ปีนี้ไม่มีพายุเข้าเหมือนปีก่อน แต่เหตุใดน้ำท่วม จ.น่าน อ่วมหนักอีกปี

.

ที่มาของภาพ, Thai news pix

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

สภาพของหมู่บ้านใน อ.ปัว จ.น่าน เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือภายในชั่วข้ามคืน หลังเกิดฝนตกลงมาอย่างหนักจนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

ในตอนนี้แม้ระดับน้ำลดลงบ้างแล้ว แต่ในหมู่บ้านในพื้นที่ อ.ปัว ยังเต็มไปด้วยรากไม้และซากไม้ที่น้ำพัดลงมาจากเขา เกิดตะกอนดินหนาและโคลนถมทั่วบริเวณ ส่วนบ้านเรือนที่เป็นชั้นเดียวยังคงมีน้ำท่วมขัง

กิตตินันท์ ลือยศ ครูจากโรงเรียนบ้านผาเวียง ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยในหมู่บ้านบ้านเฮี้ย ต.ศิลาแลง อ.ปัว บอกกับผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซีไทยว่าจากฝนที่ตกหนักในปีนี้ทำให้ระดับน้ำขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน

"ด้วยปริมาณน้ำที่เยอะมาก ไม่สามารถเอาอะไรอยู่สักอย่าง นอกจากเอาชีวิตรอด" เขากล่าว

กิตตินันท์ประเมินว่าความเสียหายอยู่ที่หลักหลายแสนบาท ไม่ว่าจะเป็นตัวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รถยนต์ที่จมอยู่ในน้ำ รวมถึงรถจักรยานยนต์ พาหนะคู่ใจที่ใช้ขี่ไปสอนเด็กนักเรียนทุกวัน

"ผมเป็นครูโรงเรียนบนยอดดอย ตอนนี้มอเตอร์ไซค์ก็ใช้ไม่ได้ ข้าวของเครื่องใช้ที่บ้านใช้การไม่ได้สักอย่าง" กิตตินันท์ กล่าว

อีกหมู่บ้านหนึ่งอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน อรณิชชา มูลคำ บอกว่าบ้านสองชั้นของพ่อแม่ที่อยู่ในหมู่บ้านบ้านตึด ต.วรนคร อ.ปัว เสียหายอย่างหนักจากน้ำท่วมฉับพลัน

เธอบอกด้วยว่าจากที่เคยอาศัยอยู่ในชุมชนนี้มา 47 ปี ไม่เคยประสบเหตุภัยพิบัติร้ายแรงเช่นนี้มาก่อน ขนาดปีที่แล้วที่พายุวิภาส่งผลกระทบต่อ จ.น่าน และทำให้เกิดอุทกภัยขนาดใหญ่ พื้นที่นี้ก็ไม่ได้รับผลกระทบ

"จากรุ่นปู่ย่าตายายอายุเกือบ 100 ปี ที่นี่ไม่เคยมีประวัติน้ำท่วมแบบนี้เลย เราเลยไม่ทันได้ตั้งตัวเลยค่ะ น้ำมาไวมาก" อรณิชา กล่าว

เธอประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้ที่หลักล้านบ้าน จากมูลค่าบ้านของพ่อแม่ที่ลงทุนสร้างไปเมื่อราว 4 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินอื่น ๆ ได้รับความเสียหายด้วย อาทิ รถจักรยานยนต์ 2 คัน

ด้านณัฐชยากานต์ จิณะเสน ผู้ประกอบการผ้าทอไทลื้อในพื้นที่เดียวกัน บอกว่าน้ำมาเร็วมากจนน่าตกใจและทำอะไรไม่ถูก เนื่องจากที่บ้านมีผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงด้วย

"ตื่นมาตอนเช้าน้ำก็ท่วมบ้านหมดแล้ว เพราะมันเป็นน้ำป่าไหลหลาก และน้ำแม่น้ำหนุน" เธอกล่าว

อรณิชชา มูลคำ ยืนปลอบใจผู้เป็นแม่ โดยฉากหลังคือบ้านและรั้วที่เสียหายอย่างหนักจากอุทกภัย

ที่มาของภาพ, Thai news pix

คำบรรยายภาพ, อรณิชชา มูลคำ ยืนปลอบใจผู้เป็นแม่ โดยฉากหลังคือบ้านและรั้วที่เสียหายอย่างหนักจากอุทกภัย

ในตอนนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย เป็นผู้ป่วยติดเตียงเพศชายใน อ.ปัว 1 ราย และชายวัย 45 ปี ใน อ.ท่าวังผา 1 ราย

วันเดียวกันนี้ (20 ส.ค.) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ที่วัดบ้านปง ต.เจดีย์ชัย อ.ปัว จ.น่าน และกำชับให้กรมชลประทานเร่งบรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด โดยนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่ากำลังระดมเครื่องสูบน้ำเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็ว

ด้านนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ระบุว่าสถานีตรวจวัดน้ำที่ อ.ปัว มีแนวโน้มลดลง ขณะที่ลำน้ำยาวที่จะมาเติมน้ำในแม่น้ำน่าน ก่อนไหลมา อ.เมืองน่าน ระดับน้ำลดลงเช่นกัน แต่ยังต้องระวังฝนตกซ้ำในพื้นที่เดิม เช่น อ.ท่าวังผา และ อ.ปัว

"หลังจากน้ำผ่านอำเภอเมืองน่าน อีก 6 ชั่วโมงน้ำจะลงไปที่ อ.เวียงสา ซึ่งปัจจุบัน อ.เวียงสา ก็มีน้ำล้นตลิ่งแล้วประมาณ 1 เมตร เพราะเป็นพื้นที่รับน้ำจุดสุดท้ายของ จ.น่าน ทั้งแม่น้ำน่าน แม่น้ำว้า แม่น้ำ 3 สายรวมกันที่ อ.เวียงสา" นายชัยนรงค์ กล่าว

จากนั้นในเวลาประมาณเที่ยงวันของวันนี้ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ร่วม จ.น่าน ออกประกาศเตือนภัยด่วนที่สุดให้ระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำท่วมล้นตลิ่งใน อ.เวียงสา เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำน่านที่สถานี N.13A (บ้านบุญนาค) อ.เวียงสา เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและล้นตลิ่งแล้ว คาดการณ์ว่าระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดที่ 8.55 เมตร (สูงกว่าตลิ่ง 2.05 เมตร) ในเวลาประมาณ 12.00 ของวันนี้ (20 ส.ค.) พื้นที่เสี่ยงภัยสูง ได้แก่ ต.กลางเวียง, ต.ไหล่น่าน, ต.ขึ่ง, และ ต.ส้าน

ทาง จ.น่าน จึงขอให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูงทันที ขนย้ายทรัพย์สินและเครื่องใช้ไฟฟ้าพ้นระดับน้ำ เคลื่อนย้ายยานพาหนะ รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไปจอดในจุดที่ปลอดภัย รวมถึงอพยพกลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และคนพิการ ออกนอกพื้นที่เสี่ยงภัยทันที

ประกาศจาก จ.น่าน แจ้งข้อมูลด้วยว่าหากต้องการความช่วยเหลือหรือประสงค์จะอพยพ ให้ติดต่อแจ้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่โดยด่วนที่สุด

ขณะเดียวกันสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประกาศเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่มช่วงวันที่ 19 - 21 ส.ค. นี้ ในพื้นที่จังหวัดน่าน รวมถึงแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร จันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี

เหตุใดปีนี้เกิดอุทกภัยที่น่าน แม้ไม่มีพายุเข้าเหมือนปีก่อน

.รถยนต์ถูกกระแสน้ำอัดเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งของ อ.ปัว จ.น่าน หลังเผชิญน้ำป่าไหลหลากเมื่อวันที่ 19 ส.ค.

ที่มาของภาพ, Thai news pix

คำบรรยายภาพ, รถยนต์ถูกกระแสน้ำอัดเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งของ อ.ปัว จ.น่าน หลังเผชิญน้ำป่าไหลหลากเมื่อวันที่ 19 ส.ค.

ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทยว่าน้ำท่วมในหลายพื้นที่ที่ จ.น่าน ตอนนี้ ไม่ได้เกิดจากพายุเหมือนกับปีก่อน แต่เป็นเพราะลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงกว่าปกติ ทำให้อากาศหอบความชื้นจากทะเลอันดามันเข้ามาปะทะแนวเทือกเขาหลวงพระบางซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างไทย-ลาว ทำให้เกิดฝนตกหนักในบริเวณลุ่มน้ำทางตอนเหนือของไทยในพื้นที่ จ.น่าน ประกอบกับมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือของไทยในบริเวณดังกล่าวด้วย

"หากดูจากเลขการตรวจวัดแถว อ.บ่อเกลือ มีฝนตกสะสม 330 มิลลิเมตร (มม.) ภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง ส่วนที่ อ.ปัว มีฝนตกสะสมประมาณ 246 มม. ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ประมาณช่วงตีสามถึงหกโมงเช้าของวันที่ 19 ส.ค. ซึ่งถือว่าเยอะมาก จึงทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือ flash flood" เขากล่าว

อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.ณัฐประเมินว่าจะยังมีฝนตกต่อเนื่องไปอีก 1-2 วันนี้ แต่ไม่หนักมาก และหลังจากนั้นฝนจะน้อยลงในช่วง 3-7 วันข้างหน้า

ผศ.ดร.ณัฐกล่าวต่อว่าอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ จ.น่าน เผชิญอุทกภัยทุกปี ไม่ได้เป็นเพราะสภาพอากาศเท่านั้น แต่สภาพภูมิประเทศก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ด้วย

เขาบอกว่า จ.น่าน มีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาที่ค่อนข้างชัน ดังนั้นเมื่อฝนตกลงมาจึงทำให้มวลน้ำมารวมกันในพื้นที่ร่องลำน้ำต่าง ๆ "และเมื่อมวลน้ำมารวมกันเป็นก้อนใหญ่ในพื้นที่แคบ ๆ จึงทำให้เกิดความเสียหายขึ้น"

"แต่ว่าน้ำลักษณะนี้จะมาเร็วไปเร็ว เพราะฉะนั้นเมื่อฝนตกมาไม่กี่ชั่วโมง เดี๋ยวน้ำก็จะยุบไปโดยใช้เวลาไม่เกินวัน แต่ว่าความเสียหายจะค่อนข้างมาก เพราะกระแสน้ำรุนแรง ไม่เหมือนน้ำท่วมขังเหมือนพื้นที่ตอนล่าง" ผศ.ดร.ณัฐ กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำจาก ม.เกษตรศาสตร์ บอกว่า เมื่อพิจารณาสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินใน จ.น่าน ยังเห็นได้ว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่ป่าดั้งเดิมถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมบนเขาสูงชันจำนวนมาก ทำให้เมื่อไม่มีต้นไม้และพืชพรรณช่วยดูดซับหรือชะลอฝนที่ตกลงมา จึงเกิดน้ำป่าไหลหลากหรือน้ำท่วมฉับพลันในเวลาต่อมา

"เห็นได้ว่าน้ำที่ไหลมาจะเป็นสีโคลน ซึ่งเป็นน้ำที่ชะล้างหน้าดิน นำเอาตะกอนดินโคลนสีแดงขุ่นไหลทะลักลงมาด้วย ปัญหาน้ำท่วมฉับพลันจึงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นและรุนแรงกว่าในอดีต" ผศ.ดร.ณัฐ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าการมีป่าไม่ได้หมายความว่าน้ำจะไม่ท่วม เพียงแต่ว่าระดับความรุนแรงจะน้อยลงกว่าภัยพิบัติที่เผชิญเช่นในปัจจุบัน ดังนั้นการบริหารจัดการภัยพิบัติจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างไรก็ดี ไม่ว่าพื้นที่ไหนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมได้

ผศ.ดร.ณัฐ มองว่าแม้ว่าประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กระแสอากาศและการเคลื่อนตัวของสภาพอากาศมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูงมาก ส่งผลให้แบบจำลองพยากรณ์อากาศมีความแม่นยำน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศในแถบยุโรปหรืออเมริกา ทำให้การคาดการณ์เพื่อเตรียมรับมือล่วงหน้าทำได้ยากขึ้น แต่ในตอนนี้ระบบพยากรณ์อากาศของประเทศก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ และปัญหาที่เห็นในตอนนี้ก็คือการนำข้อมูลการพยากรณ์ "มาใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่เท่าไร" สำหรับงานเตือนภัยล่วงหน้า

"ในตอนนี้ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยามีการพยากรณ์ล่วงหน้า 15 นาที และ 3 ชั่วโมง ไปจนถึง 3-7 วัน ถ้าเอาข้อมูลตรงนี้มาใช้ประโยชน์ก็สามารถรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ แต่ด้วยระยะเวลาที่สั้นมาก มันก็ยังเป็นการบ้านให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาคิดกันต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไป" เขากล่าว

แบบจำลองชี้ จ.น่าน เสี่ยงน้ำท่วมหนักขึ้น

งานศึกษาของนักวิจัยจาก ม.เกษตรศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sustainability ปี 2566 ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) มีแนวโน้มทำให้ลุ่มน้ำน่านตอนบนเผชิญฝนตกมากขึ้นและมีความเสี่ยงน้ำท่วมสูงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.เมืองน่าน และ อ.เวียงสา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำน่านที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำ

นักวิจัยใช้ข้อมูลสภาพอากาศและข้อมูลน้ำท่าระหว่างปี 2523-2563 ร่วมกับแบบจำลองประเมินดินและน้ำ (SWAT) และระบบวิเคราะห์การไหลของแม่น้ำ (HEC-RAS) เพื่อประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ฉากทัศน์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับปานกลาง (RCP4.5) และระดับสูง (RCP8.5) ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ต่อปริมาณฝน ปริมาณน้ำไหล และพื้นที่น้ำท่วมในอนาคต

ผลการศึกษาพบว่าปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีในลุ่มน้ำน่านตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 18-19% เมื่อเทียบกับอดีต และจะมีความผันผวนมากขึ้น ทำให้พื้นที่มีสภาพชุ่มน้ำเพิ่มขึ้นทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ขณะที่ปริมาณน้ำไหลในแม่น้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 0.3-5.1% โดยยอดน้ำหลาก (peak discharge) สูงสุดอาจเกิดช้ากว่าเดิมประมาณ 1 เดือน

แม้การเพิ่มขึ้นของน้ำไหลจะไม่มากเท่าปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น แต่แบบจำลองชี้ว่าความเสี่ยงน้ำท่วมจะสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยพื้นที่น้ำท่วมใน อ.เมืองน่าน อาจเพิ่มขึ้น 12.5-37.3% ส่วน อ.เวียงสาอาจเพิ่มขึ้น 2.7-10% เมื่อเทียบกับสภาพในอดีต

ทั้งนี้สถานการณ์ RCP8.5 ซึ่งเป็นกรณีที่โลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง มีแนวโน้มก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงกว่าสถานการณ์ RCP4.5 ซึ่งเป็นสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปานกลาง

ภาพมุมสูงความเสียหายใน อ.ปัว จ.น่าน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

เมื่อพิจารณาตามช่วงเวลา งานวิจัยแบ่งการคาดการณ์อนาคตออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะใกล้ (พ.ศ. 2568-2583) ระยะกลาง (พ.ศ. 2584-2603) และระยะไกล (พ.ศ. 2604-2623) ผลการศึกษาพบว่าช่วงที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด คือ ระยะกลาง หรือระหว่าง พ.ศ. 2584-2603 ซึ่งแบบจำลองคาดการณ์ว่าความรุนแรงของน้ำท่วมในพื้นที่ อ.เมืองน่าน และ อ.เวียงสา อาจมีขนาดใกล้เคียงกับน้ำท่วมระดับ 100 ปี หรือเหตุการณ์น้ำท่วมที่มีโอกาสเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยเพียงครั้งเดียวในรอบ 100 ปี ส่วนในช่วง พ.ศ. 2568-2583 ระดับความรุนแรงของน้ำท่วมมีแนวโน้มใกล้เคียงกับน้ำท่วมระดับ 50 ปี

นอกจากนี้ งานวิจัยยังวิเคราะห์ผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ที่ดิน และพบว่านาข้าวเป็นพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุด รองลงมาคือพื้นที่ชุมชน พื้นที่สิ่งปลูกสร้าง และพื้นที่เกษตรไม้ยืนต้น โดยเฉพาะในเขต อ.เมืองน่าน และ อ.เวียงสา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ

โดยสรุปนักวิจัยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ลุ่มน้ำน่านตอนบนมีฝนมากขึ้น น้ำมากขึ้น และมีพื้นที่น้ำท่วมขยายตัวในอนาคต จึงควรมีการติดตามสถานการณ์และวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัด