เอไอกำลังทำให้งานศิลปะจากฝีมือมนุษย์กลายเป็น "ความพรีเมียม" แต่สิ่งนี้จะคงอยู่ต่อไปหรือไม่?

- Author, รอส แอตกินส์
- Role, ผู้ดำเนินรายการ 'เดอะ แวลยู ไครซิส' (The Value Crisis)
- Published
- เวลาอ่าน: 10 นาที
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมไปเป็นดีเจในงานปาร์ตี้ 'เรฟ แมชีน' (Rave Machine) ที่ผมจัดขึ้นในอาคารธนาคารเก่าที่ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดแสดงดนตรี ในเขตฟัลเมาท์ของเมืองคอร์นวอลล์ มันเป็นงานที่เสียงดัง เต็มไปด้วยพลังงานและเหงื่อ สมกับที่เป็นการเต้นรำในยามค่ำคืน
องค์ประกอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ชม นักแสดง ทีมงาน ดนตรี และการเดินทางกลับบ้าน ล้วนเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างสิ่งพิเศษที่ไม่เหมือนใคร และมันก็เป็นสิ่งที่เกิดจากความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
นี่คือสิ่งที่เทคโนโลยีไม่อาจสร้างให้ได้เลยในทางทฤษฎี
ทว่าในโลกของดีเจ เทคโนโลยีได้เปลี่ยนสมการนั้นไป โดยในทศวรรษที่ 1990 ดีเจไม่เพียงแต่ต้องเลือกเพลงเท่านั้น พวกเขายังต้องเรียงลำดับเพลงเหล่านั้นเข้าด้วยกันโดยใช้เพียงแผ่นเสียงไวนิล เครื่องเล่นแผ่นเสียงสองเครื่อง และมิกเซอร์ด้วย แต่ปัจจุบันพวกเขามีตัวช่วยมากมาย ทั้งซอฟต์แวร์ที่สามารถซิงค์จังหวะของเพลงต่าง ๆ ได้หากคุณต้องการ (ซึ่งผมไม่ได้ขอ) ขณะที่แอปเปิลมิวสิค (Apple Music) และสปอติฟาย (Spotify) ก็มีตัวเลือกให้คุณสามารถมิกซ์เพลงด้วยเอไอได้เช่นกัน

ถ้าคุณกำลังเต้นอยู่ในงาน การที่ดีเจไม่ได้ทำหน้าที่ดีเจอย่างแท้จริงจะถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณไหม และถ้าคุณชอบเพลงที่กำลังเปิดอยู่ คุณจะแคร์ไหมถ้านั่นคือเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่แทนดีเจ
นี่คือสิ่งที่เอไอประเภทสร้างเนื้อหา (generative AI) กำลังตั้งคำถามกับพวกเราทุกคน หนึ่งในความตื่นเต้นของค่ำคืนที่ฟัลเมาท์คือการได้เห็นแขกพิเศษของเรา แอนดี้ เคโท จากกรูฟ อาร์มาดา (Groove Armada) ร้อยเรียงบทเพลงหลากหลายแนวเข้าด้วยกันอย่างมีศิลปะ ผมจะรู้สึกอย่างไรนะถ้าดีเจแค่กดเล่นเพลงเฉย ๆ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง)
ผมกล่าวถึงเรื่องทั้งหมดนี้เพราะประสบการณ์ในฟัลเมาท์เชื่อมโยงกับคำถามที่กว้างกว่านั้นมาก นั่นคือ เราสนใจจริง ๆ ไหมว่างานศิลปะชิ้นหนึ่งถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด เพลง หนังสือ บทกวี หรือศิลปะประเภทอื่น ๆ
ภาพจิตรกรรมฝาผนังยุคเรเนสซองส์และแชมป์หมากรุก
ดีเซอร์ (Deezer) แพลตฟอร์มสำหรับเล่นเพลงแห่งหนึ่ง ระบุว่า 44% ของเพลงที่อัปโหลดลงในแพลตฟอร์มดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยเอไอ และการวิจัยของดีเซอร์ยังพบว่า 97% ของผู้ฟังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเพลงไหนถูกสร้างโดยเอไอ และเพลงไหนไม่ใช่ แต่ยังมีสถิติที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาสนใจนะว่าเพลงนั้นถูกสร้างโดยเอไอหรือไม่ โดยพวกเขาอยากให้มนุษย์มีส่วนร่วมในการทำเพลงด้วย
แดเนียล ซัสส์คินด์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากคิงส์คอลเลจลอนดอน มองว่าพวกเราหลายคนให้คุณค่าอย่างมากกับบทบาทของมนุษย์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ เขาคิดว่านี่คือสิ่งที่ทำให้กระบวนการสร้างสรรค์แตกต่างจากงานที่เน้นการใช้งานและผลการปฏิบัติมากกว่า
“ผมเคยอยู่ในห้องที่มีแต่พนักงานบัญชี และหนึ่งในนั้นลุกขึ้นพูดว่า ‘ลูกค้ามาหาผมเพราะต้องการการบริการที่เป็นกันเอง กระบวนการที่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์’” เขาเล่า “ผมเลยบอกว่า ‘นั่นไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขามาหาคุณ พวกเขามาเพราะพวกเขาต้องการให้ทำภาษีอย่างถูกต้องต่างหาก’”
แต่กับงานศิลปะมันต่างออกไป เขากล่าวว่า "ถ้าผมเดินเข้าไปในโบสถ์ซิสทีนและมองดูเพดาน ผมคิดว่ามันไม่เพียงแต่จะสวยงามอย่างเหลือเชื่อเท่านั้น แต่ไม่น่าทึ่งหรือที่ฝีมือของมนุษย์ เลือดเนื้อเชื้อไขแบบเดียวกับผม จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งนั้นขึ้นมาได้ จิตใจที่มีเหมือน ๆ กับผมสามารถจินตนาการสิ่งนั้นขึ้นมาได้"
อย่างที่ซัสส์คินด์ได้อธิบายไว้ พวกเราไม่เพียงให้คุณค่ากับจุดหมายปลายทาง แต่เราให้คุณค่ากับสิ่งที่เรารับรู้ด้วยว่า ว่ามนุษย์คนหนึ่ง หนึ่งในพวกเรานี่แหละ ที่เป็นผู้พาเราไปถึงที่นั่น ซึ่งเราสามารถชื่นชมกับความสำเร็จนั้นได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
แน่นอนล่ะ อาจมีคนแย้งว่าคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์เอไอก็ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ หากซัสส์คินด์รู้สึกทึ่งเมื่อเดินเข้าไปในโบสถ์น้อยซิสทีนคนอื่น ๆ อาจรู้สึกทึ่งในอีกรูปแบบหนึ่งเมื่อใช้แชทบอทอย่าง แชทจีพีที (ChatGPT)
ซัสส์คินด์ยกอีกตัวอย่างหนึ่งคือการแข่งขันหมากรุกในปี 1997 เมื่อแกรี่ คาสปารอฟ แชมป์โลก พ่ายให้กับคอมพิวเตอร์ชื่อดีพบลู (Deep Blue) เป็นครั้งแรก เวลานั้นมีความกังวลกันว่า ความสำเร็จของคอมพิวเตอร์จะทำให้คนสนใจในหมากรุกน้อยลง แต่ในความเป็นจริง หมากรุกกลับได้รับความนิยมมากกว่าที่เคย โดยมีผู้เล่นหลายล้านคน
ซัสส์คินด์กล่าวว่า "สิ่งที่ผู้คนสนใจไม่ได้อยู่ที่การเดินหมากบนกระดานเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญคือการที่มีมนุษย์นั่งอยู่ข้างหลังกระดานและขยับหมากเหล่านั้นต่างหาก"
และบางคนก็มองว่าการที่มีเอไอ กลายเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ ซึ่งคุณอาจเรียกสิ่งนั้นว่า "ความพรีเมียมจากฝีมือมนุษย์" ก็ได้
ความเป็นมนุษย์
ไคล์ ชายกา นักข่าวสายเทคโนโลยีจากนิตยสารเดอะนิวยอร์กเกอร์ (The New Yorker) กล่าวว่า ปัจจุบันงานเขียนที่สร้างโดยเอไอนั้นถูกมองว่า "ธรรมดา ไร้เอกลักษณ์ และซ้ำซาก" ด้วยเหตุนี้เขาจึงบอกว่า "ผมคิดว่าผู้อ่านเริ่มให้คุณค่ากับงานเขียนที่แสดงมุมมองส่วนบุคคลอย่างชัดเจน ซึ่งอาจรวมถึงงานเขียนที่ดูไม่เรียบร้อย โครงสร้างไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่พวกเขาเคยใฝ่หามาก่อนหน้านี้"
ชายกา กล่าวต่อว่า "ผมคิดว่างานภาพประกอบและการออกแบบกราฟิกก็ไปในทางเดียวกัน คือเมื่ออะไรที่มันธรรมดา ๆ เข้าถึงได้ง่ายเกินไป นักออกแบบจึงหันมาสร้างสรรค์สิ่งที่แปลกใหม่ สะดุดตา และไม่เหมือนใครมากขึ้น โดยพยายามค้นหาสิ่งที่เอไอไม่สามารถสร้างขึ้นได้ง่าย ๆ"
นักวิชาการส่วนหนึ่งกำลังเร่งพัฒนาสัญลักษณ์บ่งบอกถึงสิ่งที่ "สร้างโดยมนุษย์" (คล้ายกับฉลาก "แฟร์เทรด" (Fairtrade) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์รับรองการค้าที่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1980) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อตอบสนองต่อปริมาณเนื้อหาที่สร้างโดยเอไอที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบนปกหนังสือ ภาพยนตร์ และอัลบั้มเพลงบางชิ้นเริ่มมีการแปะข้อความระบุว่า "ปลอดเอไอ" (AI-free) กันบ้างแล้ว
ซี. ถิ เหงียน ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ มองว่านี่คือเรื่องของค่านิยมพื้นฐานของพวกเรา

ที่มาของภาพ, Getty Images
เขาบอกว่าคุณจะรู้ว่าคุณให้คุณค่ากับอะไรได้ด้วยการตั้งคำถามว่า "ทำไม" ไปเรื่อย ๆ คือเมื่อคุณชอบหรืออยากจะทำอะไรบางอย่าง ให้ถามตัวเองว่า "ทำไม" ถ้าคำตอบคือเพื่อเงินหรือเพื่อความสำเร็จ ก็ให้ถามตัวเองต่อว่า "ทำไม" ไปเรื่อย ๆ และเมื่อกระบวนการนี้สิ้นสุดลง คุณก็จะได้รู้เองว่าอะไรกันแน่คือสิ่งที่คุณให้คุณค่า
คำถามของเขาก็คือ ในห่วงโซ่คำถามว่า "ทำไม" ของคุณ จะมีเรื่องการมีส่วนร่วมของมนุษย์และประสบการณ์ร่วมกันของมนุษย์อยู่ในลำดับท้าย ๆ ของคำถามหรือไม่
ด้านจอห์น แลนเชสเตอร์ นักเขียน มองในแง่ดีว่า คุณค่าของสิ่งที่มนุษย์เท่านั้นจะทำได้ จะยังคงอยู่ต่อไป โดยเขาเห็นด้วยกับแนวคิดเกี่ยวกับ "ความพรีเมียมจากฝีมือมนุษย์"
"ถ้าคุณทำให้สิ่งของประเภทหนึ่งกลายเป็นสินค้าพื้นฐานได้ สิ่งที่คุณไม่สามารถทำให้เป็นสินค้าพื้นฐานได้ก็จะเริ่มดูมีความสำคัญมากขึ้น" เขากล่าวกับผม
วังวนอัลกอริทึม
ทั้งหมดนี้อาจฟังดูน่ายินดีสำหรับผู้ที่หวังว่ามนุษย์จะยังคงเป็นศูนย์กลางในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมต่อไป
แต่ผมไม่แน่ใจนัก ด้วยปริมาณเนื้อหาที่สร้างโดยเอไอที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก จนในไม่ช้าเราอาจจะแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือเนื้อหาที่ใช้เอไอเข้ามาช่วยสร้าง และอะไรที่ไม่ใช่
คุณอาจเคยเห็นข่าวเกี่ยวกับนักแสดงเอไอชื่อทิลลี่ นอร์วูด ที่สร้างโดยบริษัทแห่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบริษัทนั้นเรียกตัวเองว่าเป็น "สตูดิโอสร้างนักแสดงเอไอแห่งแรกของโลก" สมาคมนักแสดงแห่งสหรัฐอเมริกาไม่ชอบใจกับสิ่งนี้นัก โดยพวกเขาระบุว่า "มันไม่มีประสบการณ์ชีวิตให้ดึงมาใช้ ไม่มีอารมณ์ และจากสิ่งที่เราเห็น ผู้ชมไม่ได้สนใจที่จะดูเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดยคอมพิวเตอร์ซึ่งแยกขาดจากประสบการณ์ของมนุษย์"
ผมไม่ได้บอกว่าเอไอจะมาแทนที่นักแสดง แน่นอนว่าไม่ใช่เลย แต่สิ่งที่ดูแปลกประหลาดและไม่คุ้นเคยในตอนนี้ อาจจะไม่ได้ให้ความรู้สึกแปลกขนาดนั้นในอนาคตก็ได้
สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้ก็คือ ก่อนที่แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) จะแพร่หลาย เราได้ปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการกำหนดรสนิยมทางวัฒนธรรมของเราแล้ว
แม้กระทั่งในช่วงทศวรรษ 2000 เราก็ยังคงเลือกสรรวัฒนธรรมจำนวนมากที่เราเสพ เราซื้อหนังสือ ตั๋วภาพยนตร์ อัลบั้มเพลง และบางครั้งเราก็ยังคงทำแบบนั้นอยู่
แต่ในปัจจุบัน วัฒนธรรมกลับหลั่งไหลเข้ามาหาคุณเองอย่างไม่รู้จบ โดยมันถูกคัดสรรและนำเสนอผ่านอัลกอริทึมที่คอยคาดการณ์รสนิยมของเราอยู่ตลอดเวลา
มองเผิน ๆ ดูเหมือนจะสะดวกสบายดี เพราะมีผู้คอยคัดสรรสิ่งต่าง ๆ แทนเรา แต่เมื่อบทบาทของอัลกอริทึมเพิ่มขึ้น บทบาทของมนุษย์ก็ลดลงตามไปด้วย
"เคยมีใครสักคน อาจจะเป็นเพื่อนของพี่ชาย หรือคนรู้จักของคุณ ที่คอยส่งเพลงเทสต์ดีให้กับคุณ" ชายกา ผู้เขียนหนังสือเรื่องฟิลเตอร์เวิลด์ (Filterworld) ที่สำรวจผลกระทบของอัลกอริทึมต่อวัฒนธรรม กล่าว "แต่ตอนนี้เราพึ่งพาการแนะนำจากอัลกอริทึมในการทำสิ่งเดียวกันนั้นให้กับเรา ในการแนะนำสิ่งใหม่ ๆ ให้กับเรา"

ที่มาของภาพ, Getty
ผมสังเกตถึงเรื่องนี้ได้จากนิสัยส่วนตัวของผมเอง ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1990 ตอนที่ผมเริ่มสะสมเพลงแดนซ์ ผมจะหาเพลงใหม่ ๆ จากร้านขายแผ่นเสียงและคำแนะนำจากคนที่ผมไว้ใจ ผมยังคงทำแบบนั้นได้อยู่ และผมก็ยังทำอยู่ แต่ปัจจุบันนี้อัลกอริทึมช่วยทำงานส่วนนั้นให้ผมได้มากแล้ว และมันก็มีประโยชน์จริง ๆ ผมเจอเพลงที่ผมคงไม่ได้ค้นพบถ้าไม่มีมัน
ผมปล่อยให้เทคโนโลยีนำทางผมไปในระดับหนึ่ง
ชายกามองว่า อัลกอริทึมทำให้เราขี้เกียจ และ "และคอยขวางไม่ให้เราเจาะลึกลงไป" ในรสนิยมทางวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ ซึ่งบางครั้งมันอาจทำให้เราได้พบงานศิลปะที่ต้องใช้ความพยายาม เช่น หนังสือเล่มยาวที่อ่านยาก หรือภาพยนตร์ที่ดูแปลกตา "มันอาจทำให้เรารู้สึกแปลกแยกในตอนแรก แต่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เราในตอนท้าย" ชายกากล่าว
"ผมคิดว่าวัฒนธรรมแบบนั้นได้เสื่อมถอยลงไปแล้ว มันถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมในรูปแบบของเนื้อหาย่อยง่ายที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ แต่จะทำให้สมองของคุณหยุดทำงานไปสักสองสามชั่วโมงเท่านั้น"

ที่มาของภาพ, Joseph Okpako/WireImage
และมันก็เป็นวังวนที่ส่งเสริมกันเอง เมื่อผู้ผลิตผลงานปรับเปลี่ยนผลงานของตนเองตามที่อัลกอริทึมต้องการ
ประเด็นสำคัญก็คือ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ การค้นพบวัฒนธรรมต่าง ๆ ตามที่อัลกอริทึมเลือกสรร คือสิ่งที่พวกเรายอมรับกันไปมากแล้ว ดังนั้น หากเอไอจะเริ่มเขียนหนังสือ ผลิตภาพยนตร์ และแต่งเพลงออกมาจำนวนมาก เราอาจจะแค่ยักไหล่แล้วยอมรับมันไปได้หรือไม่
กระแสโต้กลับต่อเครื่องคิดเลข
ย้อนกลับไปในปี 1986 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กลุ่มครูผู้ประท้วงได้ยืนเรียงรายอยู่ตามถนนด้านนอกศูนย์การประชุม พวกเขาไม่ได้โกรธเรื่องค่าจ้างหรือการตัดงบประมาณ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาโกรธเคืองคือเครื่องคิดเลข
ครูสอนคณิตศาสตร์ชื่อจอห์น แซกซอน ได้ออกมาเรียกร้องโดยบอกว่า “เด็ก ๆ ไม่ได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์ เพราะพวกเขาติดเครื่องคิดเลข”
เขาบอกว่า “ถ้าพวกเขาให้กล่องสีดำกับผม ผมก็คงไม่รู้ว่า… หกคูณแปดได้ 48 เพราะมันคล้องจอง กัน แต่เจ็ดคูณเก้าได้ 63 เพราะมันไม่สัมผัสกันเลย”
เราทุกคนต่างมีวิธีการจำสูตรคูณที่แตกต่างกันไป
แซกซอนแพ้ในการโต้แย้งครั้งนั้น แต่ข้อโต้แย้งบางส่วนของเขาก็ฟังดูคุ้น ๆ
แน่นอนว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของเทคโนโลยี อย่างน้อยก็ในตอนนี้ ลองนึกถึงงานปาร์ตี้ดีเจสุดเหวี่ยงของผมที่ฟัลเมาท์เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ที่มีสายตี้ 250 คนร่วมงานดูสิ
อเล็กซ์ มาฮอน บอกว่าเธอสังเกตเห็นว่า คนเริ่มให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ได้พบปะกันต่อหน้ามากขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่เราใช้ชีวิตอยู่หน้าจอสมาร์ทโฟนมากเกินไปในปัจจุบัน
เธอเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซูเปอร์สตรัคต์ เอนเตอร์เทนเมนต์ (Superstruct Entertainment) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทจัดเทศกาลและการแสดงสดชั้นนำของโลก
"คนอยากไปร่วมงานแสดงสด ๆ มากขึ้น" เธอกล่าว "พวกเขาอยากได้สิ่งที่ไม่คาดคิด...สิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ช่วงเวลาพิเศษที่กำลังเกิดขึ้นสด ๆ ความตื่นเต้น และการค้นพบในสิ่งที่ได้ฟังมันตรงนั้นไปพร้อมกับคนอื่น ๆ"
เมื่อพูดถึงวัฒนธรรม ยิ่งผมคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งไม่แน่ใจเลยว่าเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะสมที่จะปล่อยให้เทคโนโลยีทำงาน และเมื่อไหร่ที่ไม่เหมาะสม?
ผมว่าพวกเราแต่ละคนนี่แหละที่ต้องตัดสินใจว่า เวลาไหนที่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์จะมีความสำคัญ
เครดิตภาพปก: Getty































