นักอาชญาวิทยาชี้ ความกดดันภายในจิตใจ เป็นสาเหตุสำคัญของการก่อเหตุยิงในโรงเรียน

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่กั้นพื้นที่ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ใน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี หลังนักเรียนอายุ 14 ปี พกอาวุธปืนเข้ามาก่อเหตุยิงในโรงเรียนเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

เหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ใน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา สร้างความสะเทือนใจให้กับหลายคนเมื่อผู้ก่อเหตุคือเด็กนักเรียนอายุ 14 ปี ซึ่งพกปืนของปู่ที่เป็นอดีตข้าราชการครู เข้ามาก่อเหตุในโรงเรียน ยิงครู 5 คนเสียชีวิต ก่อนปลิดชีพตัวเองตาม นอกจากนี้ ตำรวจตรวจสอบที่บ้านของผู้ก่อเหตุพบว่าปู่กับย่าของเขาเสียชีวิตอยู่ที่บ้านด้วย โศกนาฏกรรมครั้งนี้จึงมีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 8 ราย

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ขณะลงพื้นที่ระบุว่า ตนเชื่อว่าเด็กก่อเหตุที่บ้าน ก่อนจะมาก่อเหตุต่อที่โรงเรียน โดยเขาบอกว่าได้รับข้อมูลเบื้องต้นจากครูแนะแนวว่าผู้ก่อเหตุ "เป็นเด็กที่เรียนดี ร่วมกิจกรรม มีเพื่อน ไม่ใช่เด็กก้าวร้าว" ทว่าสื่อไทยบางสำนักรายงานว่าผู้ก่อเหตุอาจเคยถูก "บูลลี่" หรือรังแกในโรงเรียน แต่ข้อมูลนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ทางการอย่างแน่ชัด

อย่างไรก็ดี อาของผู้ก่อเหตุที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อไทยหลายสำนัก ให้ข้อมูลที่สอดคล้องกัน โดยระบุว่า ทราบจากพี่ชายซึ่งเป็นพ่อของผู้ก่อเหตุ หลังจากที่เกิดเหตุแล้ว ว่าเด็กเคยถูกบูลลี่ แต่ไม่ทราบรายละเอียดจากตัวเด็กโดยตรง โดยเขาบอกว่าโดยปกติหลานชายคนนี้จะอาศัยอยู่กับปู่และย่าเพียงสามคนในบ้าน เพราะพ่อและแม่ทำงานอยู่ต่างจังหวัด จึงแวะเวียนมาเพียงครั้งคราวเท่านั้น

ขณะที่นักอาชญาวิทยาบอกกับบีบีซีไทยว่า หากเทียบสถิติในภาพรวม คดียิงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นในต่างประเทศส่วนใหญ่ มักมีต้นตอมาจากความคับแค้นใจหรือถูกรังแกมาก่อน ซึ่งคือสิ่งที่ป้องกันได้หากสถานศึกษาหรือคนรอบตัวจับสัญญาณได้ทัน

นักอาชญาวิทยาชี้ ต้นเหตุยิงในโรงเรียนมักมาจากการ "บูลลี่"

รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล อดีตตำรวจและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา บอกกับบีบีซีไทยว่า โดยสถิติแล้วเมื่อมีเหตุยิงในโรงเรียนต่าง ๆ ในต่างประเทศ เมื่อสืบต้นตอภายหลังมักจะพบว่าแรงจูงใจมักจะมาจากความคับแค้นใจ หรือการถูกบูลลี่ในโรงเรียน จนไม่มีความรู้สึกผูกพันกับกลุ่มเพื่อนในโรงเรียนแล้ว จึงสามารถก่อเหตุการณ์เช่นนี้ได้

"ปกติเวลาเหตุกราดยิงในต่างประเทศ โดยเฉพาะสายโรงเรียนอะไรพวกนี้ ส่วนใหญ่จะพบว่าแรงจูงใจเกิดมาจากความคับแค้นใจ ความข้องใจ หรือเกิดบูลลี่ในโรงเรียน" รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ กล่าว "หลายคน [เวลา] โดนบูลลี่แล้ว เขาก็ไม่ค่อยจะมีความผูกพันกับกลุ่มเพื่อน ทั้งที่มาบูลลี่หรือไม่บูลลี่ก็ตาม จึงทำให้เขาตัดสินใจก่อเหตุกราดยิงได้ เพราะว่าถ้าเกิดยังมีความผูกพัน ความรักกับเพื่อนคนอื่นอยู่บ้าง เขาจะไม่ไปกระทำแบบนั้น"

อย่างไรก็ดี เขาเน้นย้ำว่านี่คือข้อมูลโดยทั่วไป เพราะสำหรับกรณีนักเรียนวัย 14 ปีที่ก่อเหตุในวันนี้นั้น ยังถือว่ามีข้อมูลจำกัดที่ยังต้องรอสรุปแรงจูงใจที่ชัดเจนอีกครั้ง แต่โดยทั่วไปแล้ว การถูก "บูลลี่" เป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้หลายครั้งในต่างประเทศ

"ประเทศไทยสถิติการบูลลี่ของเราคือเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกนะครับ... สถิติตรงนี้สะท้อนถึงปัญหาที่อาจจะยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมแบบจริงจัง จึงทำให้หลาย ๆ ปัญหาตามมา ก็คือการใช้ความรุนแรงกระทำต่อบุคคลอื่น หรือกระทำต่อเพื่อนในโรงเรียนก็ตาม" เขากล่าว

"ผู้ก่อเหตุก็คือเป็นเด็กเยาวชนถูกไหมครับ อายุประมาณนี้ เพราะฉะนั้นจะพูดเรื่องความขัดแย้งทางธุรกิจก็ไม่น่าใช่ ตัดออกได้เลยถูกไหมครับ หรืออาจจะมีอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะไม่พบว่ามีถึงอาการฆ่าแบบนี้... ประเด็นที่สอง เรื่องของแรงจูงใจอย่างอื่น เรื่องทรัพย์สิน การหักหลังผลประโยชน์ เรื่องยาเสพติดอะไรอย่างนี้ ซึ่งในวัยเด็กเอง [ปัจจัย]เหล่านี้ก็จะพบว่าน้อยอีก เพราะส่วนใหญ่เหล่านั้นอาจจะเกิดกับพวก[เหตุการณ์]นอกสถาบันการศึกษา"

ครูไม่เห็นสัญญาณเตือน อาจมาจากปัญหาเชิงระบบ

นักอาชญาวิทยารายนี้ เชื่อว่าเหตุการณ์เช่นนี้สามารถป้องกันได้หากครูหรือสถานศึกษาเห็นสัญญาณเตือน รับรู้ความคับข้องใจของเด็ก โดยอาจตรวจสอบโซเชียลมีเดีย หรือมีช่องทางที่เด็กสามารถเข้าถึง ปรึกษา หรือแจ้งเหตุเมื่อถูกรังแกได้ง่าย

"เด็กเยาวชนในวัยประมาณนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเข้าถึงโลกออนไลน์ มีโซเชียลมีเดียกันอยู่แล้ว ก็พูดง่าย ๆ จะต้องเช็กสัญญาณเตือนว่าเขาจะมีพฤติกรรมอย่างไรหรือไม่ หรือมีการประเมินความเสี่ยง ซึ่งผมว่าตรงนี้จะต้องมีการสื่อสารตั้งแต่ผู้บริหารสถาบันการศึกษา คุณครู ผู้ปกครอง หรือแม้กระทั่งเพื่อน" รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ กล่าว

"คุณครูต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้นนะครับ ก็เข้าใจอยู่บางทีสถานศึกษา ครู หรือบางทีคุณครูภาระงานสอนก็เยอะ workload (ภาระงาน) ก็เยอะ ข้อกำหนดกฎกระทรวงศึกษาธิการก็เยอะ ต้องทำนี่ทำนั่น ทำให้คุณครูเวลาในการใช้ดูแลกับเด็กก็น้อยลง" เขาสะท้อนถึงปัญหาเชิงระบบที่อาจส่งผลให้ครูไม่สามารถจับสัญญาณหรือรับรู้ปัญหาของนักเรียนได้ พร้อมบอกว่าหากเด็กอยู่ในครอบครัวที่มีปัญหา พ่อแม่หย่าร้าง หรือไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะจะยิ่งมีโอกาสน้อยในการเข้าถึงคำปรึกษาเมื่อมีเรื่องไม่สบายใจต่าง ๆ

"เพราะฉะนั้นช่องทางในการแจ้งเบาะแส อย่างงานวิจัยบอกว่าถ้ามีช่องทางผ่านแอปพลิเคชัน ให้คำปรึกษา ก็จะทำให้เด็กรู้สึกว่ามันมีทางออก มีทางระบายออก อาจจะเป็นแอปฯ ที่มีผู้บริหารสถาบันการศึกษาอยู่ด้วย มีคุณครูอยู่ด้วยนะครับ แล้วก็มีนักจิตวิทยาอยู่ด้วย เพื่อจะช่วยในการสื่อสารกับเด็ก คอยให้คำปรึกษา หาทางแก้ไขปัญหาก่อนที่ปัญหาจะลุกลามปานปลายและเป็นความรุนแรง" เขาแนะนำ

การตรวจอาวุธในโรงเรียน จะช่วยป้องกันเหตุได้ไหม

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เหตุยิงในห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2566 การสืบสวนของตำรวจพบว่าผู้ก่อเหตุอายุ 14 ปี หาซื้อปืนจากช่องทางออนไลน์และนำมาก่อเหตุ

รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ มองว่าอย่างน้อยควรมีการคัดกรองว่าเด็กที่แสดงความคับข้องใจบางอย่างออกมาทางโซเชียลมีเดีย มีโอกาสที่จะมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ เช่น อาจมีคนในครอบครัวเป็นทหาร ตำรวจ หรือรับราชการในตำแหน่งที่อาจมีปืนไว้ในครอบครอง และควรมีข้อมูลนี้อยู่ในฐานข้อมูลของโรงเรียนเพื่อเฝ้าระวัง

เขามองว่าความเสี่ยงในปัจจุบันมีมากขึ้นกว่าในอดีตด้วย เพราะด้วยช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ทำให้เด็กสามารถเข้าถึงอาวุธได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างกรณีเด็กอายุ 14 ที่เคยพกอาวุธปืนแบลงก์กันเข้าไปก่อเหตุยิงในห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2566 ซึ่งตำรวจพบในภายหลังว่าอาวุธปืนที่เขาใช้ก่อเหตุมาจากการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

อย่างไรก็ดี เขายอมรับว่าต่อให้โรงเรียนจะมีการตรวจค้นอาวุธ คนที่พยายามจะนำอาวุธปืนเข้าไปก่อเหตุก็คงจะต้องพยายามหลบเลี่ยงไม่ให้ถูกตรวจเจออยู่ดี จึงอาจต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยคัดกรอง และโรงเรียนหรือภาครัฐอาจต้องจัดสรรงบประมาณไว้ให้สำหรับคัดกรองในส่วนนี้โดยเฉพาะ

"ต้องยอมรับว่าโรงเรียนเป็น soft target (เป้าหมายที่เปราะบาง) เป็นสถานที่ที่คนไม่คิดว่าจะเกิดเหตุ แต่พอเวลาเกิดเหตุบ่อยครั้ง ก็มีการสุ่มตรวจมากขึ้นนะครับ" เขาอ้างอิงมาตรการของสหรัฐอเมริกาเมื่อมีการกราดยิงในโรงเรียน "อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าคนที่เขาจะพกพาปืนเข้าไปก่อเหตุ เขาก็พยายามหาช่องในการเลี่ยงนะครับ รู้ว่าจะต้องมีการตรวจสอบยังไง ค้นกระเป๋าอะไรยังไง เขาก็จะเลี่ยงในการเอาอาวุธไปซ่อนไว้ที่ไหนถูกไหมครับ"

"เพราะฉะนั้นในการทำงานของตำรวจ เขาจะบอกว่าต้องอาศัยการข่าว ทางโรงเรียนเองก็ต้องอาศัยไงครับ อาศัยข้อมูลเบาะแสจากเพื่อนด้วย จากคุณครูประจำชั้นด้วย จากคุณครูที่ปรึกษาด้วย ผมว่าสำคัญก็คือต้องมีช่องทางให้เด็กเขามีคนให้การปรึกษาเขาได้ครับ" ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยารายนี้เน้นย้ำ

เขามองว่าอีกประเด็นที่สำคัญคือการ "ควบคุมการเข้าถึง" (access control) สถานศึกษา โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์กราดยิงและใช้มีดสังหารเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2565 ที่คนร้ายสามารถเข้าสถานที่ไปก่อเหตุได้จนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก

"ผมเชื่อนะครับหลายที่ สถาบันการศึกษาก็มองว่านี่คือโรงเรียนไง ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าที่คนภายนอกจะเข้าไปได้ทั่วไปถูกไหมครับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้[ว่า]ปัจจุบันเริ่มพบการใช้ความรุนแรงมากขึ้นในโรงเรียน หรือกรณีเกิดเหตุกราดยิงที่หนองบัวลำภู" เขากล่าว

"การควบคุมการเข้าถึงเด็ก เข้าถึงห้องเรียน หรือการตรวจอาวุธ อาจจะ[ต้อง]มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามา ผมว่าตรงนี้มีความสำคัญครับ ซึ่งในแต่ละโรงเรียนก็อาจจะต้องมีการดูเรื่องงบประมาณตรงนี้ไว้ รวมทั้งรัฐก็ต้องมีการจัดสรรงบตรงนี้ครับ"

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ มองว่าเหตุกราดยิงและใช้มีดสังหารเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2565 สะท้อนช่องโหว่ของการควบคุมการเข้าถึง (access control) ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถเข้าสถานที่ไปก่อเหตุได้