำหนดชุดข้อมูลการเข้าถึงเอาไว้ก่อนและต้องนำไปเข้าโปรแกรมที่ทางบริษัทสร้างเอาไว้และมอบให้สำนักงาน กกต. แล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีการนำข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาบันทึก
นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด บริษัทผู้รับจ้างจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เบิกความว่า บริษัทได้รับข้อมูลเพียงจำนวนบัตรแต่ละจังหวัดและแต่ละเขตเลือกตั้ง แล้วนำข้อมูลมาแปลงเป็นรหัสบาร์โค้ดเพื่อให้จัดพิมพ์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อสแกนบาร์โค้ดปรากฏหมายเลขบัตร โดยบัตร 1 ใบมีเลขที่เดียวไม่ซ้ำกัน เมื่อสแกนคิวอาร์โค้ดปรากฏตัวอักษรที่เชื่อมโยงถึงหมายเลขเล่ม
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เบิกความว่า "ความจริงไม่สามารถตรวจได้อย่างแน่แท้ว่าบัตรเลือกตั้งเป็นของผู้ใด ต้องใช้เอกสาร 3 อย่างพร้อมกันเพื่อนำมาเทียบให้ตรงกัน" แม้ กกต. สั่งให้นับคะแนนใหม่ ก็นำบัตรมานับ โดยไม่ได้นำต้นขั้วและบัญชีรายชื่อที่ใช้แล้วมานับด้วย จึงไม่อาจเชื่อมโยงสืบค้นตัวตนผู้ลงคะแนนและผลลงคะแนนได้
คิวอาร์โค้ดสืบย้อนกลับไม่ได้ แต่บาร์โค้ดโยงบัตรกับต้นขั้วได้ ย่อมรู้ตัวตนผู้ลงคะแนน
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า การสแกนคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อสแกนด้วยสมาร์ทโฟนจะแสดงผลได้ทันที ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏจะอยู่ในรูปแบบข้อมูลที่แตกต่างกันตามที่ถูกบันทึกไว้ตามบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภท
- บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (สีเขียว) เมื่อสแกนคิวอาร์โค้ดด้านบนต้นขั้ว จะปรากฏตัวอักษรภาษาอังกฤษ เลขอารบิก และเครื่องหมายจุด เช่น B2779801I ซึ่งตรงกับหมายเลขเล่ม ส่วนคิวอาร์โค้ดด้านล่างที่บัตรเลือกตั้ง ปรากฏตัวตัวอักษรภาษาอังกฤษและเลขอารบิก เช่น BQ83G ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่ถูกเข้ารหัส ต้องไปถอดรหัสอีกชั้นหนึ่งเสียก่อน โดยรหัสที่ออกมาคือหมายเลขเล่ม ดังนั้นการสแกนคิวอาร์โค้ดที่บัตรด้านล่าง จะปรากฏหมายเลขเล่ม หรือรหัสที่ถอดแล้วได้รูปแบบ 1 สัญลักษณ์ต่อ 20 ใบ
- บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) เมื่อสแกนคิวอาร์โค้ดด้านบนต้นขั้ว จะปรากฏตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษ เช่น SWOTRT ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่ถูกเข้ารหัส ต้องนำไปถอดรหัสอีกชั้นหนึ่งก่อนได้หมายเลขเล่ม ส่วนบาร์โค้ดด้านล่าง สแกนแล้วปรากฏตัวอักษรภาษาอังกฤษและเลขอารบิก เช่น 55588861 ซึ่งตรงกับหมายเลขบัตรบนต้นขั้ว ดังนั้นการสแกนคิวอาร์โค้ดด้านบนของบัตรแบบบัญชีรายชื่อ จะปรากฏตัวอักษรที่ถอดรหัสแล้วได้หมายเลขเล่มในรูปแบบ 1 สัญลักษณ์ต่อ 20 ใบ ส่วนบาร์โค้ดด้านล่าง ปรากฏหมายเลขบัตรในรูปแบบ 1 สัญลักษณ์ต่อ 1 ใบ
เมื่อพิจารณาต่อถึงการเชื่อมโยงกลับ การสืบค้น สืบทราบข้อมูลการออกเสียงลงคะแนน หรือการตรวจสอบตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะสามารถทำได้ต้องพิจารณาข้อมูลจาก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กำหนดชุดข้อมูลในคิวอาร์โค้ดเป็นหมายเลขเล่ม ประกอบกับรหัสคิวอาร์โค้ดมีการกำหนดชุดข้อมูลที่ต้องเข้ารหัสผ่านไว้ เมื่อถอดรหัส จะปรากฏหมายเลขตรงต้นขั้ว เมื่อจับคู่กับลำดับที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 20 ราย ทั้งนี้กรณีรหัสคิวอาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการเฉพาะรายจะเกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 20 รายได้รับบัตรเลือกตั้งเล่มเดียวกัน และลงคะแนนให้ผู้สมัครคนเดียวกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมาก ดังนั้นบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้โดยตรง ความสามารถในการบ่งชี้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเฉพาะรายมีความเป็นไปได้น้อยมาก
"จึงฟังได้ว่า รหัสคิวอาร์โค้ดเป็นกรณีที่ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในกรณีปกติเป็นการยากที่จะบ่งชี้ตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งและผลการลงคะแนนเลือกตั้งอย่างเจาะจง ดังนั้นรหัสคิวอาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่สามารถเชื่อมโยงสืบค้นกลับ สืบทราบ ตลอดจนสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้" ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยศาล
บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏทั้งคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตร การสแกนรหัสคิวอาร์โค้ดด้านบนของบัตรเลือกตั้งเป็นชุดข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสไว้ และต้องนำไปถอดรหัสอีกชั้นหนึ่งเสียก่อน และได้ข้อมูลมาเป็นหมายเลขเล่ม การสแกนบาร์โค้ดด้านล่างของบัตรเลือกตั้ง ปรากฏข้อมูลตรงกับหมายเลขบัตรบนต้นขั้วโดยตรง เป็นข้อมูลที่ไม่มีการเข้ารหัส และไม่ต้องมีการถอดรหัส จึงเป็นข้อมูลที่สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นหมายเลขบัตรจากต้นขั้วใด ซึ่งต้นขั้วปรากฏลำดับที่และลายมือชื่อของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่นเดียวกันกับที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ปรากฏเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น
"จึงฟังได้ว่า บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้ผ่านการสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งโดยตรง และหากเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ย่อมสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนเป็นการเฉพาะตัวได้" คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุตอนหนึ่ง
2. การจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วของ กกต. ทำให้บุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลการลงคะแนนได้หรือไม่
ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนปรากฏว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงผลคะแนนการเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไปสู่การระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ประกอบด้วย บัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว ต้นขั้วที่ใช้แล้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ศาลได้ไล่เลียงขั้นตอนการจัดเก็บเอกสารทั้ง 3 อย่าง ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปิดหีบเลือกตั้งในเวลา 17.00 น. โดยแบ่งออกเป็นช่วงเวลา ดังนี้
ช่วงเวลาที่เอกสารทั้ง 3 อย่างอยู่ในความครอบครองของ กปน. เป็นช่วงเวลาที่ "ยังไม่ได้จัดเก็บอย่างรัดกุม" กล่าวคือ ต้นขั้วเก็บไว้ในถุงพลาสติกใสและรัดด้วยหนังยาง ไม่ได้มีการทำเครื่องหมายปิดผนึกหรือใช้สายนัดเคเบิ้ลไทร์เพื่อสร้างมาตรการควบคุมการเข้าถึงต้นขั้วอีกชั้นหนึ่ง หาก กปน. หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดสแกนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งและต้นขั้วที่ยังไม่ได้จัดเก็บอย่างรัดกุม จึงมีความเป็นไปได้ที่ กปน. จะสามารถเข้าถึงเอกสารทั้ง 3 อย่าง และระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม กปน. ในหน่วยเลือกตั้งหนึ่งมีที่มาที่แตกต่างกัน และบริเวณหน่วยเลือกตั้งยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง รวมถึงผู้สังเกตการณ์จากพรรคการเมือง ประกอบกับ กปน. ต้องจัดส่งเอกสารทั้ง 3 อย่างให้กับ กกต.ประจำเขตเลือกตั้งในทันที ระยะเวลาที่เอกสารทั้ง 3 อย่างอยู่กับ กปน. เป็นระยะเวลาเพียงชั่วคราว กปน. ไม่สามารถเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้
ช่วงเวลาที่เอกสารทั้ง 3 อยู่ในความครอบครองของ กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง เป็นช่วงที่เอกสารถูกจัดเก็บอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น โอกาสที่ กกต. ประจำเขตเลือกตั้งจะปลดสายรัดเคเบิลไทร์ (Cable Tie) เพื่อสแกนบัตรเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้บัตรเลือกตั้งและต้นขั้วที่อยู่ในครอบครองของ กกต. ประจำเขตเลือกตั้งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมาจากหลากหลายหน่วยเลือกตั้ง และ กกต. เขตยังต้องส่งบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้กับนายทะเบียนท้องที่หรือนายทะเบียนท้องถิ่นภายใน 3 วันนับแต่วันเลือกตั้ง การจะเข้าถึงและจับคู่เอกสารทั้ง 3 อย่าง จึงเกิดขึ้นได้ยาก
คนนอกจะระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ต้องร่วมกับ กปน.-กกต.เขต/จว.
ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า บุคคลภายนอกสามารถสแกนบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเพื่อสืบย้อนตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่นั้น ศาลเห็นว่าในเวลานับคะแนนเลือกตั้งบุคคลภายนอกสามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือสมาร์ทโฟนสแกนบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อสแกนแล้วปรากฏหมายเลขบัตรซึ่งตรงกับหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว อย่างไรก็ตามการที่บุคคลภายนอกจะจับคู่เอกสารทั้ง 3 อย่างเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้ มีหนทางเดียวคือบุคคลภายนอกรายนั้นต้องกระทำการร่วมกับ กปน. กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง หรือผู้อำนวยการ กกต.จว. ซึ่งเป็นการกระทำโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยังฟังไม่ได้ว่าบุคคลภายนอกสามารถระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยตนเองได้ ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
"ดังนั้นจึงฟังได้ว่า การจัดเก็บบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่ปรากฏรหัสแท่งบาร์โค้ด ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกร้อง มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมเพียงพอ บุคคลภายนอกและเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกร้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก" ศาลรัฐธรรมนูญระบุ
3. การใช้บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือก สส. ใช้วิธี "ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ"
"โดยตรง" มีความหมายว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ลงคะแนนนั้นด้วยตนเอง ไม่อาจให้บุคคลอื่นลงแทนตนได้ และใช้วิธีเลือกตัวแทนเพื่อเลือกอีกทีหนึ่ง
"โดยลับ" มีความหมายว่า การลงคะแนนต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนอย่างไร หรือลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด
ดังนั้นหลักการเลือกตั้งโดยลับ (Secret Election) ต้องพิจารณาจากการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนจะแสดงเจตจำนงผ่านการเลือกตั้งและต้องแสดงเจตจำนงได้อิสระ และบัตรเลือกตั้งก็ต้องคำนึงถึงการลงคะแนนโดยตรงและลับด้วย
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระบุต่อไปว่า องค์กรที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักพื้นฐานของการเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยหลักการ 5 ประการ ได้แก่ หลักการเลือกตั้งทั่วไป, หลักการเลือกตั้งโดยเสรี, หลักการเลือกตั้งโดยตรง, หลักการเลือกตั้งโดยเสมอภาค, หลักการเลือกตั้งโดยลับ
สำหรับหลักการเลือกตั้งโดยลับ โดยทั่วไปแล้วย่อมถือว่า "เป็นความลับในขณะที่มีการออกเสียงคะแนนเลือกตั้ง" หากหลังลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว มีกรณีที่สามารถตรวจสอบได้ การตรวจสอบนั้นก็จะมุ่งหมายเฉพาะวัตถุประสงค์การตรวจสอบเพื่อแสดงความสุจริตและเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง ตามเจตจำนงของประชาชนเท่านั้น จึงจะถือว่าไม่กระทบต่อการเลือกตั้งโดยลับ
หลักการเลือกตั้งโดยลับมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อการคุ้มครองสิทธิในการเลือกตั้งและเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชน มิให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการซื้อเสียงหรือแทรกแซงจากบุคคลอื่น ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้นจะสามารถรู้เนื้อหาการตัดสินใจในการเลือกตั้งของตนว่าออกเสียงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด
ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า การรักษาความลับและการลงคะแนน ไม่ได้หมายความว่าบัตรเลือกตั้งจะต้องปราศจากกลไกหรือเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมและตรวจสอบความถูกต้องของบัตรเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด ในทางตรงกันข้าม การจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมจำเป็นต้องมีมาตรการตรวจสอบความถูกต้องของการเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงบัตรเลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญให้นิยามเลือกตั้งตาม รธน. คือ "ลับแบบมีเงื่อนไข"
จากนั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้อ่านคำวินิจฉัยชี้ชวนให้พิจารณาความหมายของการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และ 85 วรรคหนึ่ง ตามแนวคิดทฤษฎีตามกฎหมายมหาชน ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความลับ ระหว่างการออกเสียงลงคะแนนกับความเป็นไปได้ในการระบุตัวตนผู้ออกเสียงลงคะแนนได้ 2 ประการ ดังนี้
- หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบบริบูรณ์ (Absolute Secret) ต้องเป็นความลับตั้งแต่ลงคะแนนเลือกตั้งในคูหา จนถึงการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งซึ่งต้องไม่สามารถเชื่อมโยงกลับมายังผู้ใช้สิทธิลงคะแนนได้ การลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจะเป็นความลับเฉพาะของตนตลอดไป หากบัตรเลือกตั้งสามารถผูกเชื่อมโยงสืบค้นสืบย้อนกลับ สืบทราบ ตลอดจนสามารถสืบรู้บุคคลผู้ลงคะแนนรวมถึงผลลงคะแนนได้ ย่อมไม่เป็นการเลือกตั้งโดยลับ ข้อดีของการใช้หลักการนี้คือไม่มีใครรู้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร เน้นการคุ้มครองความลับหรือความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้สิทธิ ข้อเสียคือบัตรทุกบัตรใบจะเหมือนกัน จึงง่ายต่อการสวมสิทธิ การทำบัตรเลือกตั้งปลอม การทุจริตของเจ้าหน้าที่ที่ยากต่อการสืบสวน
- หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข (Qualified Secret) บัตรเลือกตั้งยังสามารถรักษาความลับได้ตามปกติ แต่ตัวบัตรเลือกตั้งมีรหัส หมายเลขลำดับบัตร บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด หรือเครื่องหมายเฉพาะอื่นใดที่ถูกจัดเก็บไว้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของบัตรแต่ละใบ ป้องกันการปลอมแปลง ความลับดังกล่าวไม่ใช่ความลับเฉพาะผู้ลงคะแนนเลือกตั้งตลอดไป แต่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบย้อนกลับภายใต้เงื่อนไขพิเศษบางประการ เช่น การสืบสวนการทุจริตเลือกตั้ง การตรวจสอบความชอบด้วยบัตรเลือกตั้ง หรือการดำเนินการตามคำสั่งขององค์กรที่กฎหมายให้อำนาจไว้
ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การจัดการเลือกตั้งโดยลับ ตามมาตรา 83 วรรคสอง และ 85 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ เป็นการ "ลับอย่างมีเงื่อนไข" ที่คำนึงถึงการจัดการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ไม่ใช่ความ "ลับโดยบริบูรณ์" ซึ่งต้องสร้างดุลยภาพร่วมกับหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (Electoral Integrity) ตามมาตรา 224
บาร์โค้ดใช้เป็นเครื่องมือควบคุมบัตรเลือกตั้ง มิได้มีวัตถุประสงค์เปิดเผยข้อมูลผู้ลงคะแนน
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับระบุหรือจำแนกบัตรแต่ละใบ เพื่อให้ทราบว่าบัตรนั้นอยู่ในชุดใด จัดพิมพ์ขึ้นในกระบวนการใด หรือได้รับการจัดสรรไปยังเขตเลือกตั้งหรือหน่วยเลือกตั้งใด การระบุข้อมูลดังกล่าวเป็นการควบคุมบัตรเลือกตั้ง เพื่อควบคุมตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบริหารจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มิได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อต้องการเปิดเผยว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า รหัสแท่งบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงข้อมูล 3 ส่วนเข้าด้วยกัน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่หมายเลขบัตรลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เครื่องหมายลงคะแนน พรรคการเมืองที่เลือก ซึ่งอาจถือว่ามีผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับของผู้ลงคะแนน เพราะข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลงคะแนนหมายเลขบัตร แต่สามารถเปิดเผยเจตจำนงทางการเมืองของบุคคลได้ด้วย
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงมาตรการจัดเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งซึ่งเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองเจตจำนงทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว เห็นได้ว่า การบริหารจัดการบัตรเลือกตั้ง นับตั้งแต่การจัดพิมพ์ การจัดสรร การขนส่ง การส่งมอบ การลงคะแนน การนับคะแนน และการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตลอดจนการเก็บรักษาภายหลังการลงคะแนน บาร์โค้ดสามารถใช้เป็นมาตรการป้องกันและควบคุมตรวจสอบมิให้มีการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต
"ด้วยเหตุนี้ การใช้แท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร การควบคุมจำนวนบัตร การป้องปรามการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต ตลอดจนการควบคุมกระบวนการจัดพิมพ์และจัดสรรบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การบริหารจัดการการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และสามารถจัดให้มีการเลือกตั้งภายในกำหนดเวลา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้"
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุอีกว่า แม้การป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งและควบคุมบัตรเลือกตั้งอาจกระทำได้ด้วยมาตรการอื่น เช่น การพิมพ์ลายน้ำ เครื่องหมายพิเศษ หรือคิวอาร์โค้ด แต่การกำหนดใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการทางเทคนิคที่สามารถควบคุมการจัดพิมพ์แบบเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการกำกับและตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง จึงยังไม่อาจถือเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอว่าการใช้บาร์โค้ดเป็นมาตรการที่เกินสมควรแก่เหตุ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า เมื่อชั่งน้ำหนักประโยชน์สาธารณะจากการใช้บาร์โค้ด กับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อหลักเลือกโดยลับ และสิทธิเลือกตั้งหรือเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชน เห็นได้ว่า ระบบบริหารจัดการเลือกตั้งโดยรวม การใช้บาร์โค้ดเป็นข้อมูลควบคุมตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง มิใช่ข้อมูลที่แสดงให้เห็นโดยตรงว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกผู้สมัครรายใดหรือพรรคใด การจะทราบผลการลงคะแนนต้องมีข้อมูลอื่นหรือกระบวนการอื่นที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลตัวบุคคล รหัสประจำบัตร และผลการลงคะแนน โดยอาศัยเอกสาร 3 ส่วนคือ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว บัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้จำเป็นต้องพิจารณาถึงมาตรการในการจัดเก็บ รักษา และควบคุมเข้าด้วยกัน
"เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่นำสืบ ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าบุคคลใดหรือหน่วยงานใดนำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงลงคะแนนจนทำให้สามารถทราบได้ว่า ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนคนใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องยังไม่เพียงพอจะรับฟังว่าการมีบาร์โค้ดถือได้ว่าเป็นการทำลาย หรือทำให้สาระสำคัญการเลือกตั้งโดยลับและเสรีของประชาชนเสียไป ไม่เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตาม 50 (7) และมาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 วรรคหนึ่ง"
"จึงวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 50 มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" บรรทัดสุดท้ายของคำวินิจศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ระบุ
ยกคำร้องค้านสราวุธ-จักรพงศ์ร่วมพิจารณาคดี
ก่อนอ่านคำวินิจฉัย นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า ก่อนการพิจารณาคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของพลภาขุน เศรษฐญาบดี ที่ยื่นคัดค้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล และนายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาคดีนี้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาหารือพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากกรณีไม่เป็นเหตุคัดค้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่คู่กรณีที่อาจยกข้อคัดค้านนี้ขึ้นอ้างได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 35 จึงมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านดังกล่าว
สำหรับนายสราวุธ และนายจักรพงศ์ เป็น 2 ตุลาการหน้าใหม่ที่มาจากการรับรองรายชื่อของวุฒิสภาชุดที่ 13 ซึ่งถูกขนานนามว่า "สว. สีน้ำเงิน"
ลำดับความเป็นมาในการท้าพิสูจน์ความลับบนบัตรเลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลา 194 วันในการพิจารณา "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากให้รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเอาไว้พิจารณาวินิจฉัย (18 มี.ค.-28 มี.ค.)
- 8 ก.พ. ประชาชนบางส่วนสังเกตเห็นบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบัตรตอนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้เกิดความสงสัยว่าสามารถเชื่อมโยงกลับมาถึงผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ ก่อนมีการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ตั้งข้อสังเกตหลังจากนั้น และมีผู้สนใจช่วยกันตรวจสอบเพิ่มเติม
- 22 ก.พ. กกต. สั่งจัดการเลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. จึงมีทั้งประชาชนและสื่อมวลชนไปสังเกตการณ์และบันทึกภาพนิ่งและคลิปวิดีโอเพื่อทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง, ต้นขั้วบัตร, และบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ดบนบัตร ก่อนปรากฏข่าวว่า กกต. แจ้งความดำเนินคดีกับ 6 บุคคล ด้วยข้อหาหนักทั้งอั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และข้อหาอื่น ๆ
- 10 มี.ค. ที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยเห็นว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน
- 18 มี.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 สั่งรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเอาไว้พิจารณา
- 2 เม.ย. วันสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้อง (กกต./เลขาธิการ กกต./สำนักงาน กกต.) ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาล
- 26 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกมาให้ถ้อยคำ 5 ปาก ได้แก่ 1. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. 2. นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงาน กกต. 3. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 4. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้รับจ้างจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ (5) นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด บริษัทผู้รับจ้างจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ทั้งนี้ในระหว่างไต่สวน ศาลให้งดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงการไต่สวน
- 27 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญเดินเผชิญสืบพยานหลักฐาน ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง, ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง, บัตรเลือกตั้งที่เหลือ, บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง, และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ในกรุงเทพฯ โดยมอบหมายให้ 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวนร่วมตรวจสอบกับศาล ทั้งนี้ให้คู่กรณีร่วมตรวจสอบ หากคู่กรณีฝ่ายใดไม่เข้าร่วมเดินเผชิญสืบ ให้ถือว่าไม่ติดใจ
- 11 ก.ย. วันสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้คู่กรณียื่นแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือ หากไม่ยื่น ให้ถือว่าไม่ติดใจยื่น
- 27 ก.ย. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญออกเอกสารข่าวยืนยัน "จำเป็นที่จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาที่กำหนดนัด" หลัง ครม. มีมติให้วันที่ 28-29 ก.ย. เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยศาลให้เหตุผลว่า ได้นัดไว้ล่วงหน้านานแล้ว แจ้งให้คู่กรณีทราบนัดแล้ว และเพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนพิจารณาวินิจฉัยคดีอื่นซึ่งกำหนดวาระการประชุมไว้แล้วจนถึงเดือน ต.ค.
- ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยว่าบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญ