ผู้ต้องหาคดีฆ่า 5 ศพ ชาวไทย-รัสเซียที่ จ.ชลบุรี เข้าข่าย 'ฆาตกรต่อเนื่อง' หรือไม่

ตำรวจขณะควบคุมตัวนายฑณา เกิดทอง หรือ "ป๋อง" อายุ 43 ปี (ชายมีรอยสัก) หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมรวมกัน 5 ศพ

ที่มาของภาพ, Police TV

คำบรรยายภาพ, ตำรวจขณะควบคุมตัวนายฑณา เกิดทอง หรือ "ป๋อง" อายุ 43 ปี (ชายมีรอยสัก) หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมรวมกัน 5 ศพ
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 15 นาที

ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีเหตุการณ์ใดสะเทือนขวัญประชาชนเท่ากับข่าวการฆาตกรรม 5 ศพที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย โดยหนึ่งในผู้ลงมือเพิ่งพ้นคุกได้ไม่ถึง 2 เดือน และเข้าข่ายเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำ แต่ประเด็นที่เกิดการถกเถียงกันในตอนนี้คือ พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายฆาตกรต่อเนื่องหรือไม่ และในตอนนี้กระบวนการยุติธรรมของไทยรับมือกับผู้ต้องหาที่เป็นฆาตรกรต่อเนื่องอย่างไร

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 2 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เข้าจับกุมตัวนายฑณา เกิดทอง หรือ "ป๋อง" อายุ 43 ปี และนายธงชัย ศรีนิล หรือ "ธง" อายุ 39 ปี จากเบาะแสการหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซีย น.ส.ไดอานา นาซีโมวา อายุ 22 ปี และนายโรมัน นาซีโมวา อายุ 17 ปี ซึ่งขาดการติดต่อกับผู้ใกล้ชิดไปโดยไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. จากข้อมูลการประกาศตามหาคนหายของสถานีตำรวจภูธร (สภ.) ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

การแกะรอยชายทั้งสองคนนำและจับกุมตัวพวกเขาได้ในพื้นที่สระแก้ว พร้อมด้วยของกลางเป็นอาวุธปืนขนาด .38 และระเบิดลูกเกลี้ยง 2 ลูก นำไปสู่คำสารภาพว่าพวกเขาไม่ได้ลงมือปลิดชีพสองพี่น้องชาวรัสเซียเพื่อปล้นชิงจักรยานยนต์ และฝังอำพรางศพไว้ที่ป่าซากแง้ว ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง เท่านั้น แต่ก่อนหน้านี้นายป๋องพร้อมพวกอีก 3 คน ได้แก่ นายธง, นายอัษฎางค์ หรือ "บอล" ชูวงษ์ อายุ 25 ปี และ นายชัชนันท์ หรือ "ฟลุ๊ค" แป้นเอี่ยม อายุ 23 ปี ร่วมกันลงมือสังหารสามพ่อแม่ลูกชาวไทยและนำศพไปฝังไกลจากจุดที่ฝังอำพรางศพพี่น้องชาวรัสเซียประมาณ 2 กิโลเมตร

รายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายได้แก่ นายวิเชียร วงษา อายุ 53 ปี (บิดา), น.ส.ฉันทนา วงษา อายุ 50 ปี (มารดา) และ น.ส.นิชาภา วงษา อายุ 18 ปี ลูกสาว ทั้งหมดเป็นชาวบ้านใน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลุบรี ซึ่งญาติแจ้งความคนหายกับ สภ.ห้วยใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา

ในขณะนี้ นายป๋อง นายธง นายบอล และนายฟลุ๊ค ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฆาตกรรมดังกล่าว และอยู่ระหว่างการฝากขัง ซึ่งทางตำรวจยื่นคัดค้านการประกันตัวต่อศาลพัทยาแล้ว เพราะเป็นคดีร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ข่มขืนกระทำชำเรา และปล้นชิงทรัพย์

คดีฆาตกรรมรวม 5 ศพ เชื่อมโยงกันอย่างไร

เหตุการณ์สะเทือนขวัญคดีฆ่าฝังดินต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เริ่มปรากฏแน่ชัดขึ้นจากการสืบสวนคดีการหายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำของสองพี่น้องชาวรัสเซีย คือ น.ส.ไดอานา และนายโรมัน โดยจากการสอบสวนเบื้องต้น ทั้งนายป๋องและนายธงบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ในช่วงปลายเดือน ก.ค. พวกตนร่วมกันวางแผนสวมชุดตำรวจที่สั่งซื้อมาจากช่องทางออนไลน์ เพื่อแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เข้าข่มขู่ชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายชาวรัสเซียบริเวณไหล่ทางมอเตอร์เวย์สาย 7 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง ก่อนจะนำตัวผู้เสียหายทั้งสองคนไปยังบริเวณป่าซากแง้ว จากนั้นนายป๋องใช้อาวุธปืนยิงนายโรมัน 2 นัดเข้าที่บริเวณช่องท้องและศีรษะจนเสียชีวิต ส่วน น.ส.ไดอานา ซึ่งพยายามต่อสู้ขัดขืนถูกทำร้ายร่างกายเสียชีวิต โดยทางตำรวจจะตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด แม้นายป๋องยืนยันว่าไม่ได้ข่มขืนหญิงสาวก็ตาม

สำหรับรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกของทั้งคู่ พวกเขานำไปฝังดินเพื่ออำพรางหลักฐาน โดยนายธงอ้างว่าถูกนายป๋องข่มขู่ให้ฆ่าและอำพรางศพสองพี่น้องชาวรัสเซีย มิเช่นนั้นภรรยาและครอบครัวของตนจะได้รับอันตราย

ขณะถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายธงสารภาพเพิ่มเติมว่าช่วงปลายเดือน มิ.ย. นายป๋อง ตนเอง และพวกอีก 2 คน ได้แก่ นายบอล และนายฟลุ๊ค ร่วมกันสวมรอยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าทวงหนี้ครอบครัวนายวิเชียร และ น.ส.ฉันทนา แล้วจับทั้งคู่ใส่กุญแจมือ แต่ น.ส.นิชาภา ผู้เป็นลูกสาวกลับมาจากร้านสะดวกซื้อพอดี จึงถูกควบคุมตัวตามพ่อแม่ไปด้วย

รายงานของไทยพีบีเอสระบุว่า ทั้งหมดถูกควบคุมไปยังสวนมะพร้าวแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่พบศพสองพี่น้องชาวรัสเซียราว 2 กิโลเมตร จากนั้นนายป๋องเป็นผู้สังหาร น.ส.ฉันทนา ส่วนนายบอลยิงนายวิเชียร และนายฟลุ๊คยิง น.ส.นิชาภา ผู้เป็นลูกสาวซึ่งมีรายงานว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วย

ประกาศตามหา 2 พี่น้องชาวรัสเซียที่หายตัวไป

ที่มาของภาพ, Police TV

คำบรรยายภาพ, ประกาศตามหา 2 พี่น้องชาวรัสเซียที่หายตัวไป

นายป๋องและนายธงลงมือก่อเหตุทั้งที่ออกจากคุกมาไม่นาน

ขณะเดียวกัน คำชี้แจงจากกรมราชทัณฑ์ระบุประวัติการต้องโทษของนายป๋องว่า เขาเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืน พรากผู้เยาว์ พยายามฆ่าผู้อื่น และยาเสพติด โดยรับโทษจำคุกรวม 7 ปี 7 เดือน 25 วัน ที่เรือนจำกลางระยอง และพ้นโทษตามปกติเมื่อครบกำหนดคำพิพากษาในวันที่ 5 มิ.ย. 2569 โดยไม่ได้รับสิทธิประโยชน์การอภัยโทษหรือการพักการลงโทษแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ก่อนครบกำหนดโทษ กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงของผู้ต้องขังตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยคณะกรรมการชั้นเรือนจำ ประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้แทนสำนักงานคุมประพฤติจังหวัด ผู้แทนตำรวจภูธรจังหวัด ผู้แทนเจ้าพนักงานปกครองจังหวัด และผู้แทนสาธารณสุขหรือโรงพยาบาล ร่วมกันพิจารณาเสนอใช้มาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ (JSOC) ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ตามมาตรา 16 เสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการจังหวัดยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ ตามมาตรา 24 ของกฎหมายฉบับนี้

ต่อมาศาลจังหวัดระยองได้ไต่สวนคำร้อง เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 และมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งระบุว่า ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง ให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ก่อนที่ผู้พ้นโทษจะขอโอนย้ายไปรายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดชลบุรี เพื่อพักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง

สำหรับนายธงนั้น ประวัติอาชญากรรมตามคำชี้แจงของกรมราชทัณฑ์ระบุว่า เขาเป็นนักโทษเด็ดขาดในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษปกติจากเรือนจำพิเศษพัทยา เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2568 โดยไม่ได้อยู่ในข่ายมาตรการเฝ้าระวัง JSOC เนื่องจากไม่ได้เป็นความผิดเกี่ยวกับเพศหรือใช้ความรุนแรง

นายธงชัย ศรีนิล หรือ "ธง" (ชายที่อยู่ล่างสุดของภาพ) อ้างกับเจ้าหน้าที่ว่าถูกนายป๋องข่มขู่ให้ร่วมกันลงมือคร่า 5 ชีวิต

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, นายธงชัย ศรีนิล หรือ "ธง" (ชายไม่ใส่เสื้อ) อ้างกับเจ้าหน้าที่ว่าถูกนายป๋องข่มขู่ให้ร่วมกันลงมือคร่า 5 ชีวิต

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล อดีตนายตำรวจและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า กรณีที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 ซึ่งบังคับใช้มาได้ไม่นาน มีช่องโหว่ที่จำเป็นต้องถูกแก้ไขหรือยกระดับโดยด่วน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีก

เขากล่าวว่าการรายงานตัวทุก ๆ 3 เดือนนั้น "ห่างเกินไป" จนไม่สามารถเฝ้าระวัง เช่นในกรณีของนายป๋อง ทำให้เห็นช่องว่างระหว่าง 3 เดือนที่ไม่สามารถติดตามได้เลยว่าพฤติกรรมอยู่ในร่องในรอยหรือไม่

"ผมเสนอไปหลายเวทีแล้วนะครับว่าในช่วง 3 เดือนนั้น ทำไมเราไม่มีคนไปกำกับติดตามเฝ้าดู หรือไปเยี่ยมเขา ไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เรามีผู้นำชุมชนอยู่แล้ว เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ถ้ากลับมาอยู่ที่หมู่บ้าน เขาย่อมรู้ว่าลูกบ้านเพิ่งพ้นโทษมา เช่นนายป๋องที่ออกจากคุกจากคดีพยายามฆ่า นั่นหมายความว่าเราสามารถให้ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันเข้าไปเยี่ยม ดูแลว่าเขาอยู่กับใคร ปัจจุบันทำงานอะไร มีรายได้มาจากอะไร ซึ่งผมพยายามเสนอไปแล้วว่าในหลักการของ พ.ร.บ. มันควรมีมาตรการให้ชุมชนเข้ามาช่วยกันดูแล ให้ฝ่ายปกครองทำงานร่วมกันกับตำรวจ เพราะมันเป็นไปได้มากกว่าในทางปฏิบัติ" รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้อธิบายต่อว่า โดยหลัก ๆ ตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำฯ ระบุว่าจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาว่าผู้กระทำผิดคนนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และควรใช้มาตรการใดในการกำกับดูแลหลังพ้นโทษ โดยดูจาก 3 ปัจจัยหลัก ๆ คือ พฤติกรรมก่อนกระทำความผิด พฤติการณ์แห่งคดี และความประพฤติขณะอยู่ในเรือนจำ ร่วมกับสภาพแวดล้อมปัจจัยอื่น ๆ เช่น สภาพครอบครัวหรือสภาพแวดล้อมทางสังคม

จากนั้นกรมราชทัณฑ์จะเป็นผู้เสนอมาตรการ เช่น อาจมีการสั่งให้ติดกำไล EM เพื่อติดตามตัว หรือสั่งห้ามเข้าเขตพื้นที่ที่กำหนด และกำหนดให้อยู่เฉพาะที่พักเท่านั้น เป็นต้น แล้วทางพนักงานอัยการจะเสนอต่อศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม ซึ่งอาจไม่ใช่ทุกมาตรการที่กรมราชทัณฑ์เสนอมา

"สุดท้ายแล้วปัญหาคืออะไร ทุกฝ่ายจะตอบว่าทุกคนทำหน้าที่ตัวเองหมดแล้ว กรมราชทัณฑ์บอกว่าทำหน้าที่ของเขาแล้วนะ พอพ้นโทษมาเขาก็ส่งต่อให้แล้วตามความเห็นของคณะกรรมการฯ ศาลก็บอกว่าทำหน้าของศาลแล้วนะ พิจารณาตามที่คณะกรรมการฯ เสนอมา ส่วนตำรวจบอกว่ายังไม่ทำผิดจะให้ไปจับอะไร แต่สรุปสุดท้ายแล้วมันฟังก์ชั่นไหมล่ะ" รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าว

นิยามของฆาตกรต่อเนื่อง

ศ.ดร.อรรถพล ควรเลี้ยง อาจารย์ด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา จาก ม.มิดเวสเทิร์นสเตทในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา อธิบายให้บีบีซีไทยฟังว่า หากดูจากการให้คำนิยามของสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ (FBI) ระบุว่า ฆาตกรต่อเนื่อง (serial killer) คือผู้ที่สังหารเหยื่ออย่างน้อย 2 หรือ 3 รายในเหตุการณ์ที่แยกจากกันตลอดช่วงเวลาที่ยาวนาน โดยทั่วไปจะมีช่วงพักระหว่างการสังหาร (cooling-off period) และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติระหว่างการก่อเหตุแต่ละครั้ง ซึ่งทำให้จับกุมได้ยากขึ้น โดยฆาตกรต่อเนื่องมักเลือกเหยื่อประเภทเฉพาะ และอาชญากรรมของพวกเขาอาจมีลักษณะเป็นพิธีกรรมหรือมีการวางแผนอย่างรอบคอบ

ฆาตกรต่อเนื่องต่างจากการสังหารต่อเนื่องในเวลาสั้น (spree killer) ซึ่งหมายถึงผู้ที่สังหารเหยื่อหลายรายในสถานที่ต่าง ๆ ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยไม่มีช่วงพักระหว่างการก่อเหตุ และเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการอาละวาดต่อเนื่องตลอดหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ทำให้มีเวลาแทรกแซงน้อย โดยการสังหารแบบนี้มักถูกกระตุ้นด้วยวิกฤตทางอารมณ์หรือสถานการณ์บางอย่างซึ่งส่งผลให้เกิดความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับฆาตกรหมู่ (mass murderer) คือผู้ที่สังหารเหยื่ออย่างน้อย 4 รายในเหตุการณ์เดียว ณ สถานที่เดียวกันโดยไม่มีช่วงหยุดพัก ต้องเป็นการโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างเข้มข้น และมักมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า

ศ.ดร.อรรถพล กล่าวว่าทางเอฟบีไอมีการให้คำนิยามสำหรับคำว่า "แก๊ง" (gang) ไว้ด้วย ซึ่งหมายถึงองค์กร สมาคม หรือกลุ่มบุคคลตั้งแต่ 3 รายขึ้นไปที่ยังคงดำเนินการอยู่ต่อเนื่อง มีความสนใจหรือกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรืออาชญากรรม

เขากล่าวต่อว่า แก๊งเป็นองค์กรที่มีโครงสร้าง ดังนั้นจึงมักมีกฎ ระเบียบปฏิบัติ หรือพิธีการรับสมาชิก พวกเขามักใช้สัญลักษณ์แสดงอัตลักษณ์ เช่น รอยสัก การพ่นสีบนกำแพง (graffiti) เครื่องแต่งกาย และสัญลักษณ์มือ

แก๊งมักเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางอาชญากรรม เช่น การค้ายาเสพติด การปล้น การทำร้ายร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับอาวุธ และการค้ามนุษย์ พวกเขาแสวงหาการควบคุมอาณาเขต โดยมุ่งครอบงำย่านชุมชนหรือภูมิภาคต่าง ๆ และใช้ความรุนแรงทั้งเพื่อรักษาระเบียบวินัยภายในและเพื่อข่มขู่บุคคลภายนอก

แรงจูงใจของฆาตกรต่อเนื่องมีอะไรบ้าง

ศ.ดร.อรรถพล อธิบายต่อว่า ฆาตกรต่อเนื่องมักเป็นผลจากการเลี้ยงดูที่ทารุณในวัยเด็ก เช่น การถูกทำร้ายร่างกาย การถูกล่วงละเมิดทางเพศ และ/หรือการถูกทำร้ายทางจิตใจ ซึ่งอาจรวมถึงการถูกบั่นทอนอัตลักษณ์ความเป็นชาย หรือการทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาผู้นี้บอกว่า ประสบการณ์เช่นนี้บิดเบือนอัตลักษณ์ของเด็ก ทำให้เกิดความปรารถนาที่จะทำร้าย ทำลาย หรือกำจัดผู้อื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เด็กที่เติบโตเป็นฆาตกรต่อเนื่องมักเผชิญกับแรงกดดันภายนอกที่ผิดธรรมชาติในวัยเด็ก ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นครั้งคราว หรือทั้งสองอย่าง

"แต่เราไม่อาจเหมารวมได้ว่าเด็กที่เติบโตมาในสภาพเช่นนี้จะกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องทุกคน" ศ.ดร.อรรถพล กล่าวย้ำ

เขาอธิบายต่อว่า ฆาตกรต่อเนื่องมักขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกพึงพอใจที่ได้รับจากการทำร้าย การทำลาย หรือการสังหารผู้อื่น ความพึงพอใจดังกล่าวอาจรวมถึงความพึงพอใจทางเพศ หรือความรู้สึกว่าตนมีอำนาจควบคุมทางจิตใจเหนือผู้อื่น

"ในกรณีของการสังหารต่อเนื่องในเวลาสั้น ๆ (spree killer) ความบิดเบี้ยวของบุคลิกภาพยังไม่พัฒนาไปลึกเท่ากับในฆาตกรหมู่หรือฆาตกรต่อเนื่องโดยแท้ ซึ่งเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ถูกละเลยหรือถูกทารุณกรรมโดยปราศจากปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ก่อเหตุสังหารต่อเนื่องในเวลาสั้น ๆจึงมักแสดงความรู้สึกผิดหรือเสียใจต่อการกระทำของตนอย่างรุนแรง และบางครั้งนำไปสู่การฆ่าตัวตาย ขณะที่ฆาตกรต่อเนื่องและฆาตกรหมู่โดยแท้มักมองว่าการกระทำของตนมีเหตุผลรองรับอย่างสมบูรณ์"

เขายังอ้างอิงถึงลักษณะ 3 ประการตามทฤษฎีแมคโดนัลด์ (MacDonald Triad) ซึ่งเป็นผลงานของนายจอห์น แมคโดนัลด์ นักจิตแพทย์นิติเวชชาวอเมริกันที่เสนอแนวคิดนี้ไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1963 ที่ระบุว่าวัยเด็กของฆาตรกรต่อเนื่องมักมีพฤติกรรม 2-3 ประการดังนี้ ได้แก่ การปัสสาวะรดที่นอน การวางเพลิง และการทารุณสัตว์

"งานวิจัยนี้ controversial (เป็นที่ถกเถียง) อย่างมาก ในปัจจุบัน มีงานวิจัยใหม่ ๆ บางชิ้นระบุว่าปัจจัยเรื่องการปัสสาวะรดที่นอนอาจไม่ใช่สัญญาณบ่งชี้ที่แม่นยำนัก แต่ปัจจัยเรื่องการทารุณกรรมสัตว์ และการวางเพลิง หรือชอบเล่นกับไฟ ยังคงเป็นสิ่งที่นักวิชาการให้ความสำคัญและนำมาพิจารณาอยู่" ศ.ดร.อรรถพล กล่าว

ผู้ต้องหาในคดีฆาตรกรรม 5 ศพ จ.ชลบุรี ใครอาจเข้าข่าย "ฆาตรกรต่อเนื่อง" ?

จากคำบอกเล่าของคนใกล้ชิดผู้ถูกกล่าวหา ทำให้ทราบปูมหลังโดยสังเขปของนายป๋อง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหา

รายงานของไทยรัฐอ้างอิงคำสัมภาษณ์ของ น.ส.หนูพลอย (ไม่ระบุนามสกุล) วัย 74 ปี ที่เล่าว่านายป๋องเติบโตมาท่ามกลางความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากพ่อแท้ ๆ มักทำร้ายร่างกายเขามาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตีด้วยสายไฟ ช็อตด้วยไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งเคยจับตัวโยนขึ้นหลังคาบ้านขณะที่อายุยังไม่ถึง 1 ขวบ ซึ่ง น.ส.หนูพลอย เชื่อว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในวัยเด็กนี้ ส่งผลให้หลานชายเติบโตมาพร้อมกับพฤติกรรมก้าวร้าว ซึมซับการใช้ความรุนแรง และถูกดำเนินคดีเข้าออกเรือนจำหลายครั้ง

รายงานอีกชิ้นหนึ่งของสำนักข่าวอมรินทร์ เผยคำสัมภาษณ์ของผู้ที่อ้างว่าเป็นป้าของเหยื่อที่ถูกนายป๋องทารุณมาก่อน ระบุว่านายป๋องมักแสดงออกถึงความรุนแรงผ่านการทำร้ายสัตว์ เช่น การเชือดไก่ให้ผู้อื่นดู หรือทำร้ายสุนัขตัวเล็ก อีกทั้งยังมีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดอย่างโจ่งแจ้ง มีลูกน้องคอยเดินยาให้ หากมีใครเบี้ยวค่ายาหรือทำผิดกฎจะถูกสั่งเก็บทันที โดยหลานสาวของป้ารายนี้หลงเข้าไปติดยาเสพติดจนกลายเป็นลูกน้องเดินยาให้กับนายป๋อง ซึ่งครอบครัวพยายามห้ามปรามแล้วแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งเคยเกิดเหตุการณ์ที่หลานสาวถูกนายป๋องทำร้ายร่างกายอย่างทารุณ

จากมูลคดี คำบอกเล่าต่าง ๆ ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ศ.ดร.อรรถพล กล่าวว่าหากพิจารณาจากข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าว เขาจัดให้นายป๋องเป็นบุคคลที่เข้าข่ายฆาตกรต่อเนื่อง เพราะเห็นได้ว่าเขาสังหาร 3 พ่อแม่ลูกชาวไทยก่อนลงมือสังหาร 2 พี่น้องชาวรัสเซีย โดยมีช่วงพักการก่อเหตุ (cooling-off period) ประมาณ 3 สัปดาห์ระหว่างทั้งสองเหตุการณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ก็เน้นย้ำว่าจำเป็นต้องพิจารณาแรงจูงใจของนายป๋องเพิ่มเติม เพื่อดูว่าการฆาตกรรมเหล่านี้มีองค์ประกอบของความพึงพอใจจากการกระทำอยู่ด้วยหรือไม่

"โดยเหยื่อก็คือเข้าข่ายนิยามฆาตกรต่อเนื่อง แต่สิ่งที่แปลกคือมันมีผู้กระทำความผิดร่วม ทั้งที่โดยปกติแล้วฆาตกรต่อเนื่องจะลงมือกระทำเพียงคนเดียว เพราะเขาไม่อยากให้ใครรับรู้ รวมถึงมีความพึงพอใจในการกระทำของเขา ผมเห็นว่าจากพฤติกรรมของเขาเราอาจต้องดูพฤติกรรมในลักษณะแก๊งด้วย เพราะมันก็เข้าข่ายเช่นกัน เราจะเห็นว่ามีการบังคับให้ผู้อื่นเข้าร่วม โดยขู่ว่าจะทำร้ายครอบครัว หรือในอีกคดีหนึ่งทั้ง 2 คนที่เข้าร่วมเคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อนไหม ก็ต้องไปดูตรงนี้ เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นการเข้าแก๊งหรือเปล่า ในลักษณะที่ว่า 'จะเข้าแก๊งได้ต้องฆ่าโชว์ฉันก่อน 1 คน'" ศ.ดร.อรรถพล ตั้งข้อสังเกต

เขากล่าวต่อว่าการพิจารณาว่าเข้าข่าย "แก๊ง" ตามคำนิยามของเอฟบีไอหรือไม่ ยังต้องวิเคราะห์ว่ากลุ่มก้อนของผู้ลงมือนี้มีโครงสร้างอย่างไร เพราะแก๊งต้องมีโครงสร้างองค์กรชัดเจน และนายป๋องเป็นหัวหน้าที่แท้จริงหรือไม่ หากไม่ใช่ แล้วใครคือหัวหน้าสูงสุด เพราะมีรายงานระบุว่าพวกเขาอาจเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดด้วย

ตอนนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีข้อกล่าวอ้างว่านายป๋องรับยาเสพติดมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เพื่อนำมาขายต่อ รวมถึงข้อกล่าวหาที่ระบุว่านายป๋องทำงานให้ตำรวจ หรือเป็น "นิ้วตำรวจ" โดยกำชับว่าหากพบข้าราชการตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องจริง จะดำเนินคดีทั้งทางวินัยและทางอาญาขั้นเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่ จ.ชลบุรี ติดตามคดีสะเทือนขวัญ จุดที่แก๊งอาชญากรสังหาร 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และ 3 พ่อแม่ลูกชาวไทย พื้นที่จังหวัดชลบุรี โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

ที่มาของภาพ, Police Tv

คำบรรยายภาพ, วันที่ 1 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เดินทางไปที่ จ.ชลบุรี เข้าดูจุดที่ผู้ต้องหานำศพ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และ 3 ศพคนไทยไปฝัง

ศ.ดร.อรรถพล ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า หากนายป๋องเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติทางพฤติกรรม (conduct disorder) ตั้งแต่วัยเด็ก อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ต้องผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง

เขาอธิบายว่า ความผิดปกติทางพฤติกรรมเป็นความผิดปกติทางสุขภาพจิตที่พบในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งมีลักษณะเด่นคือมีปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์อย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หรือประพฤติตนให้เป็นที่ยอมรับในสังคมได้ โดยเกณฑ์การวินิจฉัยกำหนดไว้ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต ฉบับที่ 5 (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fifth Edition หรือ DSM-5) ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานทางการแพทย์ด้านสุขภาพจิต

คู่มือดังกล่าวระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงของภาวะดังกล่าวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานทางอารมณ์ที่ก้าวร้าวตั้งแต่วัยเด็ก ภาวะซึมเศร้า การตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง การเผชิญสื่อที่มีเนื้อหารุนแรงเป็นประจำ ความเสียหายของสมอง การถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก ความเปราะบางทางพันธุกรรม ความล้มเหลวทางการศึกษา หรือประสบการณ์ชีวิตที่กระทบกระเทือนจิตใจ

เด็กที่มีความผิดปกติทางพฤติกรรมมักแสดงพฤติกรรมละเมิดสิทธิของผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง เช่น ชอบรังแกหรือข่มขู่ผู้อื่น เป็นฝ่ายเริ่มการทะเลาะวิวาท ใช้อาวุธทำร้ายร่างกาย ทารุณกรรมคนหรือสัตว์ ชิงทรัพย์ บังคับผู้อื่นให้มีกิจกรรมทางเพศ ตลอดจนพฤติกรรมทำลายทรัพย์สิน เช่น การวางเพลิงหรือจงใจทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น

นอกจากนี้ ยังอาจพบพฤติกรรมหลอกลวงและลักทรัพย์ เช่น บุกรุกบ้านหรืออาคาร โกหกเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ขโมยทรัพย์สิน รวมถึงการฝ่าฝืนกฎระเบียบอย่างร้ายแรง อาทิ ออกนอกบ้านยามวิกาลแม้ถูกห้าม หนีออกจากบ้าน หรือหนีเรียนตั้งแต่อายุน้อย

อย่างไรก็ตาม เด็กที่มีพฤติกรรมดังกล่าวควรได้รับการประเมินอย่างรอบด้าน เนื่องจากอาจมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) ความบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD)

นอกจากนี้ งานศึกษาต่าง ๆ ยังชี้ว่าหากไม่ได้รับการรักษาและการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก เด็กที่มีความผิดปกติทางพฤติกรรมมีแนวโน้มเผชิญปัญหาอย่างต่อเนื่องเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ทั้งด้านความสัมพันธ์ การประกอบอาชีพ และปัญหาทางกฎหมาย โดยถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่ออาชญากรรมหรือกระทำผิดกฎหมายในอนาคต

"สิ่งสำคัญคือ หากเราสามารถวินิจฉัยผู้ที่เป็น conduct disorder ได้ตั้งแต่เด็ก โอกาสในการบำบัดของเขาก็มีมากขึ้น เพราะว่าภาวะนี้จะนำไปสู่โรคที่เรียกว่า Antisocial Personality Disorder ซึ่งเป็นโรคการต่อต้านสังคมแบบหนึ่ง และสำหรับบุคคลวัย 18 ปีขึ้นไปที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ การบำบัดเป็นไปได้ยากมาก ความสำเร็จในการบำบัดหรือประสิทธิผลของการบำบัดไม่ค่อยดี หรือแทบจะไม่ได้เลยในบางกรณี" ศ.ดร.อรรถพล กล่าว

กระบวนการยุติธรรมปฏิบัติต่อฆาตกรต่อเนื่องอย่างไร เปรียบเทียบระหว่าง ไทย-สหรัฐฯ

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ นักอาชญาวิทยาในไทย บอกกับบีบีซีไทยว่าในประมวลกฎหมายอาญาของไทยไม่มีฐานความผิดเฉพาะสำหรับฆาตกรต่อเนื่อง เมื่อมีการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันในวัน เวลา และสถานที่แตกต่างกัน ตามกฎหมายถือว่าเป็นความผิดในลักษณะ "ต่างกรรมต่างวาระ" ดังนั้นศาลจะใช้วิธีลงโทษในแต่ละกระทงความผิดมารวมกัน เช่น หากฆ่าเหยื่อรายแรกและรายที่สองแยกกัน ก็จะนำโทษของแต่ละคดีมารวมกัน

ทว่า ความท้าทายในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นศาลก็คือการรวบรวมพยานหลักฐาน หากฆาตกรถูกจับได้ในคดีล่าสุด เช่น การสังหารเหยื่อรายที่ 4 แล้วสารภาพถึงคดีก่อนหน้า (เหยื่อรายที่ 1-3) หากหลักฐานพยานหรือศพของเหยื่อคดีก่อนหน้าถูกทำลายหรือยากต่อการสืบหา หรือผู้ต้องหากลับคำให้การในชั้นศาล ก็จะทำให้การฟ้องร้องครบถ้วนในทุกคดีที่ผู้ต้องหาลงมือยากตามไปด้วย

"อีกกรณีหนึ่งคือ หากเขาเป็นฆาตกรต่อเนื่องจริง ๆ แต่ไม่ยอมสารภาพถึงเคสก่อนหน้า หรือสืบหาคดีก่อนหน้าไม่ได้เพราะหลักฐานพยานไปไม่ถึง เขาก็จะถูกลงโทษจากคดีที่ถูกจับเท่านั้น" รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าว

นักอาชญาวิทยารายนี้อธิบายต่อว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยแยกแยะกลุ่มผู้กระทำความผิดออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ผ่านการวินิจฉัยของแพทย์ด้วย หากแพทย์ยืนยันว่าป่วยทางจิตจนจิตวิกลจริต จิตฟั่นเฟือน ไม่สามารถรับรู้ผิดชอบชั่วดีได้ เช่น มีอาการประสาทหลอน ศาลอาจใช้ดุลพินิจส่งไปบำบัดรักษาในสถานพยาบาลเฉพาะแทนการส่งเข้าเรือนจำ

สำหรับกลุ่มผู้ที่มีปัญหาทางบุคลิกภาพ เช่น ภาวะไซโคพาธ (psychopath) ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีภาวะผิดปกติทางจิตใจชนิดหนึ่งที่มีพฤติกรรมต่อต้านกฎเกณฑ์ของสังคมอย่างสุดโต่ง ซึ่งฆาตรกรต่อเนื่องส่วนใหญ่มักอยู่ในกลุ่มนี้ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ บอกว่ายังถือว่าพวกเขาเป็น "คนปกติ" ในทางกฎหมาย เพราะมีการวางแผน ไตร่ตรอง และรู้ผิดชอบชั่วดี ดังนั้นกลุ่มนี้จะต้องรับโทษในเรือนจำตามปกติ โดยในเรือนจำของไทยไม่มีแดนเฉพาะสำหรับฆาตกรต่อเนื่อง ทำให้ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ต้องหามักจะถูกจำแนกไปตามความร้ายแรงของข้อหา ทำให้ฆาตกรต่อเนื่องมักถูกคุมขังรวมกับผู้ต้องขังในคดีฆาตกรรมหรืออาชญากรรมรุนแรงอื่น ๆ มากกว่า

เขากล่าวเสริมด้วยว่า แม้โทษสูงสุดของคดีฆาตกรรมจะเป็นการประหารชีวิต แต่หากจำเลยให้การรับสารภาพที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ศาลอาจใช้ดุลพินิจลดโทษลงมาเหลือจำคุก และหากได้รับการพิจารณาว่าเป็นนักโทษชั้นดีเยี่ยมก็อาจติดคุกน้อยลงกว่าเดิม

(จากซ้ายไปขวา) รศ.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาในไทย และ ศ.ดร.อรรพล ควรเลี้ยง อาจารย์ด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา จาก ม.มิดเวสเทิร์นสเตทในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา

ที่มาของภาพ, HANDOUT

คำบรรยายภาพ, (จากซ้ายไปขวา) รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาในไทย และ ศ.ดร.อรรพล ควรเลี้ยง อาจารย์ด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา จาก ม.มิดเวสเทิร์นสเตทในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา

ด้าน ศ.ดร.อรรถพล นักอาชญาวิทยาในสหรัฐฯ บอกว่า การปฏิบัติต่อฆาตกรต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกามีความเข้มงวดสูงมาก เนื่องจากถูกมองว่าบุคคลเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อสังคมสูงมาก ดังนั้น เมื่อถูกจับกุม ฆาตกรต่อเนื่องมักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และถูกส่งไปยังเรือนจำที่มีการรักษาความปลอดภัยในระดับสูง

เมื่อไปถึงเรือนจำ จะถูกแยกขังเดี่ยว ให้อยู่ในห้องขังเพียงคนเดียวตลอด 22-23 ชั่วโมง และได้รับอนุญาตให้ออกมาข้างนอกเพียง 1-2 ชั่วโมง เพื่อรับแสงอาทิตย์ในพื้นที่จำกัดที่จัดให้ไว้เฉพาะ โดยแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับนักโทษอื่นเลย

"ในเรือนจำที่มีระดับการรักษาความปลอดภัยในระดับสูงจะมีพื้นที่ออกมาข้างนอกข้างหลังห้องขัง คือให้ออกมาเห็นพระอาทิตย์แค่ 1-2 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ไม่ใช่ให้ออกมาเจอกับนักโทษคนอื่นนะ คืออยู่ในห้องขังของเขานั่นแหละ แต่ออกแบบมาให้มีประตูที่เปิดไปเจอลานโล่งด้านหลัง" เขาอธิบายให้เห็นภาพ

ศ.ดร.อรรถพล กล่าวต่อว่า ฆาตกรต่อเนื่องในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มักได้รับโทษประหารชีวิต โดยเฉพาะในรัฐเท็กซัส "ที่ประมาณ 90% ของคดีลักษณะนี้มักลงเอยแบบนี้" ส่วนในบางรัฐที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว เช่น รัฐนิวยอร์ก ผู้ต้องหาที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องจะถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ได้รับทัณฑ์บน หรือไม่มีโอกาสออกมาใช้ชีวิตในสังคมอีก

ทั้งนี้ ถึงแม้จะมีการบำบัดในเรือนจำ แต่นักอาชญาวิทยาในสหรัฐฯ ผู้นี้บอกว่า เป้าหมายหลักไม่ใช่เพื่อปรับตัวให้กลับเป็นคนดีคืนสู่สังคม แต่เป็นไปเพื่อควบคุมพฤติกรรมระหว่างที่ถูกคุมขังมากกว่า เนื่องจากผู้กระทำผิดกลุ่มนี้มักป่วยเป็นโรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม ซึ่งในทางวิชาการถือว่าการบำบัดรักษาให้ได้ผลสำเร็จนั้นทำได้ยากมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย