เหตุใดแหล่งอนุรักษ์หลายแห่งกำลังต่อสู้ให้ถูกถอดออกจากรายชื่อมรดกโลกของยูเนสโก

    • Author, เบลีย์ เบิร์ก
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

สถานะมรดกโลกรับรองให้สถานที่บางแห่งกลายเป็นแหล่งที่มี "คุณค่าโดดเด่นเป็นสากล" ทั้งยังสามารถผลักดันสถานที่ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักให้กลายเป็นที่โด่งดังระดับโลกได้ แล้วเหตุใดบางแห่งจึงมีการร้องขอให้ถอนรายชื่อจากการเป็นมรดกโลก ?

หมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อวล์โคลิเนค (Vlkolínec) ตั้งอยู่บนภูเขาทางตอนกลางของประเทศสโลวาเกียและเคยเป็นชุมชนยุคกลางที่สวยงามราวภาพวาด ที่แห่งนี้มีจำนวนบ้านมากกว่าจำนวนประชากร เพราะมีผู้อยู่อาศัยถาวรราว 20 รายอาศัยอยู่ในกระท่อมลักษณะคล้ายนิทาน 45 หลังที่ทาสีสดใส กระจุกตัวอยู่รอบหอระฆังสมัยศตวรรษที่ 18

วล์โคลิเนคมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและชุมชนก็ยังคงรักษาสภาพเดิมไว้ได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ที่แห่งนี้ถูกสหประชาชาติขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 1993 นับแต่นั้น ในแต่ละปีมีผู้มาเยือนมากกว่า 100,000 รายเดินทางเข้าสู่ชุมชน

ทว่า เมื่อไม่นานมานี้ ชาวบ้านบางส่วนแย้งว่าการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและการท่องเที่ยวที่ตามมานั้นสร้างปัญหามากกว่าประโยชน์ และต้องการให้หมู่บ้านถูกถอดออกจากรายชื่อมรดกโลก

ห่างออกไปราว 7,000 กิโลเมตรในประเทศแทนซาเนีย กลุ่มพันธมิตรความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนานาชาติของชาวมาไซ (Maasai International Solidarity Alliance) ก็เรียกร้องให้ถอดพื้นที่อนุรักษ์งอรงโกโร (Ngorongoro Conservation Area) ซึ่งอุดมไปด้วยสัตว์ป่า ออกจากรายชื่อมรดกโลกเช่นกัน

พื้นที่นี้เป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนเลี้ยงปศุสัตว์และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซาฟารีที่เป็นเอกลักษณ์ของแอฟริกาอีกแห่ง แต่คนในพื้นที่โต้แย้งว่านโยบายอนุรักษ์ที่ผูกกับสถานะการคุ้มครองระดับนานาชาติทำให้ผู้อยู่อาศัยต้องถูกย้ายออกจากพื้นที่เลี้ยงสัตว์ของบรรพบุรุษ

ข้อพิพาทเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงที่ทวีความเข้มข้นขึ้น ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นปะทะกับความพยายามในการอนุรักษ์พื้นที่ซึ่งถูกมองว่ามีความสำคัญต่อมนุษยชาติ

อำนาจของยูเนสโก

รายชื่อมรดกโลกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งเป็นคณะกรรมการระหว่างประเทศของสหประชาชาติที่ทำหน้าที่ระบุและปกป้องสถานที่ที่เห็นว่ามี "ความสำคัญทางวัฒนธรรมหรือธรรมชาติที่โดดเด่นต่อมนุษยชาติ"

นับตั้งแต่มีการขึ้นทะเบียนสถานที่ 12 แห่งแรกในปี 1978 รายชื่อดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,248 แห่งใน 170 ประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งสำคัญที่มีชื่อเสียงอย่างมาชูปิกชู และกำแพงเมืองจีน ไปจนถึงสถานที่ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก เช่น โบสถ์ไม้แห่งมารามูเรชของโรมาเนีย และชุมชนโอเอซิสโบราณของไอต์ เบน แฮดดูในโมร็อกโก

รายชื่อมรดกโลกเกิดขึ้นจากกระแสหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมุ่งปกป้องสถานที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมจากภัยคุกคามของความขัดแย้ง อุตสาหกรรม และการพัฒนาสมัยใหม่

สถานะการขึ้นทะเบียนของยูเนสโกสามารถเปิดทางให้แหล่งอนุรักษ์ได้รับเงินทุนอนุรักษ์จากนานาชาติ นี่จึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในการคุ้มครองมรดก

ผู้สนับสนุนชี้ให้เห็นตัวอย่าง เช่น ระบบแนวปะการังเบลีซ (Belize Barrier Reef Reserve System) ซึ่งถูกถอดออกจากรายชื่อ "ตกอยู่ในอันตราย" ของยูเนสโกในปี 2018 หลังจากมีการเพิ่มมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการบูรณะและงานอนุรักษ์นครวัดในกัมพูชาเป็นเวลาหลายทศวรรษก็ช่วยกอบกู้สถานที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามและการปล้นสะดมมาได้

"หลักการของยูเนสโกเกี่ยวข้องกับการแบ่งปันมรดกร่วมกัน การอนุรักษ์มัน การเฉลิมฉลองมัน และการยอมรับว่ามรดกนั้นเป็นความสำเร็จของมวลมนุษยชาติ" จอห์น เอช สตับส์ นักวิชาการด้านการอนุรักษ์และอดีตรองประธานกองทุนอนุสรณ์สถานโลก (World Monuments Fund) กล่าว

ถึงกระนั้น ช่วงแรกๆ ของการขึ้นทะเบียนมรดกโลก การเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ได้ทำให้สถานะของยูเนสโกกลายเป็นสิ่งที่ช่วยอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงผ่านการท่องเที่ยว

เกร็ก ริชาร์ดส์ นักวิจัยที่ศึกษาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภาวะการท่องเที่ยวเกินขนาด (overtourism) เปรียบเทียบว่าการขึ้นทะเบียนของยูเนสโกไม่ต่างจากการให้ดาวในหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีสถานที่ใดบ้างที่นักท่องเที่ยว "ห้ามพลาด" โดยเขายังบอกด้วยว่าสิ่งที่คาดการณ์ได้มากที่สุดคือจะมีผู้มาเยือนสถานที่แห่งนั้นมากขึ้น หากมันถูกขึ้นทะเบียน

"ผมคิดว่าสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกเห็นตรงกันคือ การขึ้นทะเบียนยูเนสโกอาจให้ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้หลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือจำนวนผู้มาเยือนที่เพิ่มขึ้น"

การอนุรักษ์และ "การทำให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์"

ในอดีต ความพยายามด้านการอนุรักษ์ของยูเนสโกมุ่งเน้นไปที่การปกป้องโครงสร้างทางกายภาพเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นอนุสรณ์สถาน แหล่งโบราณคดี และอาคารที่มีความสำคัญด้านสถาปัตยกรรม แต่ในปัจจุบัน แหล่งมรดกจำนวนมากกลับทับซ้อนอยู่กับชุมชนที่ผู้คนยังคงอาศัยและทำงานอยู่

เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในปี 1987 เผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวล้นเกินมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป และส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยย้ายออกจากเมืองมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เมืองลี่เจียงในประเทศจีน ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะย่านเมืองเก่าและวัฒนธรรมชนพื้นเมืองน่าซี (Naxi) มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหลังได้รับการขึ้นทะเบียนในปี 1997 นอกจากนี้พื้นที่ใจกลางเมืองบางส่วนได้เปลี่ยนเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเกสต์เฮาส์และร้านขายของที่ระลึก ซึ่งนักวิจัยและผู้อยู่อาศัยบางรายกล่าวว่าได้ลดทอนวิถีชีวิตท้องถิ่นลง

ในเมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก การท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในเมืองเก่าซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ได้จุดประกายการถกเถียงเรื่องราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วยเช่นกัน

นักวิจัยบางรายเรียกกระบวนการนี้ว่า "การทำให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์" (museumification) ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของชุมชนที่ยังมีชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนมันกลายเป็นสถานที่ที่มุ่งตอบสนองผู้มาเยือนมากกว่าผู้อยู่อาศัย

แม้ว่าชุมชนประวัติศาสตร์จำนวนมากจะเผชิญปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมานานก่อนการได้รับการขึ้นทะเบียนของยูเนสโก แต่ในบางกรณี เช่น เมืองเวนิส การท่องเที่ยวได้เร่งแนวโน้มที่มีอยู่เดิมให้เกิดเร็วขึ้น

การถกเถียงยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อแนวคิดเรื่องความดั้งเดิมและการอนุรักษ์เปลี่ยนแปลงไป

"นี่เป็นหนึ่งในประเด็นถกเถียงใหญ่ในงานอนุรักษ์มรดก" ริชาร์ดส์กล่าว "ความดั้งเดิม (authentic) เป็นคำที่อันตรายอย่างมาก เพราะสามารถตีความได้หลากหลายรูปแบบ"

เขาอธิบายว่าสิ่งที่กลุ่มหนึ่งมองว่าเป็นการอนุรักษ์ที่แท้จริง อีกกลุ่มหนึ่งอาจมองว่าเป็นการสร้างขึ้นใหม่แบบไม่เป็นไปตามธรรมชาติก็ได้

แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกไม่ได้ถูกห้ามไม่ให้พัฒนาให้ทันสมัย แต่การพัฒนาจำเป็นต้องรักษาสิ่งที่องค์กรเรียกว่า "คุณค่าโดดเด่นเป็นสากล" ของสถานที่เอาไว้ ซึ่งคือคุณลักษณะสำคัญที่ทำให้สถานที่นั้นได้รับการขึ้นทะเบียนตั้งแต่แรก

ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้อาจสร้างความตึงเครียดระหว่างการอนุรักษ์กับความต้องการร่วมสมัย โดยเฉพาะในชุมชนที่ยังต้องการที่อยู่อาศัยและต้องการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน

ริชาร์ดส์ยังกล่าวด้วยว่าสื่อสังคมออนไลน์ได้เร่งแรงกดดันจากการท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าเดิมเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้าที่จะมีแพลตฟอร์มอย่างติ๊กตอก (TikTok) และอินสตาแกรม (Instagram) นักเดินทางส่วนใหญ่อาศัยหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวหรือข้อมูลการท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ "แต่ตอนนี้ คุณกำลังตามนักท่องเที่ยวคนอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ " เขากล่าว

แนวทางการท่องเที่ยวแบบใหม่ของยูเนสโก

เหล่าผู้แทนขององค์การยูเนสโกออกมากล่าวว่าองค์กรของตนเริ่มตระหนักว่าแหล่งมรดกโลกมีแนวโน้มเผชิญกับภาวะการท่องเที่ยวเกินขนาดมากขึ้น

"เราเองก็ยอมรับว่าการท่องเที่ยวได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วง 10 ถึง 15 ปีที่ผ่านมา" ปีเตอร์ เดอไบรน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของยูเนสโกกล่าว

เขาเสริมว่า ในปัจจุบันยูเนสโกขอให้แหล่งมรดกจัดทำแผนบริหารจัดการผู้มาเยือน เพื่อเตรียมรับมือกับการท่องเที่ยวที่เติบโต และหาวิธีลดความแออัด รวมถึงผ่อนคลายแรงกดดันต่อพื้นที่ที่เปราะบาง

"เราไม่ได้พยายามจะลดการท่องเที่ยวลง แต่เพียงต้องการช่วยให้การท่องเที่ยวนั้นสนับสนุนการอนุรักษ์และมรดก" เขากล่าว "แหล่งมรดกโลกมีไว้สำหรับทุกคน สำหรับมนุษยชาติทั้งหมด เราต้องการให้ผู้คนไปเยี่ยมชม ไปสัมผัส"

จากข้อมูลที่เดอไบรน์ให้มา แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงพัฒนาการในแนวทางของยูเนสโกในวงกว้างมากขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าในเอกสารแนะแนวแหล่งมรดกโลกยุคแรก ๆ ของยูเนสโกนั้น การท่องเที่ยวถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย และส่วนใหญ่กล่าวถึงในบริบทของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการอนุรักษ์

ปัจจุบัน ยูเนสโกมองว่าการท่องเที่ยวเป็นทั้งความท้าทายและการสร้างโอกาส ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนในการอนุรักษ์และช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ หากมีการจัดการอย่างรอบคอบ

ทว่า ข้อกังวลที่เกิดขึ้นจากวล์โคลิเนคและงอรงโกโรอยู่นอกเหนือขอบเขตของระบบมรดกโลก แม้ว่ายูเนสโกจะสามารถประเมินและตอบสนองต่อภัยคุกคามต่อการอนุรักษ์ของสถานที่ได้ แต่บทบาทขององค์กรกลับไม่ชัดเจนเมื่อปัญหาไม่ได้มาจากความเสียหายต่อสถานที่โดยตรง หากแต่มาจากผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในนั้น

เมื่อถูกถามว่ายูเนสโกสามารถเข้ามาแทรกแซงได้หรือไม่ หากผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นรู้สึกว่าการท่องเที่ยวหรือนโยบายการอนุรักษ์ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขา เดอไบรน์กล่าวว่า "เราไม่ได้มีกลไกสำหรับเรื่องนั้นจริง ๆ"

แม้จะมีการเรียกร้องจากวล์โคลิเนคและกลุ่มสนับสนุนชาวมาไซในงอรงโกโรให้ทบทวนสถานะมรดกโลกของพวกเขา แต่ไม่มีสถานที่ใดจะถูกนำขึ้นมาหารือโดยคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งถัดไป

ปัจจุบัน ยูเนสโกสามารถประเมินได้ว่าภูมิทัศน์ อนุสรณ์สถาน หรือระบบนิเวศได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอหรือไม่ สามารถจัดอันดับให้สถานที่ดังกล่าวเป็นแหล่งที่ "ตกอยู่ในอันตราย" จากปัจจัยอย่างความขัดแย้งทางอาวุธ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ไร้การควบคุมหรือไม่ อีกทั้งยังสามารถเรียกร้องมาตรการอนุรักษ์ หรือในบางกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อย ก็คือการเพิกถอนสถานะออกจากการเป็นมรดกโลก

แต่องค์กรกลับไม่สามารถจัดอันดับให้แหล่งอนุรักษ์ที่อยู่ในบัญชีกลายเป็นสถานที่ที่ "ตกอยู่ในอันตราย" จากการท่องเที่ยวแต่อย่างใด แม้องค์กรมีส่วนช่วยทำให้มันเกิดขึ้นก็ตาม

จะสูญเสียสถานภาพมรดกโลกได้อย่างไร

จนถึงปัจจุบัน ยูเนสโกถอดถอนสถานที่ออกจากรายชื่อมรดกโลกเพียง 3 แห่งเท่านั้น และในทุกกรณี ล้วนมีปัญหาเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์

ในปี 2007 เขตรักษาพันธุ์ออริกซ์อาระเบีย (Arabian Oryx Sanctuary) กลายเป็นสถานที่แห่งแรกที่ถูกถอดออก หลังจากโอมานลดขนาดพื้นที่คุ้มครองลงอย่างมากท่ามกลางแผนการสำรวจน้ำมัน

จากนั้นในปี 2009 หุบเขาเอลเบอแห่งเดรสเดน (Dresden Elbe Valley) สูญเสียสถานะมรดกโลกไป หลังมีการก่อสร้างสะพานซึ่งยูเนสโกเห็นว่าได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พื้นฐาน ต่อมาในปี 2021 เมืองการค้าทางทะเลลิเวอร์พูล (Liverpool Maritime Mercantile City) ถูกถอดออกจากรายชื่อหลังเกิดข้อขัดแย้งเรื่องการพัฒนาพื้นที่ริมน้ำ

ที่น่าสนใจคือ การสูญเสียการรับรองจากยูเนสโกไม่ได้ส่งผลให้การท่องเที่ยวลดลงอย่างรุนแรงเสมอไป ลิเวอร์พูลยังคงดึงดูดผู้มาเยือนที่สนใจด้านดนตรี กีฬา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมแม้จะสูญเสียสถานะมรดกโลก ขณะที่เดรสเดนก็ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำคัญหลังถูกถอดถอนสถานะ

แม้ผู้อยู่อาศัยในวล์โคลิเนคและงอรงโกโรจะเรียกร้องให้ถูกถอดออกจากรายชื่อ แต่สตับส์มองว่าไม่น่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ

"ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องดีที่ [การเรียกร้องให้ถอดออกจากรายชื่อ] ชี้ให้เห็นปัญหาของภาวะการท่องเที่ยวเกินขนาด" เขากล่าว

"แต่ในแง่ของแนวทางแก้ไขจริง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งคนในพื้นที่และตัวแหล่งอนุรักษ์ คำตอบจะต้องมาจากการวางแผนอนุรักษ์อย่างชาญฉลาด ซึ่งคำนึงถึงทุกอย่างตั้งแต่เศรษฐกิจ ทำเล ไปจนถึงผู้คนในท้องถิ่น

กว่าครึ่งศตวรรษหลังจากยูเนสโกเริ่มอนุรักษ์สถานที่ชุดแรก การถกเถียงเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการรักษาสถานที่หนึ่งไว้ ไม่ได้เท่ากับการรักษาชุมชนไว้ และอย่างหลังอาจพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่ามาก