เหตุใดข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน จึงล่มตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์บอกว่ามัน "จบลงแล้ว"

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, ซาอีด จาฟารี
- Role, นักวิเคราะห์การเมือง
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
ขณะอยู่ระหว่างการร่วมประชุมกับผู้นำชาตินาโตในตุรกี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการปิดช่องทางการเจรจาที่เขาเพิ่งเปิดขึ้นเมื่อสามสัปดาห์ก่อน
"ผมคิดว่ามันจบลงแล้ว ผมไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเป็นคนต่ำช้า" ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดนาโตในกรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี
แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่เคยหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบกันโดยแท้จริง แต่การโจมตีได้กลับมาอยู่ในระดับที่ไม่เคยมาถึงจุดนี้นับตั้งแต่มีการลงนามบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยู (MoU) เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา
ทางการสหรัฐฯ และอิหร่านดูเหมือนกำลังจะมุ่งกลับไปยังความขัดแย้งอย่างเต็มรูปแบบ โดยทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธที่จะยกมือยอมแพ้
ปัญหาคือทรัมป์ "ไม่ต้องการยอมรับความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ที่เขาได้รับ" โรเบิร์ต เพป ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก กล่าว
ปัจจัยเกือบทั้งหมดที่จุดชนวนสงครามยังคงดำรงอยู่ ขณะที่เป้าหมายที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง การทำข้อตกลงนิวเคลียร์ หรือการทำให้โครงการขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านไร้ความสามารถ ก็ไม่บรรลุผล ส่งผลให้หลายประเด็นเหล่านี้ต้องรอการเจรจาต่อรองในอนาคต
แทนที่ความขัดแย้งจะสามารถจำกัดอิทธิพลของอิหร่านลง มันกลับยกระดับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านให้เป็นผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลในภูมิภาค และทำให้เห็นอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จที่อิหร่านมีต่อเศรษฐกิจโลก ผ่านการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซและความสามารถในการโจมตีเส้นทางการเดินเรือ
"ผลจากสงครามครั้งนี้ทำให้อิหร่านแข็งแกร่งขึ้น และดุลอำนาจในภูมิภาคเปลี่ยนแปลงไป" เพป ระบุ
การสืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุด จากอดีตผู้นำวัย 86 ปีที่เปราะบาง ไปสู่โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายวัย 56 ปีที่มีความห้าวหาญมากกว่า เกิดขึ้นเมื่อบรรดาผู้นำอิหร่านล้มเลิกสภาวะ "ไม่มีสงคราม แต่ก็ไม่มีสันติภาพ" (no war, no peace) ด้วยการเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ รวมถึงระดมยิงประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ
หลังอิหร่านระดมปล่อยโดรนและยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจนทำให้ความเชื่อมั่นต่อการอยู่ภายใต้การคุ้มกันด้านความมั่นคงของอเมริกาในหมู่กลุ่มประเทศมหาอำนาจน้ำมันในอ่าวอาหรับลดลงไป ก็มีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียกำลังเตรียมจัดประชุมสุดยอดเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์เหล่านี้
ทว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่ถูกสะท้อนให้เห็นบนโต๊ะเจรจา เนื่องจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังถูกขับเคลื่อนด้วยพลวัตของการบีบบังคับกดดันและการต่อต้าน
บันทึกความเข้าใจ 14 ข้อ มีจุดมุ่งหมายที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและผ่อนคลายแรงกดดันต่อตลาดพลังงานโลก ขณะเดียวกันก็มุ่งหมายให้มีการเปิดเจรจาในประเด็นที่ซับซ้อนกว่านี้ให้เริ่มต้นขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค
แต่ในทางกลับกัน ก่อนที่จะมีการจัดการกับประเด็นนิวเคลียร์ สนามประลองกลับกลายมาเป็นเรื่องการตีความตัวบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เสียเอง เมื่อทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ ต่างพยายามกำหนดเงื่อนไขของระเบียบหลังสงคราม (post-war order)
การประลองครั้งนี้อาจแบ่งได้เป็นสามประเด็นเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจมากที่สุด ได้แก่ ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ เลบานอน และกองทุนฟื้นฟูที่ถูกเสนอขึ้นมาเพื่อจูงใจให้อิหร่านยุติสงคราม

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ
"[ทรัมป์] ยอมรับไม่ได้ที่อิหร่านจะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ" เพปกล่าว พร้อมระบุว่าหลังจากมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เริ่ม "พยายามลดทอนเงื่อนไขหลายประการที่อยู่ในข้อตกลง"
สหรัฐฯ กำลังร่วมมือกับโอมานเพื่อจัดตั้งเส้นทางทางเลือกที่อาศัยการประสานงานกับอิหร่านน้อยลง แต่อิหร่านยืนกรานว่าจะเป็นผู้บริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ
"จากมุมมองของทางการอิหร่าน การยอมอ่อนข้อของอิหร่านทำได้เต็มที่เพียงเรื่องการไม่เรียกเก็บค่าผ่านทางในช่วงเวลา 60 วันเท่านั้น ไม่ใช่การละทิ้งบทบาทของตนเองในการกำหนดข้อตกลงที่ควบคุมการสัญจรทางทะเล" ฮามิดเรซา อาซิซี นักวิจัยรับเชิญแห่งสถาบันกิจการระหว่างประเทศและความมั่นคงของเยอรมนีในกรุงเบอร์ลิน กล่าว
สหรัฐฯ อาจมองว่าการเพิ่มกำลังทหารหรือการสร้างเส้นทางทางเลือกสำรองเป็นเพียงมาตรการรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ แต่สำหรับอิหร่าน พวกเขาไม่ได้วางเดิมพันกับเพียงแค่เรื่องค่าธรรมเนียมการผ่านทาง เพราะช่องแคบนี้คือหัวใจสำคัญของอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ของอิหร่าน
"ประเด็นคือบทบาทนำของอิหร่านในการบริหารจัดการช่องแคบควรได้รับการยอมรับ เพราะหากมีการจัดตั้งเส้นทางทางเลือกขึ้นมาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอิหร่าน ทางการอิหร่านจะมองว่าเป็นการสูญเสียเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์" อาซิซีกล่าว

ที่มาของภาพ, Reuters
การขับเคี่ยวไม่ยอมลงให้แก่กันยังปรากฏให้เห็นผ่านกรณีของเลบานอน
แม้ว่าบันทึกความเข้าใจจะไม่มีการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค รวมถึงฮิซบอลเลาะห์ แต่ข้อตกลงกำหนดให้ทุกฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหารและรับประกันอธิปไตยของเลบานอน ซึ่งเงื่อนไขที่เขียนไว้สั้น ๆ นี้ไม่ได้บอกว่ากองกำลังอิสราเอลต้องถอนตัวออกไป
นักวิเคราะห์หลายคนตีความว่าการที่เลบานอนถูกระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจถือเป็นหนึ่งในผลประโยชน์สำคัญที่สุดของอิหร่าน ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับบทบาทของอิหร่านในการเป็นศูนย์กลางของแก้ไขความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง
"อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ตีความเรื่องนี้ในกรอบที่แคบกว่า คือเป็นการยืนยันอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเลบานอน โดยไม่จำเป็นต้องมอบบทบาทพิเศษใด ๆ ให้กับทางการอิหร่านในกระบวนการทางการเมืองของประเทศเลบานอนในอนาคต" อาซิซีกล่าว
ในเวลาเดียวกัน ทางการสหรัฐฯ พยายามลดโอกาสการขยับบทบาทดังกล่าวของอิหร่านด้วยการเริ่มดำเนินการทางการทูตแบบคู่ขนาน ซึ่งในมุมของทางการอิหร่าน พวกเขาอาจมองว่าการเร่งการเจรจาระหว่างเลบานอนกับอิสราเอลโดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางนั้น เป็นความพยายามจะกันอิหร่านออกไป

ที่มาของภาพ, Reuters
นอกจากนี้ยังมีความไม่ชัดเจนว่าอิหร่านจะได้รับการผ่อนปรนทางการเงินในรูปแบบใด และจะมีเงื่อนไขใดที่ตามมาบ้าง โดยมีหลายรายงานที่แตกต่างกันออกไปทั้งเรื่องขอบเขตและช่วงเวลาของการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร ไปจนถึงการปลดล็อกเงินทุนต่าง ๆ เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
สิ่งที่เป็นข้อถกเถียงมากที่สุดอาจเป็นการประกาศกองทุนฟื้นฟูภาคเอกชนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 9.9 ล้านล้านบาท) ซึ่งสร้างความกังวลแม้ในหมู่ผู้สนับสนุนทรัมป์
ระหว่างการเยือนอ่าวอาหรับในเดือน มิ.ย. มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุชัดว่าการลงทุนร่วมในอิหร่านจะขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงการขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน และการปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติของสาธารณรัฐอิสลามในภูมิภาค ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ได้ถูกระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจฉบับดั้งเดิมเลย
แนวทางดังกล่าวดูเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการส่งอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของอิหร่าน
ทว่าอิหร่านซึ่งเคยนำเสนอข้อตกลงที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างว่าเป็นชัยชนะ ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อเงื่อนไขและข้อกำหนดที่เพิ่มขึ้นมา

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
คาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวถึงคำขู่ครั้งล่าสุดของทรัมป์ว่า "ไม่ใช่สัญญาณที่แสดงถึงความแข็งแกร่ง แต่คือการยอมรับความล้มเหลวของนโยบายที่สร้างขึ้นผ่านการใช้กำลังป่าเถื่อน การคว่ำบาตร และการคุกคามเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งไม่อาจทำให้ชาติอิหร่านยอมจำนนได้"
ทั้งสองชาติชื่อว่าต่างฝ่ายต่างกำลังปกป้องสถานะของตนเอง แต่การกระทำดังกล่าวอาจถูกตีความจากอีกฝ่ายว่าเป็นการเปิดฉากครั้งใหม่ของวิกฤตนี้
เพป นักรัฐศาสตร์จาก ม.ชิคาโก อธิบายสถานการณ์นี้ว่าเป็น "กับดักการยกระดับความขัดแย้ง" ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่การกระทำอย่างจำกัดของฝ่ายหนึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้แบบจำกัดจากอีกฝ่าย ซึ่งในวงจรนี้ทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้ต้องการสงครามเต็มรูปแบบ แต่ทั้งคู่อาจถูกค่อย ๆ ดึงเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบอย่างช้า ๆ
ทั้งเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ เลบานอน และแม้แต่กองทุนการลงทุนดังกล่าว ต่างบ่งชี้ว่าทางการอิหร่านและสหรัฐฯ ยังติดหล่มการประลองอันขมขื่นเพื่อหวังจะกำหนดภูมิทัศน์หลังสงคราม มากกว่าจะมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ร่วมจากการยอมอ่อนข้อให้กันและกัน และหาทางออกจากความขัดแย้งอันยืดเยื้อและหนักหน่วงครั้งนี้






























