เกิดอะไรขึ้น เมื่อการคลอดลูกทำให้ผู้เป็นแม่เสียความทรงจำ แม้กระทั่งว่าเคยมีลูก ?

With a pillow behind her head and lots of wires and tubes attached to her, Samina Ali lies in a hospital bed, looking down at her baby son, Ishmael, in her arms, while her mother and younger brother, on either side of her, watch closely.

ที่มาของภาพ, Samina Ali

    • Author, รายการเอาท์ลุค (Outlook)
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

"ถ้าดูจากภายนอก ฉันก็ตั้งท้องตามปกติ ฉันยังสาวอยู่ ฉันร่างกายแข็งแรง [แต่]ตอนแรกที่ตั้งท้อง ฉันกลับรู้สึกว่ามีสัญชาตญาณแปลก ๆ ว่าบางอย่างมันไม่ถูกต้อง ความรู้สึกนี้มันมันคอยรบกวนจิตใจฉันอยู่ตลอด"

ความรู้สึกดังกล่าวว่าบางสิ่งบางอย่างมันไม่ถูกต้องได้ตามหลอกหลอน นักเขียนอย่าง ซามินา อาลี มาตลอดชีวิตของเธอ

เธอคนนี้เติบโตขึ้นมาภายในครอบครัวมุสลิมที่เคร่งศาสนา โดยช่วงเวลาในวัยเด็กของเธอเติบโตขึ้นถูกแบ่งมาระหว่างอินเดียและสหรัฐอเมริกา

พ่อแม่ของซามินา อาลี เชื่อว่าเธอเกิดขึ้นมาในวันที่ไม่เป็นมงคลนัก ดังนั้นพวกเขาจึงทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเธอ ครอบครัวถึงกับนำเครื่องรางที่ทำมาจากเงินจำนวนมากมาสวมให้เธอ เพราะหวั่นเกรงว่าชีวิตของเธอจะต้องเผชิญกับความทุกข์และความโชคร้ายอยู่เสมอ

ทว่าเมื่อเธอตั้งครรภ์ลูกคนแรกในปี 1999 แพทย์กลับไม่มีความกังวลเช่นนั้น ระหว่างการอัลตราซาวด์ตรวจทารกในครรภ์ แพทย์รู้สึกมั่นใจจากสิ่งที่ทั้งเห็นและได้ยิน

"ไม่มีอะไรเลย ยกเว้นแต่เสียงหัวใจที่เต้นแบบแข็งแรงมาก เต้นดังราวกับม้าที่กำลังควบเต็มฝีเท้า" ซามินาเล่าในรายการเอาท์ลุค (Outlook) ของบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

"เสียงหัวใจของลูกดังก้องไปทั่วทั้งห้องตรวจ จนตอนนั้นฉันคิดไปเองว่าตัวเองคงเป็นบ้าไปแล้ว แต่เมื่อตั้งครรภ์เข้าเดือนที่เจ็ด อาการต่าง ๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้น ฉันมีอาการบวมน้ำมากจนรู้สึกว่านิ้วมือเสียดสีกันทุกครั้งที่พิมพ์งาน อาเจียนตลอดเวลา และเริ่มมีปัญหาด้านการมองเห็น"

ถึงอย่างนั้น แพทย์ก็ยังยืนยันกับเธอว่า "คุณยังอายุน้อย สุขภาพแข็งแรง และทุกอย่างปกติดีอย่างแน่นอน"

ความผิดปกติในการตั้งครรภ์

ในยุคสมัยที่ก่อนค้นหาข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตยังไม่ได้รวดเร็วและครอบคลุมอย่างปัจจุบัน ทั้ง ซามินากับสก็อตต์ ผู้เป็นสามีซึ่งเป็นนักเขียน จึงหันไปพึ่งสิ่งที่ทั้งคู่คุ้นเคยที่สุด นั่นคือหนังสือ

"เราหยิบหนังสือเรื่อง What to Expect When You're Expecting [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'เรื่องที่คุณต้องเตรียมตัวเมื่อตั้งครรภ์'] ขึ้นมาอ่าน" ซามินาเล่าในรายการเอาท์ลุค (Outlook)

"ช่วงท้ายเล่มมีอยู่ประมาณหนึ่งหน้าที่พูดถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ (pre-eclampsia) ซึ่งระบุอาการหลายอย่างที่ฉันกำลังเผชิญอยู่"

ภาวะครรภ์เป็นพิษ (pre-eclampsia) เป็นภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ที่เริ่มต้นจากความผิดปกติของรก แม้แพทย์จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ภาวะนี้อาจรุนแรงและส่งผลกระทบต่ออวัยวะหลายส่วนของร่างกาย แม้แต่สมอง

ผู้หญิงผิวดำและผู้หญิงเชื้อสายเอเชียใต้มักมีความเสี่ยงต่อภาวะนี้มากกว่ากลุ่มอื่น โดยอาการสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีโปรตีนปะปนในปัสสาวะ และการมองเห็นผิดปกติหรือภาพพร่ามัว

เมื่อความกังวลเพิ่มขึ้น ทั้งคู่จึงกลับไปพบแพทย์อีกครั้ง

"ตอนนั้นเหลืออีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงกำหนดคลอด ฉันเลยพาสามีไปด้วย เพราะเขาเป็นผู้ชายผิวขาว ฉันคิดว่าบางทีแพทย์อาจจะรับฟังมากขึ้น" ซามินาเล่าในรายการ

ทว่าสูตินรีแพทย์ของเธอกลับยืนยันว่า "ทุกอย่างปกติดี ให้กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ"

A close-up shows Samina Ali's newborn son, Ishmael, asleep and wearing a blue, woollen hat.

ที่มาของภาพ, Samina Ali

คำบรรยายภาพ, ซามินาแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับช่วงแรก ๆ หลังอิชมาเอลลืมตาดูโลกเลย

และแล้วระหว่างการคลอดลูก ฝันร้ายของซามินาก็กลายเป็นจริง

"ฉันตกอยู่ในความเจ็บปวดอย่างมาก ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการคลอดลูก ฉันกำลังพูดถึงการเจ็บปวดบริเวณหน้าอกและศีรษะ ซึ่งมันรู้สึกเหมือนจะระเบิด" เธอพูดในรายการ "ฉันรู้สึกได้ว่าร่างกายจะทรุดลงไป"

"แพทย์ที่ทำคลอดลูกชายให้ฉันถึงกับยืนหลบอยู่หลังพยาบาลคนอื่น ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถามของฉัน ความดันโลหิตของฉันพุ่งสูงอย่างน่ากลัว ฉันหมดสติสลับกับรู้สึกตัวอยู่ตลอด ดังนั้นทุกครั้งที่มดลูกบีบตัว พยาบาลก็ต้องปลุกฉันให้ตื่นมาเบ่งคลอด ฉันสับสนมาก และในตอนนั้นสมองของฉันก็เริ่มเกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (stroke) แล้ว ส่วนอาการเจ็บหน้าอกที่ฉันเป็นนั้น ภายหลังพบว่าแท้จริงแล้วคือ ภาวะหัวใจวาย"

หลังจากนั้น ซามินาแทบไม่มีความทรงจำหลงเหลืออยู่เลย นอกจากความเจ็บปวดและภาพจำเพียงเล็กน้อยของลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก

"ฉันจำได้ว่าลูกชายคลอดออกมา แล้วพยาบาลก็อุ้มเขาไปอาบน้ำ" เธอเล่าในรายการ "แต่ฉันจำได้แค่ว่านอนอยู่บนเตียง หลับตาไปข้างหนึ่ง พยายามมองลูกให้ชัด"

"ประมาณ 20 นาทีหลังคลอดลูก ฉันเกิดอาการชักชนิดรุนแรง (grand-mal seizure) ความรู้สึกนั้นค่อย ๆ ไล่ขึ้นมาตามร่างกาย ราวกับยาชาตามธรรมชาติ ความเจ็บปวดทั้งหมดหายไป และนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ฉันจำได้"

จากนั้น ซามินาและอิชมาเอลก็ถูกย้ายเข้าไปรับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยอิชมาเอลได้รับการดูแลอยู่ในหอผู้ป่วยหลังคลอดจากภาวะขาดสารอาหาร ส่วนซามินาถูกส่งไปรักษาในแผนกประสาทวิทยา เธออยู่ในอาการโคม่า สมองได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และต้องอาศัยเครื่องพยุงการทำงานของอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตของเธอเอาไว้

A close-up shows Samina Ali holding a stack of medical records detailing her condition after going into a coma following the birth of her son, Ishmael. Only her hands, a wedding ring and a thick pile of white paper are shown.

ที่มาของภาพ, Marissa Leshnov for The Washington Post via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ความรุนแรงของอาการป่วยของซามินาทำให้เธอมีเวชระเบียนหนาหลายสิบหน้า

หลังผ่านไป 5 วัน ซามินา ซึ่ง ณ เวลานั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทที่รักษาให้เธอ ตั้งชื่อเล่นให้เธอว่า "หญิงมหัศจรรย์" ก็ฟื้นขึ้นมา ทว่าแม้เธอจะสามารถจดจำพ่อแม่และพี่ชายน้องชายของตัวเองได้ จากความทรงจำที่ก่อตัวมาตั้งแต่ตอนเธอยังเด็ก ๆ และยังสามารถพูดภาษาอูรดูได้ ซึ่งเป็นภาษาแม่ของตัวเองได้ เธอกลับประสบปัญหาในการพูดภาษาอังกฤษ และจำสามีตัวเองไม่ได้หรือแม้กระทั่งจำไม่ได้ว่าตัวเองเพิ่งคลอดลูก

"แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทของฉันคิดว่า การได้พบลูกชายอาจช่วยให้ความทรงจำของฉันค่อย ๆ กลับคืนมา" ซามินาเล่า "พวกเขาจึงเข็นลูกชายเข้ามาทั้งที่ยังอยู่ในตู้อบ ฉันดูจากปฏิกิริยาของคนในครอบครัวก็รู้ว่านี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก แต่ตอนนั้น สมองส่วนที่ทำให้มนุษย์สามารถจินตนาการและทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวของฉันยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ฉันจึงรู้เพียงว่ามีบางอย่างที่ไม่ปกติกำลังเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร"

ช่วงเวลาที่ควรจะงดงามราวกับภาพในฝัน แม่ได้อุ้มลูกแรกเกิดเป็นครั้งแรก กลับกลายเป็นเรื่องผิดแปลกอย่างสิ้นเชิง

"ตอนที่พยาบาลวางลูกชายลงบนตัวฉัน พวกเขาวางทับลงไปบนสายระโยงระยางและท่อต่างๆ ทำให้การต้องแบกรับน้ำหนักตัวลูกที่หนักถึง 2.7 กิโลกรัม มันจึงเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส" ซามินาเล่า

"เพราะฉันไม่เข้าใจว่าเด็กคนนี้คือลูกชายของตัวเอง สิ่งเดียวที่ฉันรับรู้คือฉันกำลังเจ็บมาก และฉันก็ยังพูดกับพยาบาลไม่ได้ว่าให้ช่วยยกเด็กออกไป เลยทำได้เพียงส่งเสียงครางออกมา แล้วสุดท้ายฉันก็ทำลูกหลุดจากมือ"

อารมณ์ที่ควรจะเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม กลับกลายเป็นความตื่นตระหนกอย่างสิ้นเชิง การพบกันครั้งแรกของแม่ลูกจึงจบลงอย่างเลวร้าย

ทว่าในเวลานั้น ซามินาแทบไม่สามารถรับรู้ถึงความเจ็บปวดทางใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เลย

ในเวลาเดียวกันนี้เอง เกิดอะไรขึ้นกับสก็อตต์ สามีของเธอ

"ฉันมีท่าทีต่อต้านและผลักไสเขา" เธอเล่าในรายการ "ทุกครั้งที่เขาเดินเข้ามาใกล้ ฉันจะรู้สึกหวาดระแวงและตกใจ"

Samina Ali's mother cradles sleeping baby Ishmael in her arms while looking directly at the camera with a slight smile.

ที่มาของภาพ, Samina Ali

คำบรรยายภาพ, บาดแผลทางใจของซามินากระตุ้นให้เกิดการแข่งขันกับอิชมาเอลลูกชายของเธอเองเพื่อแย่งชิงความสนใจจากแม่ของเธอ

ท้ายที่สุด ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของเธอก็กลับมา ทว่าแม้จะได้กลับบ้านแล้ว แต่สภาพจิตใจของเธอยังเว้าแหว่งอยู่

"สมองของฉันเหมือนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ" ซามินาเล่า "และหน้าที่ของฉันคือพยายามประกอบชิ้นส่วนเหล่านั้นกลับเข้าหากันให้ได้มากที่สุด"

"ผู้คนไม่รู้เลยว่ามันยากแค่ไหน กว่าจะลุกขึ้นยืน เดิน พูด หรือทำความเข้าใจโลกที่อยู่รอบตัวได้อีกครั้ง"

ซามินาเล่าว่า ในช่วงเวลานั้นเธอต้องพึ่งพาผู้อื่นแทบทุกอย่าง ไม่ต่างจากลูกชายแรกเกิดของเธอ

"ฉันเหมือนเด็กคนหนึ่ง" เธอกล่าว "มันน่ากลัวมาก ฉันต้องเรียนรู้ทุกอย่างใหม่อีกครั้ง... ฉันทำสิ่งเดียวกับที่ลูกชายของฉันกำลังทำ ทั้งที่ตอนนั้นฉันอายุ 30 ปีแล้ว"

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ซามินาและอิชมาเอลเหมือนต้องแข่งขันกันเพื่อเรียกร้องความสนใจจากแม่ของซามินา ซึ่งต้องคอยดูแลทั้งลูกสาวและหลานชายไปพร้อม ๆ กัน

"ความโกรธของฉันรุนแรงมาก" ซามินาเล่าในรายการ "ฉันรู้ว่าตัวเองจำเป็นต้องมีชีวิตรอด และแม่คือคนที่จะช่วยให้ฉันทำได้ ฉันแทบจะเหมือนสัตว์ตัวหนึ่งที่สูญเสียการควบคุมตัวเอง ทุกครั้งที่แม่ไม่ได้อยู่ช่วยดูแลฉัน"

A photograph shows Samina Ali today, looking directly at the camera, smiling slightly, with red lipstick, a silver earring and some of her brown hair in her face.

ที่มาของภาพ, Samina Ali

คำบรรยายภาพ, เกือบ 30 ปีต่อมา ซามินาหวนมองไปถึงสิ่งที่ทำให้เธอสามารถเอาชีวิตรอดมาได้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทของซามินาหวังว่า การได้กลับจากโรงพยาบาลไปอยู่ที่บ้านจะช่วยกระตุ้นให้ความทรงจำของเธอให้ค่อย ๆ ฟื้นกลับมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เพราะบ้านของเธอกลับให้ความรู้สึกราวกับเป็นสถานที่ของคนแปลกหน้า

"ทุกอย่างเป็นเพียงเสียงที่สับสนวุ่นวาย" ซามินาเล่า "โลกทั้งใบดูหม่นหมองไปหมด แพทย์บอกว่าต้องใช้เวลากว่าหนึ่งปี กว่าสมองที่บวมจะกลับมามีขนาดเป็นปกติ ดังนั้นฉันจึงปวดศีรษะอย่างรุนแรงแทบตลอดเวลา ไม่มีแรงเลย และไม่สามารถทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ สมองของฉันเหมือนเงียบงันไปทั้งหมด ฉันรู้สึกเหมือนติดอยู่ในร่างกายที่ตัวเองไม่รู้จักอีกต่อไป"

กระทั่งหกสัปดาห์ต่อมา สมองของซามินาจึงพร้อมที่จะทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และตระหนักถึงสิ่งที่เธอสูญเสียไป จู่ ๆ ภาพถ่ายวันแต่งงานที่เธอเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยจำได้ ก็กลับมีความหมายขึ้นมา

"ทุกอย่างกลับคืนมาในพริบตา" เธอเล่า "ฉันโล่งใจที่ในที่สุดก็จำชีวิตและบ้านของตัวเองได้ แต่ในขณะเดียวกัน นั่นก็หมายความว่าฉันเข้าใจทุกสิ่งที่สูญเสียไป และฉันก็โกรธร่างกายของตัวเอง ฉันรู้สึกว่าร่างกายทรยศต่อฉัน"

การกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมก่อนเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญนั้นแทบเป็นไปไม่ได้

ประการแรก ชีวิตแต่งงานของเธอไม่รอดชีวิตออกมาจากเหตุการณ์ครั้งนี้

"มันเหมือนการได้เกิดใหม่ เหมือนได้กลับชาติมาเกิดอีกครั้ง" ซามินาเล่า "สก็อตต์เริ่มตระหนักว่ากระบวนการฟื้นตัวของฉันกำลังค่อย ๆ พาให้เขาห่างออกไปจากฉัน"

นอกจากนี้ ก่อนเกิดเหตุการณ์ เธอกำลังเขียนนวนิยายอยู่หนึ่งเรื่อง แพทย์เตือนว่า การกลับไปเขียนต่อจากจุดที่ค้างไว้นั้นแทบเป็นไปไม่ได้

ทุกเช้าที่เธอกลับไปนั่งทำงาน สิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอกลับสร้างความเจ็บปวด เพราะข้อความที่เธอเคยเขียนไว้กลับดูไร้ความหมายสำหรับเธอ สมองของเธอกำลังหลอกตัวเอง

แต่ถึงอย่างนั้น ซามินาก็ไม่ยอมแพ้

Samina Ali looks up and laughs, as her baby son, Ishmael, in her arms, looks up at her face.

ที่มาของภาพ, Samina Ali

คำบรรยายภาพ, ซามินารู้สึกว่าหลังฟื้นจากอาการโคม่า เธอต้องเริ่มต้นเรียนรู้ทุกสิ่งใหม่อีกครั้ง ไม่ต่างจากอิชมาเอล ลูกชายวัยทารกของเธอ และประสบการณ์นั้นเองทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกในวันนี้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

"ฉันยังคงอดทนทำต่อไปเพราะมันคือหนทางเดียวที่จะทำให้ฉันอยู่รอดได้" ซามินาเล่าในรายการ

"ฉันได้เรียนรู้ว่า ความกล้าหาญไม่ได้หมายถึงการไม่เคยล้ม แต่คือการที่เราถูกชีวิตชกจนล้มลงไปนอนกองกับพื้น และขณะที่นอนอยู่ตรงนั้น เราเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง"

ห้าปีต่อมา ซามินาตีพิมพ์นวนิยายเรื่องแรกของเธอที่ได้รับรางวัล ในชื่อ "Madras on Rainy Days" [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'เมืองมัทราสในวันที่ฝนพรำ']

การได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกระบวนการเยียวยาและทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือ การที่เธอเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับอิชมาเอล ลูกชายของเธอ

"เมื่อความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตของฉันกลับคืนมา ฉันจำได้ว่ารู้สึกผูกพันกับเขาอย่างมาก" เธอเล่า "เวลาที่เขาส่งเสียงอ้อแอ้หรือหัดพูด ฉันเข้าใจว่ามันยากแค่ไหน และเวลาที่เขาพยายามลุกขึ้นยืนแล้วล้มลง ฉันก็เข้าใจความรู้สึกนั้นเช่นกัน"

"ฉันเปลี่ยนจากคนที่เคยรู้สึกไม่พอใจเขา... มาเป็นคนที่รู้สึกเชื่อมโยงกับเขาอย่างลึกซึ้ง และจนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังสนิทกันมาก"

วันนี้ เวลาผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว และหลังจากอิชมาเอลเกิดได้ 10 ปี ซามินามีลูกสาวอีกคนหนึ่ง

เรื่องราวของเธอพิสูจน์ให้เห็นว่า ในที่สุดเธอก็สามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง และยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้