You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ยูเออีประณามอิหร่านโจมตีเรือน้ำมันที่ฮอร์มุซอย่าง 'อุกอาจ' ขณะที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีครั้งใหม่
- Author, ยาโรสลาฟ ลูคิฟ
- Author, เบิร์นด์ เดอบุสมานน์ จูเนียร์
- Role, ผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว บีบีซี นิวส์
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี (UAE) กล่าวหาอิหร่านว่าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซอย่างอุกอาจเมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 8 ราย ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปิดล้อมทางน้ำครั้งใหม่
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า พวกเขากำลังโจมตีอิหร่าน "อย่างหนักหน่วง" หลังการโจมตีดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นคืนที่ 3 ท่ามกลางการโจมตีที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสองประเทศ
รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านตอบโต้การประกาศปิดล้อม โดยกล่าวว่าเตหะรานจะยังคงเป็น "ผู้พิทักษ์" ของช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ซึ่งเป็นคำพูดที่ทรัมป์ใช้
ข้อพิพาทเรื่องการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้คุกคามความพยายามยุติสงคราม แต่ทรัมป์ยืนยันว่าข้อตกลงยังคงเป็นไปได้
ในขณะที่ความตึงเครียดในเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น ยูเออีแถลงเมื่อคืนวันจันทร์ (13 ก.ค.) ว่าขีปนาวุธร่อนของอิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของยูเออี 2 ลำ ทำให้ลูกเรือชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 8 ราย โดยมี 4 รายที่อาการสาหัส
กระทรวงกลาโหมของยูเออีระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านเอ็กซ์ (X) ว่า ผู้บาดเจ็บ 6 รายเป็นชาวอินเดีย และ 2 รายเป็นชาวยูเครน
"กระทรวงกลาโหมยูเออีประณามการโจมตีอย่างอุกอาจครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงและฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน อีกทั้งยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค"
ต่อมากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (Iran's Islamic Revolutionary Guards Corps - IRGC) ยืนยันการโจมตีผ่านแถลงการณ์ทางเทเลแกรม โดยระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำไม่สนใจคำเตือน ปิดระบบนำทาง และพยายามแล่นผ่านเส้นทางที่มีทุ่นระเบิด
ในแถลงตอบโต้ IRGC ระบุว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเหล่านั้นและทำให้เรือเสียหายจนไม่สามารถเดินเรือต่อไป พร้อมเสริมด้วยว่า "การร่วมมือกับศัตรูผู้รุกราน" จะนำพาให้เกิดไปสู่ความเสียใจ ความเสียหาย และความล่าช้าในการเปิดช่องแคบ รวมถึง "สร้างวิกฤตพลังงานในโลก" ด้วย
ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นจุดปะทะสำคัญระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยทั้งสองฝ่ายปะทะกันเพื่อแย่งชิงการควบคุมเส้นทางน้ำเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังต่างฝ่ายต่างโจมตีกันตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ (12 ก.ค.)
ทรัมป์โพสต์ผ่านทรูธโซเชียล (Truth Social) ว่า สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านอีกครั้ง และจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% สำหรับสินค้าทั้งหมดที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เขากล่าวว่า มาตรการนี้จะหยุดยั้ง "เรือหรือลูกค้าของอิหร่าน" ไม่ให้เข้าหรือออกจากเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ แต่ "ประเทศอื่น ๆ ทั้งหมดจะสามารถใช้ช่องแคบได้อย่างเป็นธรรมและเปิดกว้าง" การปิดล้อมจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ตามเวลาตะวันออก ในวันอังคาร (14 ก.ค.) หรือตรงกับเวลา 03.00 น. ของวันที่ 15 ก.ค. ตามเวลาไทย
ทรัมป์เขียนว่า "นับจากนี้เป็นต้นไป สหรัฐฯ จะเป็นที่รู้จักในฐานะ 'ผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ' แต่ในฐานะดังกล่าว และเพื่อความยุติธรรม สหรัฐฯ จะได้รับเงินชดเชยในอัตรา 20% ของสินค้าที่ขนส่งทั้งหมด สำหรับค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงในพื้นที่ที่เปราะบางอย่างยิ่งของโลกนี้"
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า สหรัฐฯ กำลัง "โจมตีพวกเขาอย่างหนัก"
"เรากำลังทำลายศักยภาพในการโจมตีทั้งหมดของพวกเขา และเรากำลังควบคุมช่องแคบอยู่" เขากล่าวเสริม
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสองประเทศ ทรัมป์บอกว่า "ใช่ ผมคิดว่าข้อตกลงเป็นไปได้ แน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น"
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซ็นต์คอม (US Central Command - Centcom) กล่าวว่า การโจมตีเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 16.45 น. ตามเวลาเขตตะวันออก ในวันจันทร์ (ตรงกับเวลา 03.45 น. ของวันที่ 15 ก.ค. ตามเวลาไทย) ตาม "คำสั่งของผู้บัญชาการสูงสุด"
ขณะที่สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานโดยอ้างคำกล่าวของกองทัพอิหร่านว่าได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในคูเวตเพื่อตอบโต้
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า สหรัฐฯ จะ "ควบคุม" ช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างว่าอิหร่าน "ละเมิด" ข้อตกลงที่ทำไว้กับสหรัฐฯ
เขากล่าวว่า "เรากำลังจะยึดครองช่องแคบนี้"
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า กองกำลังสหรัฐฯ "จะกลับมาปิดกั้นการสัญจรทางทะเลที่เข้าออกจากท่าเรือของอิหร่านอีกครั้ง" ในวันที่ 14 ก.ค.
"กองทัพสหรัฐฯ ยังคงสนับสนุนการสัญจรทางน้ำในน่านน้ำภูมิภาคสำหรับเรือทุกลำที่ไม่ฝ่าฝืนการปิดล้อม" แถลงการณ์จากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุ
เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (10 ก.ค.) ทรัมป์ได้ส่งหนังสือถึงสภาคองเกรส ซึ่งบีบีซีได้เห็นเอกสารดังกล่าวแล้ว เนื้อหาของหนังสือระบุว่า สหรัฐฯ ได้กลับมาปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านอีกครั้งเมื่อวันที่ 7 ก.ค.
กฎหมายของสหรัฐฯ กำหนดให้สภาคองเกรสต้องให้การอนุมัติหากรัฐบาลจะดำเนินภารกิจทางทหารต่อเกิน 60 วัน และทำเนียบขาวสามารถขยายเวลาเพิ่มได้อีก 30 วันโดยอ้างความมั่นคงแห่งชาติ
ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ตอบโต้การประกาศของทรัมป์เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ โดยเขียนข้อความในเอ็กซ์ว่า "ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดถูกอย่างยิ่ง ใครก็ตามที่อำนวยความสะดวกให้เรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ควรได้รับการชดเชยสำหรับบริการนี้"
เขากล่าวต่อว่า "อิหร่านเป็นผู้พิทักษ์ช่องแคบมาโดยตลอด และจะยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป"
"20% นั้นมากเกินไปแน่นอน เราจะให้ความเป็นธรรม" อารักชีกล่าวเสริม
ในขณะเดียวกันโฆษกขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มโอ (International Maritime Organization - IMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่กำกับดูแลการขนส่งทางทะเลทั่วโลก ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า "ไอเอ็มโอยืนหยัดอย่างแน่วแน่ในการต่อต้านการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการผ่านช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ"
โฆษกไอเอ็มโอกล่าวเพิ่มเติมว่า "ไม่มีหลักทางกฎหมายใดที่กำหนดให้เรียกเก็บค่าผ่านทางโดยบังคับสำหรับการเดินเรือผ่านช่องแคบ"
ก่อนที่ทรัมป์จะประกาศเรื่องนี้ กองบัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่านกล่าวว่าจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ "แทรกแซงการบริหารจัดการ" ช่องแคบฮอร์มุซ
ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสื่ออิหร่าน อิบราฮิม ซอลฟาการี โฆษกของกองบัญชาการทหารสูงสุด คาตาม อัล-อันบิยา (Khatam al-Anbiya) ของอิหร่าน กล่าวว่า "การกระทำที่เสี่ยงอันตรายและมุ่งร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า" จากสหรัฐฯ ในช่องแคบ "ได้คุกคามความมั่นคงในภูมิภาค การค้าระหว่างประเทศ และการเดินทางของเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์อย่างร้ายแรง"
เขากล่าวเสริมว่า ความร่วมมือใด ๆ กับสหรัฐฯ จะถูกมองว่าเป็น "สงคราม" ต่ออธิปไตยของอิหร่าน พร้อมเตือนว่าหากความขัดแย้งลุกลาม "เปลวไฟแห่งสงครามจะเผาผลาญทุกประเทศในภูมิภาค"
ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคำประกาศครั้งล่าสุดของทรัมป์จะมีผลในทางปฏิบัติอย่างไร
กฎของสหประชาชาติอนุญาตให้ประเทศต่าง ๆ ควบคุมน่านน้ำอาณาเขตได้ไกลถึง 12 ไมล์ทะเล (13.8 ไมล์) จากชายฝั่งของตน ณ จุดที่แคบที่สุด โดยช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางเดินเรือทั้งหมดอยู่ในน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่านและโอมาน
อิหร่านได้ปิดช่องแคบอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. โดยช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 25% ของโลก และเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว 20% ของโลก
รัฐบาลกรุงเตหะรานตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและยิงโดรนโจมตีฐานทัพของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในหลายประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย
ก่อนหน้านี้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านได้ยิงเรือพาณิชย์ที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบโดยไม่ได้รับอนุญาต และยึดเรือไป 2 ลำ จากความขัดแย้งดังกล่าวทำให้การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น
สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือทั้งหมดของอิหร่านในเดือน เม.ย. เพื่อกดดันเตหะราน จากนั้นราวห้าสัปดาห์ต่อมา กองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่าได้สั่งให้เรือพาณิชย์ 100 ลำเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ และทำให้เรืออีก 4 ลำไม่สามารถปฏิบัติการได้ ภายใต้มาตรการปิดล้อม
สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความเข้าใจระหว่างสองประเทศที่มุ่งยุติความขัดแย้ง แต่ข้อพิพาทเกี่ยวกับช่องแคบก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง
ขณะนี้พันธมิตรของสหรัฐฯ หลายประเทศมีแนวโน้มที่จะลังเลในการชดเชยค่าใช้จ่ายให้กับสหรัฐฯ และจ่ายเงิน 20% ของค่าขนส่งทั้งหมด และผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะคิดเห็นว่าช่องแคบควรเปิดและไม่มีสิ่งกีดขวางก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น
การประกาศดังกล่าวอาจสร้างความยุ่งยากทางการเมืองให้กับประธานาธิบดีทรัมป์ภายในประเทศได้เช่นกัน
สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติบางคน รวมถึงสมาชิกพรรครีพับลิกันด้วยกันเอง ได้ตั้งคำถามอย่างเปิดเผยว่าสหรัฐฯ ได้อะไรจากการหยุดยิง การขยายเวลาหยุดยิง และการเจรจาเพิ่มเติม
ชาวอเมริกันจำนวนมากน่าจะตั้งคำถามว่าเหตุใดราคาน้ำมันจึงค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่มีการให้คำมั่นสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าราคาน้ำมันจะไม่เพิ่มขึ้นอีก ทรัมป์ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย. แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันคนอื่น ๆ ลงสมัครและจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมัน
การประกาศดังกล่าวอาจเป็นความพยายามที่จะเริ่มต้นการเจรจาอีกครั้งและผลักดันให้ประเทศอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทรัมป์เคยใช้ในอดีต
รายงานเพิ่มเติมโดย กอนเชห์ ฮาบิบิอาซาด