คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของยูเอ็นจี้รัฐบาลไทยประเด็นอะไรบ้าง กรณีสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก-โขง-รวก-สาย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 12 นาที
ผ่านมากว่า 2 เดือนแล้วที่ไทย จีน เมียนมา และบริษัทเหมืองของจีนต้องส่งคำชี้แจงต่อคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กรณีข้อกังวลเรื่องผลกระทบจากการทำเหมืองแร่หายาก (rare earth) ในเมียนมาที่ส่งผลต่อลุ่มแม่น้ำกกและอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง แต่ยังไม่ปรากฏคำชี้แจงของแต่ละฝ่ายบนเว็บไซต์สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR)
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญอิสระของสหประชาชาติ 10 คณะ ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างผู้รายงานพิเศษกับคณะทำงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน และคณะผู้นำทหารเมียนมา รวมถึงเอกชนอีกสองแห่ง ได้แก่ บริษัท เซียะเหมิน ทังสเตน คอร์ปอเรชัน (Xiamen Tungsten Corporation) และบริษัทชีเฟิง โกลด์ (Chifeng Gold) หลังจากได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับ "การละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่ร้ายแรง และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง"
จนถึงตอนนี้ มีเพียงการตอบกลับจากทางการไทย จีน และเมียนมาว่าได้รับหนังสือฉบับนี้ของคณะทำงานของสหประชาชาติแล้ว แต่ในระบบการสื่อสารของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยังไม่ปรากฏการเผยแพร่คำชี้แจงของแต่ละฝ่าย จนกระทั่งบทความชิ้นนี้เผยแพร่
อย่างไรก็ดี น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกับบีบีซีไทยว่าหน่วยงานของไทยน่าจะอยู่ระหว่างการรวบรวมคำชี้แจงต่าง ๆ ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่ดูแลปัญหานี้ เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่น ๆ แต่ย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และประเทศไทยเป็นประเทศที่กระตือรือร้นต่อปัญหานี้มากที่สุดในเวทีนานาชาติ
การส่งหนังสือไปยังรัฐบาลประเทศต่าง ๆ รวมถึงบริษัททำเหมืองสัญชาติจีน เริ่มต้นจากข้อมูลที่ทางเครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ส่งข้อร้องเรียนไปยังสหประชาชาติเมื่อกลางปี 2568 หลังพบว่าการทำงานของรัฐบาลไทยไม่คืบหน้าเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องการกดดันให้เจ้าของเหมืองในเมียนมาต้องรับผิดชอบต่อมลพิษที่บริษัทก่อขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศปลายน้ำ
"เรามองว่ากลไกระหว่างประเทศแบบรัฐต่อรัฐ รัฐต้องจัดการ แต่ดูเหมือนว่าเขาก็ดูไม่ได้มีความจริงจังจริงใจเท่าไร ก็เลยมานั่งคิดกันว่ามันมีกลไกไหนบ้าง ก็คุยปรึกษากันในกลุ่มกับเครือข่ายฯ ว่าถ้าอย่างนั้นเราทำหนังสือส่งถึงยูเอ็นไหม เพราะว่ามันจะเป็นเหมือนอีกกลไกหนึ่งที่มาช่วยได้ ก็เลยส่งเรื่องร้องเรียนไป" น.ส.ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน กล่าวกับบีบีซีไทย
เธอกล่าวว่ากำลังเสนอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารพิษที่ปนเปื้อนสู่แม่น้ำสาละวินและแม่น้ำกระบุรีให้กับคณะทำงานของผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติด้วย เนื่องจากกำลังได้รับผลกระทบจากเหมืองที่อยู่ในเมียนมาด้วย
ข้อมูลที่คณะทำงานสหประชาติได้รับมีอะไรบ้าง
ในหนังสือที่คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติส่งถึงรัฐบาลไทย ระบุว่าทางคณะทำงานได้รับข้อมูลมาว่า ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2567 ชุมชนริมแม่น้ำกกในภาคเหนือของไทยเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงผิดปกติของสีและความขุ่นของน้ำ ก่อนที่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือน ก.ย. ปีเดียวกัน จะทำให้เกิดตะกอนและดินโคลนสะสมในหลายพื้นที่ ขณะที่ความขุ่นของน้ำยังคงปรากฏต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2568 ทั้งที่เป็นช่วงฤดูแล้ง
ผลการตรวจสอบตัวอย่างน้ำในฝั่งไทยโดยกรมควบคุมมลพิษของไทย พบสารโลหะหนักหลายชนิด ได้แก่ สารหนู ตะกั่ว ปรอท และแมงกานีส ในระดับที่เกินมาตรฐานของประเทศ ขณะที่การตรวจสอบตัวอย่างน้ำและตะกอนดินเพิ่มเติมในอีกหลายครั้งของปี 2568 ก็ยืนยันว่าเกิดการปนเปื้อนสารพิษในน้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศ
นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ยังมีผลการศึกษาที่ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในประเทศเมียนมานั้นส่งผลโดยตรงกับระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม วิถีชีวิต และสุขภาพของคนปลายน้ำ
ข้อมูลที่คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติได้รับมาชี้ว่ามลพิษดังกล่าวมีต้นทางจากกิจกรรมเหมืองในประเทศเมียนมา รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2566 โดยเน้นการทำเหมืองแร่หายาก ไปจนถึงการทำเหมืองแร่ทองคำ
กิจกรรมเหมืองทำให้เกิดการปล่อยสารพิษลงสู่แหล่งน้ำที่ไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่ไทย ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากทั้งในไทยและประเทศปลายน้ำอื่น ๆ
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการตัดไม้ทำลายป่า ความเสื่อมโทรมของดิน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศจากกิจกรรมเหมือง ทำให้ตะกอนที่ปนเปื้อนโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำโดยตรง ขณะเดียวกันเหตุน้ำท่วมได้เร่งให้สารพิษแพร่กระจายออกไปในวงกว้างมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพประชาชน คุณภาพน้ำที่ลดลง การขาดแคลนน้ำสะอาดในหลายชุมชน รวมถึงความเสี่ยงจากการสะสมสารพิษในปลา พืช และอาหาร ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว

ที่มาของภาพ, กรมควบคุมมลพิษ
ข้อมูลที่ทางคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติได้รับระบุว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ ชุมชนในแถบชนบท ชนพื้นเมือง เกษตรกรรายย่อย และกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ โดยทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ประเมินว่าปัญหามลพิษปนเปื้อนเหล่านี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 1.3 พันล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะในภาคการประมง เกษตร และท่องเที่ยว
"มีรายงานว่า เหมืองดังกล่าวดำเนินการโดยบริษัทไชนา อินเวสต์เมนต์ ไมนิง (China Investment Mining Company) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน โดยแร่หายากที่สกัดได้จะถูกขนส่งไปยังประเทศจีน เพื่อนำไปผ่านกระบวนการแปรรูป และใช้ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม"
ในรายงานที่ส่งไปยังคณะทำงานของสหประชาชาติระบุว่า บริษัทเซี่ยงไฮ้ ฉีจิน เซียวอู่ เมทัล รีซอร์สเซส (Shanghai Chijin Xiawu Metal Resources Co. Ltd.) บริษัทร่วมทุนที่ก่อตั้งขึ้นในเดือน ก.ย. 2565 เพื่อพัฒนาแหล่งแร่หายากในประเทศลาว เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทไชนา อินเวสต์เมนต์ ไมนิง ถึง 90%
เมื่อดูในโครงสร้างของบริษัทเซี่ยงไฮ้ ฉีจิน เซียวอู่ เมทัล รีซอร์สเซส ก็พบว่าเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท เซียะเหมิน ทังสเตน คอร์ปอเรชัน (Xiamen Tungsten Corporation) รัฐวิสาหกิจของจีนซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทแร่หายากรายสำคัญของประเทศจีน และบริษัทชีเฟิง โกลด์ (Chifeng Gold) ผู้ผลิตทองคำเอกชนรายใหญ่ที่สุดของจีน
ข้อมูลที่ถูกส่งให้ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติยังพูดถึงการนำเข้าแร่สำคัญจากเมียนมาเข้ามาในไทย ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดมลพิษด้วย โดยมองว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่สามารถปฏิเสธความผิดรับผิดชอบได้ ทั้งในเรื่องการป้องกันและจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงสิทธิมนุษยชน
คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติยังได้รับข้อมูลว่า ทางการไทยได้ดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อตอบสนองต่อปัญหามลพิษดังกล่าว โดยเฉพาะการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องผ่านสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ รวมถึงการออกคำเตือนแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
ในเชิงความร่วมมือระหว่างประเทศ ทางการไทยได้หารือกับฝ่ายเมียนมาเมื่อเดือน ส.ค. 2568 และตกลงจัดตั้งคณะทำงานด้านเทคนิคร่วมเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำกก แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด แผนปฏิบัติการ หรือกรอบเวลาที่ชัดเจนต่อสาธารณะ ขณะที่ความพยายามประสานงานกับจีนยังไม่ได้นำไปสู่มาตรการควบคุมเหมืองต้นทางที่มีผลบังคับใช้
ในด้านการบริหารจัดการภายในประเทศ ผู้บริหารระดับสูงของไทยได้ลงพื้นที่ภาคเหนือ และเสนอแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะกลาง เช่น การจัดหาน้ำบาดาลฉุกเฉิน การหาแหล่งน้ำดิบทางเลือก และการเพิ่มจุดตรวจคุณภาพน้ำ รวมถึงการเสนอสร้างฝายดักตะกอนเพื่อกรองมลพิษก่อนเข้าสู่แหล่งน้ำของประชาชน แต่มาตรการดังกล่าวเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชนและนักวิชาการ ในประเด็นขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่มีความชัดเจนว่าฝายดักตะกอนจะช่วยจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษได้
"การตอบสนองของประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่ที่มาตรการปลายน้ำ เช่น การออกคำเตือนเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและการเฝ้าระวัง โดยยังไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อแหล่งกำเนิดของปัญหา" ข้อมูลที่ทางผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติได้รับมา ระบุ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อย่างไรก็ตาม คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาติ กล่าวด้วยว่า "โดยไม่ได้มีเจตนาจะตัดสินล่วงหน้าเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อกล่าวหา และจากข้อมูลที่ได้รับ เรามีความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบเชิงลบจากการสกัดแร่หายากในประเทศเมียนมา ซึ่งขาดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอ" ดังนั้นภายใต้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติในการแสวงหาความกระจ่างในทุกกรณีที่ได้รับแจ้งให้ทราบ ทางคณะทำงานจึงขอให้รัฐบาลไทยชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องมลพิษข้ามพรมแดน รวมถึงมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ น้ำ อาหาร และสิ่งแวดล้อมของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งรายละเอียดการประเมินผลกระทบและแผนฟื้นฟูระยะยาว
นอกจากนี้ ทางคณะทำงานยังขอข้อมูลเกี่ยวกับแผนดำเนินงานของคณะอนุกรรมการด้านคุณภาพน้ำ ความร่วมมือกับเมียนมา โดยเฉพาะบทบาทของคณะทำงานร่วม รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศกับจีนเพื่อควบคุมเหมืองที่ต้นทาง รวมถึงเรียกร้องให้ไทยชี้แจงมาตรการกำกับดูแลภาคธุรกิจและการนำเข้าแร่ การบังคับใช้หลักตรวจสอบสิทธิมนุษยชนของบริษัท ตลอดจนแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
พร้อมกันนี้ ยังแจ้งให้ไทยอธิบายว่ามีการเปิดให้ชุมชนโดยเฉพาะชนพื้นเมือง เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างมีความหมาย และสอดคล้องกับหลักการยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และโดยได้รับข้อมูลครบถ้วนหรือไม่
บีบีซีไทยพบว่าหนังสือฉบับอื่น ๆ ที่ส่งไปยังรัฐบาลจีน รัฐบาลทหารเมียนมา และบริษัทเอกชนจีนทั้งสองแห่งนั้นมีข้อคำถามคล้ายคลึงกัน แต่อาจมีแตกต่างกันบ้างในประเด็นปลีกย่อยที่ทางคณะทำงานต้องการข้อมูลเฉพาะเจาะจงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
รัฐถูกมองว่า "เพิกเฉย" แม้โฆษกรัฐบาลบอกว่า "ไม่ได้นิ่งนอนใจ"
น.ส.ส.รัตนมณี สมาชิกเครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน เชื่อมั่นว่าหนังสือจากคณะทำงานของสหประชาชาติกำลังส่งผลต่อรัฐบาลประเทศต่าง ๆ แล้ว
เธอชี้ให้เห็นว่าเมื่อเครือข่ายภาคประชาสังคมใน จ.เชียงราย จัดงานเดินธรรมยาตราปกป้อง 6 สายน้ำ ได้แก่ แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. ถึง 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก็มีปฏิกิริยาจากโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำเทศไทยถึง 2 ครั้งด้วยกัน
ครั้งแรกทางโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำเทศไทยโพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า "ฝ่ายจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อปัญหามลพิษจากโลหะหนักในลำน้ำสาขาแม่น้ำโขงที่อยู่ในเขตพื้นที่ของไทย และได้รับทราบรายงานผลการตรวจวัดที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งมีผลการตรวจชี้ว่าคุณภาพน้ำในลำน้ำดังกล่าวโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย จีนให้การสนับสนุนโดยตลอดที่ไทยและเมียนมาเสริมสร้างการสื่อสารและประสานงาน ดำเนินการตรวจสอบด้วยท่าทีที่เป็นกลางตามหลักวิทยาศาสตร์ และมีความรับผิดชอบ และแก้ไขปัญหาด้วยการปรึกษาหารืออย่างฉันมิตร ฝ่ายจีนยินดีที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงในด้านทรัพยากรน้ำและการคุ้มครองระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม โดยกลไกความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง เพื่อร่วมกันรักษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำในลุ่มแม่น้ำโขง"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
หลังกิจกรรมเดินธรรมยาตราของภาคประชาสังคมจบลง โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยยังออกมาชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 8 มิ.ย. ว่า "ฝ่ายจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเหตุการณ์การปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศไทย และได้เห็นว่ามีรายงานผลการตรวจสอบของรัฐบาลไทยและหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ฝ่ายจีนสนับสนุนให้ไทยและเมียนมาเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงาน ดำเนินการสอบสวนด้านวิทยาศาสตร์และมีความรับผิดชอบ และแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาอย่างเป็นมิตร"
นอกจากนี้โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำเทศไทยยังกล่าวด้วยว่า ฝ่ายจีนได้กำหนดให้บริษัทจีนที่อยู่ในต่างประเทศปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น และดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและกฎระเบียบโดยตลอด พร้อมยินดีที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อร่วมกันปกป้องสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศและคุณภาพน้ำในลุ่มแม่น้ำโขง
จากการตอบสนองของสถานเอกอัครราชทูตจีนในไทยทั้งสองครั้งนี้ น.ส. ส.รัตนมณี จากเครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน แสดงความเห็นว่า "คิดว่าอันนี้เป็นผลต่อเนื่องจากการที่เขา [จีน] ได้รับจดหมาย [จากยูเอ็น] ไม่อย่างนั้นเขาจะมา take action [ออกมาแสดงความเห็น] ในสิ่งที่คนในประเทศเราทำเพื่ออะไร"
น.ส.ส.รัตนมณี กล่าวต่อด้วยว่า เนื่องด้วยทั้งไทย จีน และเมียนมา ต่างเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามในเวทีนานาชาติว่าแก้ไขปัญหาเหล่านี้แล้วหรือไม่ และท้ายที่สุดแล้วหากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลไทย จีน และเมียนมา อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ ที่ให้ความสนใจกับประเด็นปัญหามลพิษข้ามแดนและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งผลร้ายแรงที่สุดอาจนำไปสู่การถูกบอยคอต (boycott) ในกรณีที่ถูกมองว่ารัฐบาลเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและปัญหาสิ่งแวดล้อมก็เป็นได้
ที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน และแต่งตั้งคณะทำงาน 3 ชุด ภายใต้อนุกรรมการฯ ดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก สาย โขง และสาละวินโดยด่วน โดยที่ผ่านมามีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ไปเพียงหนึ่งครั้งเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว
"ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้มีการส่งทีมไปพูดคุยกับเมียนมาแล้วแต่ยังไม่ตกผลึก" นายสุชาติชี้แจงต่อกระทู้ถามสดของนางมลธิชา ไชยบาล สส.เชียงราย พรรคกล้าธรรม เมื่อวันที่ 7 พ.ค. เมื่อถูกถามถึงการแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามแดนในแม่น้ำที่เกิดจากเหมืองในเมียนมา
อย่างไรก็ตาม น.ส.ส.รัตนมณี มองว่า "รัฐไทย ignore (เพิกเฉย)" ต่อปัญหาสารพิษข้ามแดนทางสายน้ำที่กำลังเกิดขึ้น
เธอให้ความเห็นว่าท่าทีของรัฐยังไม่ยอมรับว่าสารพิษเหล่านี้ได้เข้าสู่ระบบนิเวศ ดิน อาหาร และห่วงโซ่อาหารแล้ว โดยมักอ้างว่าค่าสารพิษยังไม่เกินค่ามาตรฐาน ทั้งที่เรื่องนี้ถือเป็นเหตุฉุกเฉินร้ายแรงซึ่งรัฐควรตอบสนองต่อปัญหานี้เร็วกว่านี้ ดีกว่านี้ และทันท่วงทีกว่านี้
เธอสะท้อนว่าคณะอนุกรรมการฯ ที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมตั้งขึ้นยังทำงานด้วยความเชื่องช้าและไม่มีประสิทธิภาพ และเมื่อพิจารณาผู้ที่นั่งอยู่ในอนุกรรมการฯ ก็ประกอบด้วยข้าราชการที่มานั่งโดยตำแหน่งเสียส่วนใหญ่ และไม่มีภาคประชาชน นักวิชาการ หรือประชาชนเข้าไปอยู่ในคณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าว ทำให้ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ และยังไม่มีแผนระดับชาติที่เอื้อให้เกิดคณะทำงานที่มีอำนาจรัฐเต็มรูปแบบและคล่องตัวพอที่จะออกไปเจรจากับรัฐบาลประเทศอื่น ๆ เพื่อปกป้องสิทธิและสุขภาพของประชาชนไทยที่อยู่ปลายน้ำและได้รับผลกระทบจากเหมือง
"ชุมชนอยากเห็นนายกฯ ลงพื้นที่" น.ส.ส.รัตนมณี กล่าว "ให้อนุทินไปประชุม ครม.สัญจรที่นั่นแล้วประกาศแผนระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาได้แล้ว ทำให้ชาวบ้านสบายใจหน่อยว่ารัฐบาลพร้อมปะ ฉะ ดะ กับรัฐบาลประเทศอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาจริง"
ทั้งนี้ เธอเน้นย้ำว่าแผนระดับชาติจะต้องประกอบด้วยกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ ภาคประชาชน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แผนดังกล่าวมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างครอบคลุม
"เชื่อว่าหนังสือของยูเอ็นฉบับนี้จะช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐต้องหันมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เท่าทันมากขึ้น และที่สำคัญรัฐไทยต้องยอมรับได้แล้วว่ามลพิษมันมีอยู่จริงและมันเกิดขึ้นแล้ว" น.ส. ส.รัตนมณี กล่าวกับบีบีซีไทย
ขณะเดียวกันนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. เพื่อติดตามความคืบหน้าการเจรจาระหว่างประเทศ พบว่าไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งจากทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงการต่างประเทศ
"ไม่มีแม้กระทั่งแผนในการเจรจาหรือการเตรียมการ โดยคณะทำงานภายใต้กรรมการที่ทางรองนายกรัฐมนตรีทรงศักดิ์ [ทองศรี] เป็นประธาน ในส่วนของคณะทำงานเจรจาระหว่างประเทศ 'ยังไม่เคยประชุม'" นายภัทรพงษ์ กล่าว และบอกว่าด้านคณะทำงานติดตามสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 คณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินก็เพิ่งมีการประชุมครั้งแรกไปเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา
"แล้วเราจะเอาอะไรไปแก้ที่ต้นตอครับ รัฐบาลไม่ขยับอะไรเลยแบบนี้" สส.จากพรรคประชาชน กล่าว
ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โต้แย้งข้อครหาว่ารัฐบาลนิ่งนอนใจต่อปัญหานี้ว่า "ไม่เป็นความจริง" และไทยไม่เคยพลาดโอกาสหยิบยกประเด็นปัญหานี้ขึ้นมาหารือไม่ว่าบนเวทีใดก็ตาม
"เป็นไปได้ไม่ได้เลยค่ะที่รัฐบาลจะนิ่งนอนใจ เราทำงานอยู่แต่ว่ามันไม่ได้ง่าย มันยังไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังของหลาย ๆ ฝ่าย มันเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ปัญหาของสารพิษมันไม่ได้เริ่มต้นจากประเทศไทยใช่ไหมคะ มันเป็น transboundary (ข้ามพรมแดน) ไปแล้ว ถ้าจะแก้ปัญหาจริง ๆ ก็ต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง ต้องใช้เรื่องของการทูตเข้าไป"
เธอกล่าวต่อว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นต้นทางของสารพิษก็มีปัญหาภายในของตนเอง ไม่สามารถสั่งการไปทุก ๆ รัฐของตนเองได้ หากเป็นผู้ที่ติดตามสถานการณ์การเมืองโลกก็ย่อมเข้าใจจุดนี้ดี

ที่มาของภาพ, Thai news pix
ทั้งนี้ หนังสือของคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติที่ส่งถึงรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน รัฐบาลเมียนมา และบริษัทเอกชนจีนอีก 2 แห่ง มีผู้ลงนามทั้งหมด 10 คนจาก 10 คณะด้วยกัน ประกอบด้วยรายชื่อของผู้รายงานพิเศษของสหประชาติด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, คณะทำงานว่าด้วยประเด็นสิทธิมนุษยชนกับบรรษัทข้ามชาติและธุรกิจอื่น, ผู้รายงานพิเศษของสหประชาติด้านสิทธิในการพัฒนา ผู้รายงานพิเศษของสหประชาติด้านสิทธิมนุษยชนต่อสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน, ผู้รายงานพิเศษของสหประชาติด้านสิทธิในอาหาร, ผู้รายงานพิเศษของสหประชาติด้านสิทธิของชนพื้นเมือง, ผู้รายงานพิเศษของสหประชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา, คณะทำงานว่าด้วยสิทธิของชาวนาและผู้ทำงานในชนบท, ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติด้านผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนจากการจัดการและกำจัดสารอันตราย และของเสียอย่างเหมาะสม และผู้รายงานพิเศษด้านของสหประชาติด้านสิทธิมนุษยชนในการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดและสุขาภิบาล ซึ่งทั้งหมดตั้งขึ้นตามมติของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติ
































