โรคความผิดปกติของการเจริญเติบโตที่หายากของฝาแฝดคู่หนึ่ง จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันมะเร็งได้หรือไม่

Maria Luisa sits on a cream sofa with her sister María del Cisne. Maria Luisa has shoulder-length brown hair and is smiling, wearing a white vest, jeans and trainers. Maria del Cisne has longer dark hair, with the front pinned back, a red shirt with white polka dots and is also wearing jeans and white trainers.

ที่มาของภาพ, JORGE PEREZ / BBC

คำบรรยายภาพ, สองพี่น้อง มาเรีย ลุยซา และ มาเรีย เดล ซิสเน กล่าวว่า การได้แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันช่วยให้พวกเธอรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
    • Author, อเลฮานโดร มิลลัน บาเลนเซีย
    • Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด
    • Author, ซาราห์ เบลล์
    • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

ท่ามกลางเทือกเขาแอนดีสทางตอนใต้ของเอกวาดอร์ เป็นที่ตั้งของเมืองปินญัส (Piñas) ซึ่งมีประชากร 8,000 คนอาศัยอยู่ตามบ้านเรือนที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วหุบเขา

เมืองห่างไกลแห่งนี้เป็นบ้านของกลุ่มคนที่มีจำนวนผู้ป่วยโรคกลุ่มอาการลารอน (Laron syndrome) สูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมหายากที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถเติบโตจนมีความสูงเกิน 1.2 เมตรได้

มาเรีย ลุยซา โรเมโร และ มาเรีย เดล ซิสเน สองพี่น้องฝาแฝด มีอาการของโรคนี้เช่นกัน แต่พวกเธอกล่าวว่าการได้อยู่เคียงข้างและคอยช่วยเหลือกันและกันช่วยพวกเธอไว้ได้มาก

"พวกเราเข้มแข็งอยู่เสมอ เรานำพลังมารวมกันและคอยปกป้องกันและกัน" มาเรีย ลุยซา อธิบายขณะนั่งอยู่บนโซฟาข้าง ๆ น้องสาว

สองพี่น้องกล่าวว่า การใช้ชีวิตโดยมีกลุ่มอาการลารอนนั้นมีความท้าทาย แต่บรรดานักวิจัยเชื่อว่ามันอาจมอบข้อดีที่คาดไม่ถึง นั่นคืออุบัติการณ์ของโรคบางอย่าง เช่น มะเร็งและเบาหวาน ในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มอาการลารอนนั้นต่ำกว่าประชากรทั่วไป

พวกเขาหวังว่าการศึกษาเรื่องนี้จะนำไปสู่การพัฒนาวิธีรักษาเพื่อป้องกันโรคมะเร็งได้

"แนวคิดคือการจำลองสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในผู้ที่เป็นกลุ่มอาการลารอน ให้เกิดขึ้นกับคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคนี้ ผ่านทางยาหรืออาหาร" ดร.ไฮเม เกบารา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้มาเป็นเวลา 40 ปีกล่าว

"นี่จะเป็นการสร้างประโยชน์ครั้งใหญ่ให้กับโลกจากชุมชนที่น่าทึ่งแห่งนี้"

Picture of Pinas, taken from the top of a steep hill, with buildings on each side and the green hillside of a mountain in the distance

ที่มาของภาพ, JORGE PEREZ / BBC

คำบรรยายภาพ, ทั่วโลกมีผู้ป่วยที่เป็นโรคกลุ่มอาการลารอนราว 840 คน โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของเอกวาดอร์

ผู้ที่เป็นโรคกลุ่มอาการลารอน หรือที่รู้จักกันในชื่อภาวะดื้อต่อฮอร์โมนการเจริญเติบโต ไม่สามารถประมวลผลฮอร์โมนการเจริญเติบโตได้

การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมนี้ตั้งชื่อตามกุมารแพทย์ ซวี ลารอน ผู้ซึ่งระบุความผิดปกตินี้ขณะทำการรักษาผู้ป่วยในอิสราเอลเมื่อ 60 ปีที่แล้ว

ทั่วโลกมีผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อยู่ 840 คน โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดเอลโอโร และโลฆา ทางตอนใต้ของเอกวาดอร์

ศาสตราจารย์ลารอนเชื่อว่า โรคนี้มีต้นกำเนิดเมื่อหลายพันปีก่อนในอินโดนีเซีย และแพร่กระจายไปทางตะวันตกขณะผู้ที่เป็นพาหะเดินทางไปตามเส้นทางการค้า เขาระบุว่าชาวยิวเซฟาร์ดี ที่มีเชื้อกลายพันธุ์ดังกล่าวได้อพยพไปยังทวีปต่าง ๆ ในเวลาต่อมา และบางส่วนได้เดินทางมายังทวีปอเมริกา

ตามความเห็นของศาสตราจารย์ลารอน พวกเขาได้ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ห่างไกล และหลังจากที่มีการแต่งงานกันเองภายในกลุ่มติดต่อกันหลายชั่วอายุคน จึงทำให้ปัจจุบันพบอัตราการเกิดโรคนี้สูงเป็นพิเศษในเอกวาดอร์

ฝาแฝดที่บีบีซีได้สนทนาด้วยกล่าวว่า การได้อาศัยอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นที่เป็นกลุ่มอาการเดียวกันนี้ช่วยให้รับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากทำให้พวกเธอรู้ว่าไม่ได้อยู่ลำพัง

"เราสามารถเล่าให้กันและกันฟังถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา ทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย เพราะเราต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่างร่วมกันในทุกวัน" มาเรีย เดล กล่าว

Maria Luisa is pictured working at a kitchen counter top, sitting on a high stool. She has a pink apron on and a hair net. Her sister works behind her, standing on a step to meet the counter

ที่มาของภาพ, JORGE PEREZ / BBC

คำบรรยายภาพ, สองพี่น้องเปิดร้านทำช็อกโกแลต และมีความฝันที่จะเปิดโรงงานของตัวเอง

มาเรีย ลุยซา เสริมว่ามันยากลำบากยิ่งกว่าเดิมเมื่อพวกเธอต้องย้ายถิ่นฐานไปเรียนต่อในพื้นที่อื่นของประเทศ

"ที่นั่นพวกเขาไม่เคยเห็นคนตัวเตี้ยอย่างพวกเราเลย ทุกคนจึงมองพวกเราด้วยสายตาแปลก ๆ พวกเขาชี้มาที่เรา มันแปลกมาก"

ศาสตราจารย์ลารอน ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ได้ตีพิมพ์บทความวิจัยชิ้นใหม่ในช่วงปลายเดือน ก.ค. โดยรวบรวมกรณีศึกษาทั้งหมดของภาวะกลายพันธุ์นี้ที่ตรวจพบระหว่างปี 1966 ถึง 2025

"นี่เป็นครั้งแรกที่เราทราบจำนวนที่แน่นอนของผู้ป่วยกลุ่มอาการลารอน และความหลากหลายของความบกพร่องในตัวรับฮอร์โมนการเจริญเติบโต" เขากล่าวกับ บีบีซี มุนโด

ผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบกล่าวว่า ความคิดที่ว่าพวกเขากำลังมีส่วนช่วยในการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นั้น ช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความท้าทายในการใช้ชีวิตกับโรคกลุ่มอาการหายากนี้ได้

สองพี่น้องฝาแฝดกลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยครั้งสำคัญ ซึ่งนำโดย ดร.เกบารา ผู้ซึ่งสังเกตเห็นว่าการเกิดขึ้นของโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็งและเบาหวาน ในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มอาการลารอนนั้นต่ำกว่าในประชากรทั่วไป

Dr Guevara in his office, he is sitting at a desk with a wall full of framed certificates. He has short grey hair and beard, with glasses and is wearing a white doctor's coat and white shirt

ที่มาของภาพ, JORGE PEREZ / BBC

คำบรรยายภาพ, ดร.เกบาราทำการศึกษาผู้ป่วยกลุ่มอาการลารอนมาเป็นเวลา 22 ปีแล้ว

เพื่อพยายามหาสาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เขาจึงได้ร่วมมือกับ ดร.วอลเตอร์ ลองโก ผู้เชี่ยวชาญด้านความชราจากมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐอเมริกา เพื่อจำลองสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายของคนที่เป็นกลุ่มอาการลารอน

อันดับแรก นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาผู้ป่วยกลุ่มอาการลารอนประมาณ 100 คน และเครือญาติที่มีส่วนสูงปกติอีกประมาณ 1,600 คน ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

ตลอดช่วง 22 ปีต่อมา ทีมวิจัยไม่พบผู้ป่วยโรคเบาหวานเลยในชาวเอกวาดอร์ที่เป็นกลุ่มอาการลารอน และพบโรคมะเร็งที่ไม่ร้ายแรงถึงชีวิตเพียงแค่ 1 เคสเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มคนที่มีส่วนสูงปกติ พบว่า 5% ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน และ 17% เป็นโรคมะเร็ง

เนื่องจากมีการสันนิษฐานว่าทั้งปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและปัจจัยเสี่ยงทางพันธุศาสตร์อื่น ๆ ในทั้งสองกลุ่มมีเหมือนกัน นักวิจัยจึงสรุปว่าต้นเหตุ อย่างน้อยก็ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่ผ่านพ้นช่วงการเจริญเติบโตไปแล้ว คือการทำงานของฮอร์โมนการเจริญเติบโต

 María Luisa and María del Cisne at a dance class - they both hold one hand across their stomachs with the other in the air. They both wear black t-shirts and pink hair bands

ที่มาของภาพ, JORGE PEREZ / BBC

ทีมวิจัยสรุปข้อเท็จจริงจากกรณีที่โรคกลุ่มอาการลารอนเกิดจากการกลายพันธุ์ของตัวรับฮอร์โมนการเจริญเติบโตในตับ ซึ่งทำให้ผู้ที่เป็นโรคนี้ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนที่เรียกว่า อินซูลินไลก์โกรธแฟกเตอร์ 1 (Insulin-like Growth Factor 1 หรือ IGF-1) ได้ และส่งผลให้การเจริญเติบโตหยุดลงตอนที่ร่างกายมีส่วนสูงน้อย

ดร.เกบารา ระบุว่าทฤษฎีของทีมวิจัยคือ IGF-1 ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งตาย ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า อะพอพโทซิส (apoptosis) ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีระดับ IGF-1 ต่ำ เช่นเดียวกับผู้ป่วยกลุ่มอาการลารอน จึงจะมีอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งที่ต่ำกว่า

ทั้งสองคนยังคงดำเนินงานวิจัยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เผยแพร่ผลการศึกษา แต่ก็ชี้ให้เห็นว่ายังต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมอีกมากก่อนที่การรักษาใด ๆ จะเกิดขึ้นจริงได้

ขณะทำการศึกษาผู้ป่วย 70 คนในอิสราเอลเป็นเวลา 58 ปี ศ.ลารอน ได้สังเกตและบันทึกหลักฐานเกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

เขากล่าวด้วยว่า กลุ่มอาการนี้อาจเป็นรากฐานระดับโมเลกุลให้นักวิทยาศาสตร์ใช้พัฒนาการรักษาในอนาคต พร้อมทั้งยอมรับว่า ระดับ IGF-1 ที่ต่ำในผู้ป่วยกลุ่มอาการลารอนคือ "ปัจจัยสำคัญ" ที่ส่งผลให้อุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งมีจำนวนน้อย

แต่ ศ.ลารอน เชื่อว่าระดับ IGF-1 เป็นเพียงคำอธิบายส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มอาการลารอนที่เคยได้รับฮอร์โมน IGF-1 สมัยเป็นเด็กเพื่อช่วยให้ร่างกายเติบโต ก็ไม่เป็นโรคมะเร็งเช่นกัน

เขากล่าวว่ากำลังมีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องในหนูและสุกรเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงทั้งหมด

"ผมจะพยายามค้นหาคำตอบตราบเท่าที่ผมยังคงทำงานอยู่" เขากล่าวเสริม

Maria Luisa, pictured with her and her sister's children. She is at the right of the frame, smiling, with a pink apron and hair net. The little girl smiles at the camera while sitting on a chair, she has long dark hair, while her cousin leans on the back of the chair. He has short dark hair. María del Cisne is working in the background.

ที่มาของภาพ, JORGE PEREZ / BBC

คำบรรยายภาพ, สองพี่น้องต่างมีลูก และลูก ๆ ก็ไม่ได้ป่วยเป็นโรคกลุ่มอาการลารอน

ผลการศึกษาจากงานวิจัยของ ดร.เกบารา ทำให้ฝาแฝดเข้าใจผิดว่าพวกเธอมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคมะเร็งและโรคอื่น ๆ แต่แล้ว มาเรีย เดล ซิสเน กลับได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อสองปีที่แล้ว และเธอเข้ารับการผ่าตัดและรับการรักษาด้วยเคมีบำบัด

สองพี่น้องกล่าวว่าการวินิจฉัยโรคครั้งนั้นถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับพวกเธอ

"นั่นทำให้พวกเรารู้ว่า เราไม่ได้มีภูมิคุ้มกันโรคเหล่านี้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างที่เคยคิดไว้ เราต้องดูแลตัวเอง ต้องออกกำลังกาย และต้องระวังเรื่องการกิน"

กลุ่มอาการลารอนเป็นยีนด้อย ซึ่งหมายความว่าเพื่อให้ผู้ป่วยแสดงอาการออกมา พวกเขาจะต้องได้รับยีนดังกล่าวสืบทอดมาจากพ่อและแม่ทั้งสองฝ่าย

ฝาแฝดทั้งสองมีลูกคนละหนึ่งคน ได้แก่ มาติอัส และ ลูเซีย ซึ่งไม่ได้ป่วยเป็นกลุ่มอาการลารอน และในวัยแปดขวบ พวกเขาก็สูงกว่าแม่ของตัวเองแล้ว

มาเรีย ลุยซา เล่าว่าการให้กำเนิดบุตรไม่ใช่เรื่องง่าย "การตั้งครรภ์ของฉันมีความเสี่ยงสูง ในฐานะคนตัวเตี้ย เราไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ และลูกสาวของฉันก็ยังคลอดช้ากว่ากำหนดด้วย ฉันคิดว่าผิวหนังของฉันคงจะยืดไปมากกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว"

Camila pictured with her family who are sitting on a sofa in a living room with a tiled floor. She is wearing a pink dress and hair band and is holding a purple balloon. She is sitting on the knee of her mum who has long dark hair and glasses, and is wearing a green jumpsuit. Her sister is in the middle with a purple off-the-shoulder top and jeans, next to her dad who has short dark hair, a blue polo t-shirt and jeans.

ที่มาของภาพ, JORGE PEREZ / BBC

คำบรรยายภาพ, คามิลา วัย 2 ขวบ ควรจะเริ่มรับการรักษาตั้งแต่เมื่อหกเดือนก่อน แต่ครอบครัวของเธอยังคงไม่ได้รับยาโดสแรก

สำหรับผู้ที่เกิดมาพร้อมกับกลุ่มอาการลารอน พวกเขาก็ยังคงมีความหวังในยาที่ชื่อว่า อินครีเล็กซ์ (Increlex)

ยาดังกล่าวซึ่งพัฒนาขึ้นครั้งแรกเมื่อ 15 ปีที่แล้ว สามารถช่วยเพิ่มส่วนสูงได้หากได้รับในช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทว่าการเข้าถึงยานี้อาจเป็นเรื่องยากและมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น สามารถให้ได้เฉพาะกับเด็กอายุระหว่าง 2 ถึง 18 ปีเท่านั้น และในบางกรณีอาจมีผลข้างเคียงที่รุนแรง

โดยยามีราคาสูงกว่า 800 ดอลลาร์ (ราว 26,900 บาท) ต่อขวด เนื่องจากผลิตโดยบริษัทเวชภัณฑ์เพียงแห่งเดียว ดร.เกบารา อธิบายว่า เด็กที่เป็นกลุ่มอาการลารอนต้องใช้ยาอย่างน้อย 3 ขวดต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายถึง 2,400 ดอลลาร์ (ราว 80,700 บาท)

หนึ่งในคนที่กำลังดิ้นรนเพื่อหายานี้คือ มายรา โลไอซา เพราะ คามิลา ลูกสาววัย 2 ขวบของเธอ ควรจะเริ่มการรักษาตั้งแต่เมื่อหกเดือนก่อน แต่จนถึงตอนนี้ครอบครัวก็ยังไม่ได้รับยาโดสแรกเลย

มายรา ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองปินญัสเช่นกัน กังวลว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของคามิลา

"ฉันอยากให้ลูกสาวมีชีวิตที่เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ฉันไม่อยากให้เธอถูกเลือกปฏิบัติเพราะส่วนสูงของเธอ" เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าเธอมั่นใจว่ายาตัวนี้จะช่วยเพิ่มส่วนสูงของคามิลาได้

สองพี่น้องฝาแฝด มาเรีย ลุยซา และ มาเรีย เดล ซิสเน ซึ่งปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มคนที่พลาดโอกาสในการใช้ยาตัวนี้

แม้ว่าพวกเธอจะอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตจะแตกต่างออกไปมากแค่ไหนหากมียาให้ใช้ตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่พวกเธอก็กล่าวว่าได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับส่วนสูงของตัวเองแล้ว

"ตอนนี้พวกเรายอมรับตัวเราเองในแบบที่เราเป็น แต่การรักษานี้คงจะช่วยให้เราไม่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจไปมากทีเดียว" มาเรีย ลุยซา กล่าว

"ฉันยอมรับตัวเองในแบบที่ฉันเป็น ฉันยอมรับตัวเอง และฉันขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่ฉันเป็น"