ใคร กลุ่มไหน ถูกแจ้งข้อหาใดบ้าง คดีโกงสอบท้องถิ่น "มันจบแล้ว" ดังนายกฯ ว่า จริงหรือ?

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตท้องถิ่น เมื่อ 2 ก.ค. โดยนำกระดาษคำตอบที่มีพิรุธมาโชว์สื่อด้วย

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตท้องถิ่น เมื่อ 2 ก.ค. โดยนำกระดาษคำตอบที่มีพิรุธมาโชว์สื่อด้วย
Published
เวลาอ่าน: 9 นาที

นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเมื่อปี 2568 หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีโกงสอบท้องถิ่น" ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง วันนี้ (6 ส.ค.)

ข้าราชการระดับอธิบดีผู้นี้ถือเป็นบุคคลระดับสูงที่สุดที่ถูกแจ้งข้อหาในคดีนี้ และถือเป็นผู้ต้องหารายที่ 6 ที่เข้าให้ปากคำกับตำรวจ

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้พยานหลักฐานแน่ชัดแล้วว่ามีเจ้าพนักงานเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ดังนั้นเมื่อพนักงานสอบสวนรวบรวมคำให้การและพยานหลักฐานเสร็จสิ้น จะสรุปสำนวนส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาว่าจะให้ บช.ก. ดำเนินการต่อ หรือ ป.ป.ช. จะดำเนินการเอง ทั้งนี้คาดว่าจะส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ได้ไม่เกินวันที่ 12 ส.ค.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย บอกเมื่อ 3 วันก่อนว่า "มันจบแล้ว"

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น ให้ความเห็นไปอีกทางโดยระบุว่า "เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย" และมีผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการกว่า 100 คน

จุดเริ่มต้นของการเปิดโปงขบวนการโกงสอบท้องถิ่นครั้งใหญ่ของประเทศเกิดขึ้นเมื่อ 22 มิ.ย. 2569 โดยเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ซึ่งอยู่ภายใต้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นำหมายค้นเข้าตรวจค้น บริษัทสามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด จ.นนทบุรี หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีกลุ่มบุคคลอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ผู้เข้าสอบผ่านการคัดเลือกและได้บรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นได้ โดยสนนค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 3.5-8 แสนบาทต่อตำแหน่ง ทั้งนี้ตำรวจประเมินว่าขบวนการทุจริตสอบครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นมูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท

ต่อมา ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 3 บุคคลซึ่งถูกระบุว่าเป็น "ผู้ต้องหาหลัก" และไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน ประกอบด้วย จ.ส.ต. ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือที่รู้จักในชื่อ "จ่าพิชิต" อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ และกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทสามเมืองฯ, นายวิน ธนพชรโภคิน หรือนายอัศวิน โชติพนัง หรือ "ดร.วิน" เจ้าของบริษัทรับจัดหลักสูตรอบรมให้กับหน่วยงานรัฐ, และ น.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน หรือ "จ๋า" น้องสาวของ ดร.วิน ปัจจุบันผู้ต้องหาทั้งหมดถูกฝากขังอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง

ไทม์ไลน์คดีทุจริตการสอบท้องถิ่น ก่อนจับกุมผู้ต้องหาหลัก 3 รายแรก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ไทม์ไลน์คดีทุจริตการสอบท้องถิ่น ก่อนจับกุมผู้ต้องหาหลัก 3 รายแรก จัดทำโดยตำรวจสอบสวนกลาง

13 ผู้ต้องหาใน "ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น"

พนักงานสอบสวนได้ขยายผล และออกหมายเรียกผู้ต้องหาคดีโกงสอบท้องถิ่นจำนวน 13 คนให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา โดยมี 6 คนที่เข้าพบพนักงานสอบสวนแล้ว แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย: นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. ให้ปากคำเมื่อ 6 ส.ค.

ข้อหา: 1. ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2. เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตน 3. เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ 4. ร่วมกันเอาไป หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น 5. ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ 6. ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ

กลุ่มที่สอง บุคลากรจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ผู้รับผิดชอบจัดสอบ: นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว. ให้ปากคำเมื่อ 31 ก.ค. ซึ่ง ผบช.ก. เปิดเผยว่าผู้ต้องหารายนี้ "ยังคงยืนยันคำให้การเดิม" ที่เคยให้ไว้รอบแรกในฐานะพยาน

ข้อหา: 1. ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2. เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตน 3. เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ 4. ร่วมกันเอาไป หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น 5. ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ 6. ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ

กลุ่มที่สาม ข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกพบว่ากำลังแก้ไขคะแนนและกระดาษคำตอบในระบบคอมพิวเตอร์ที่บริษัทสามเมืองฯ จ.นนทบุรี รวม 11 คน: 4 คนให้ปากคำไปแล้วตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน และอีก 7 คนขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนโดยให้เหตุผลว่าอยู่ระหว่างติดต่อทนายความ โดยนัดเข้าให้ปากคำ 10 ส.ค.

ข้อหา: 1. ความผิดฐานอั้งยี่และซ่องโจร 2. ลักทรัพย์และปลอมแปลงเอกสารราชการ 3. นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 4. สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (แจ้งเพิ่มเติม)

นายกฯ บอก "มันจบแล้ว"

นายกฯ อนุทินและบรรดา รมต. ของเขาก่อนประชุม ครม. เมื่อ 5 ส.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายกฯ อนุทินและบรรดา รมต. ของเขาก่อนประชุม ครม. เมื่อ 5 ส.ค.

"จริง ๆ มันจบแล้ว" นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวเมื่อ 3 ส.ค. หลังถูกถามว่าการดำเนินการกับการทุจริตการสอบท้องถิ่นจะจบเมื่อไร

นายกรัฐมนตรีให้เหตุผลว่า กระบวนการต่าง ๆ ทั้งการกล่าวหา การดำเนินคดี และการสอบวินัยร้ายแรง อยู่ในขั้นตอนหมดแล้ว รวมถึงการยกเลิกผลประกาศการสอบก็ดำเนินการแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามลำดับ "เรื่องนี้ต้องถือว่าเรียบร้อย เหลืออย่างเดียวคือศาลยังไม่ได้ตัดสินลงโทษผู้กระทำผิด เพราะหน่วยงานต่าง ๆ ต้องทำเรื่องแจ้งความดำเนินคดี..."

คำกล่าวของนายอนุทินมีขึ้น 1 วันก่อนการประชุมนัดสุดท้ายของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

ภายหลังถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ผู้นำรัฐบาลออกมาขยายความคำว่า "จบ" เพิ่มเติมเมื่อ 5 ส.ค. ว่าหมายถึงจบในส่วนที่ประชาชนไม่ต้องกังวล ไม่มีการปกป้องใคร มีความชัดเจน ไม่ต้องมานั่งคิดว่าคนนี้คนนั้นจะได้รับการปกป้อง คำว่า "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" ค่อนข้างกระจายไปในระบบราชการโดยเฉพาะระบบที่ต้องสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี ตนค่อนข้างพึงพอใจว่าข้าราชการฝ่ายประจำได้นำแนวปฏิบัติของตนไปสั่งการและดำเนินการ

"เมื่อเช้าวันที่ 5 ส.ค. มีหลายหน่วยงานเข้ามาหารือกับผม รองนายกฯ ปกรณ์พูดขึ้นมาเองว่าให้ยึดถือแนวทางนายกฯ 'ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม' แล้วดำเนินการจะได้สบายใจทุกฝ่าย เปิดมาแจ็กพอตโดนคนไหนก็คนนั้น ไม่ว่าจะใหญ่ จะเล็ก จะเป็นการเมือง เป็นประจำ ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย" นายอนุทินกล่าว

ในระหว่างตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวเมื่อ 5 ส.ค. มีหลายคำที่น่าสนใจหลุดจากปากนายกฯ ดังนี้

  • ที่นายปกรณ์บอกว่ามีคนเข้าไปมีส่วนร่วมกว่า 100 คน มีนักการเมืองด้วยหรือไม่?

ผมปิดชื่อถือพฤติกรรม ผมไม่จำเป็นต้องไปรู้ว่าใคร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมการไปสืบสวน ผมไม่ต้องการเห็นชื่อ ไม่ต้องการรู้ สมมติใครติดต่อมาหาผม หรือคนที่อยู่รอบตัว ก็ตอบได้เต็มที่ว่าไม่รู้ ไม่ยุ่งเกี่ยว แนวทางคือถ้าโดนใครคนนั้นต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โทษหนักก็เข้าคุก โทษไม่หนักก็ลดหลั่นลงแค่นั้นเอง

  • ข้อมูลขณะนี้ยังไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องใช่หรือไม่?

โดนใครก็คนนั้น ผมจะไปถามทำไมว่ามีนักการเมืองหรือไม่ เพราะว่าผมมอบหมายให้คณะกรรมการแต่ละชุดมีอำนาจ ผมไม่สามารถไปบังคับได้เลย เช่น ป.ป.ช. อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของผมเลย หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการที่ผมตั้ง ก็ไม่ไปก้าวก่าย ไม่ถามใด ๆ ทั้งสิ้น ผมยังบอกว่าในการรายงานต่าง ๆ ให้ระบุสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปให้ชัดเจน

  • เรื่องทุจริตสอบท้องถิ่นมีคนติดคุกแน่นอนใช่หรือไม่?

ผมไม่ใช่ศาล แต่มีคนต้องถูกหน่วยงานถูกฝ่ายตรวจสอบแจ้งความดำเนินคดี อันนี้ผมคิดว่าแน่นอน

"บกพร่องในเกือบทุกขั้นตอน" คนเกี่ยวกว่า 100 คน

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฯ ชุดนายปกรณ์ อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ หลังจบหน้าที่ก่อน 30 วันตามกรอบที่นายกฯ กำหนดเอาไว้ซึ่งจะครบกำหนด 6 ส.ค.

นายปกรณ์แถลงภายหลังประชุมนัดสุดท้ายเมื่อ 4 ส.ค. โดยมีใจความสำคัญว่า "พบข้อบกพร่องในเกือบทุกขั้นตอน" และมีหน่วยงาน ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่า 100 คน พร้อมระบุว่ารายงานการตรวจสอบนี้จะเป็น "สารตั้งต้น" ที่บอกว่ากระบวนการมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง และควรจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อให้นายกฯ มีข้อสั่งการออกมา

เขายอมรับว่า ในส่วนของคู่สัญญา มีปัญหาบางประเด็นที่จะต้องไปดำเนินการทางแพ่งเรื่องสัญญา เพราะเกิดความเสียหายมากมายต่อรัฐ เช่นเดียวกับกระทรวงมหาดไทยที่คงจะไปดำเนินการต่อและพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล

"เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ" นายปกรณ์กล่าว

ปกรณ์ นิลประพัน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายเมื่อ 4 ส.ค.

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายเมื่อ 4 ส.ค.

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบฯ กล่าวว่า สิ่งที่ได้ข้อเท็จจริงมาได้ข้อยุติทั้งหมดในเบื้องต้น และจะทำข้อเสนอแนะต่อนายกฯ ทั้งเรื่องของตัวบุคคลที่เข้าข่ายอาจต้องถูกดำเนินคดีทั้งแพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต้องต่อยอดต่อไป

ผบ.ตร. เปิดเผยผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า พบความผิดปกติในการขออัตรา ซึ่งตัวเลขการรับรองและการบรรจุมีปริมาณมากกว่าการขออัตรา ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 3 ช่วงเวลาคือ ก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังการสอบ มีประเด็นเรื่องการแก้ไขทั้งจำนวนและมีความผิดปกติของใบคะแนน

มท. เปิดขั้นตอนเพิกถอน 5,900 รายชื่อ ขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ

กระทรวงมหาดไทยที่เป็นบ่อเกิดของคดีทุจริตครั้งมโหฬารซึ่งมีคนเกี่ยวข้องมหาศาล เตรียมเพิกถอน 5,925 รายชื่อของผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่น หลังตรวจพบว่ามีคะแนนผิดปกติ

ที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ที่มีนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เป็นประธาน ประชุมบ่ายวันนี้ (6 ส.ค.) เพื่อรับทราบแนวทางการเพิกถอนการบรรจุข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น 5,925 รายชื่อที่มีการประกาศคะแนนไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ และให้ความเห็นชอบการจัดทำและรับรองบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านใหม่อย่างถูกต้อง ตามที่คณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เสนอมา

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนอธิบดี สถ. กล่าวว่า ผู้ทุจริตสอบท้องถิ่นทั้ง 5,925 คนที่มีการแก้คะแนน จะถูกดำเนินการทุกคน ถ้าบรรจุไปแล้วก็ต้องถูกให้ออก ถ้ายังไม่ได้รับการบรรจุ แต่มีชื่อขึ้นบัญชี ก็จะไม่ถูกเรียกบรรจุ

หาก ก.กลางอนุมัติ ขั้นตอนหลังจากนี้ จะแจ้งไปยังคณะกรรมการข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.จังหวัด) ให้รับทราบ และแจ้งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ให้ดำเนินการประกาศลำดับรายชื่อใหม่ และขั้นตอนสุดท้ายคือ อปท. แต่ละแห่งต้องถอนรายชื่อเดิมที่ไม่ถูกต้องออก และบรรจุรายชื่อใหม่ตามลำดับที่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป ซึ่งทาง มท. ไม่ได้กำหนดว่าต้องดำเนินการเสร็จสิ้นภายในเมื่อไร แต่เชื่อว่าผู้บริหารท้องถิ่นจะใช้เวลาไม่นาน

การสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปี 2568 ซึ่งเปิดรับสมัคร 87 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 6,669 อัตรา มีผู้สมัครสอบทั้งสิ้น 438,277 ราย แต่มาเข้าสอบจริง 279,949 ราย ได้ขึ้นบัญชีรวม 55,193 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่สอบผ่านโดยสุจริต 49,274 ราย และผู้ที่ตรวจพบว่ามีการแก้ไขคะแนน 5,925 ราย

ในกลุ่มของผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนกว่า 5.9 พันรายนี้ นายบุญประสงค์ นวลสายย์ รองอธิบดี สถ. เปิดเผยว่า มีผู้สอบผ่านอยู่แล้ว แต่มีการปรับเพิ่มคะแนนให้สูงขึ้น 774 ราย แบ่งเป็นผู้ที่มีการขึ้นบัญชีไว้ 561 คน และไม่มารายงานตัว 211 คน

เมื่อนำรายชื่อผู้ที่ขึ้นบัญชีทั้ง 561 คนมาจัดเรียงลำดับใหม่ตามคะแนนจริง พบว่า มี 97 คนที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว ส่วนอีก 464 คนจะถูกเพิกถอนรายชื่อออกและจัดเรียงลำดับใหม่ตามคะแนนจริง

สถ.

ที่มาของภาพ, PR กระทรวงมหาดไทย

วานนี้ (5 ส.ค.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุม กสถ. ว่า ผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์อย่างถูกต้องตามความรู้ความสามารถราว 12,000 คน และได้รับการบรรจุรับราชการไปแล้ว จะยังคงได้รับการบรรจุและปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามปกติ

กระทรวงมหาดไทยจะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการสืบสวนหาสาเหตุและผู้บงการ หากพบว่ามีความเชื่อมโยงกับการทุจริตหรือการจ่ายเงิน ก็สามารถดำเนินการสั่งให้พ้นจากตำแหน่งและสอยในภายหลังได้ ปลัดอรรษิษฐ์ประกาศอย่างขึงขังว่า "ผู้ที่ร่วมกระทำผิดไม่มีทางหลุดรอดสายตากระบวนการยุติธรรมไปได้"

ในส่วนของการดำเนินการทางวินัย ก็เตรียมสอบสวนวินัยของข้าราชการเพิ่มเติม หลังก่อนหน้านี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการ สถ. 5 คน โดยมีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธาน หากคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงชี้มูลความผิด ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ.กระทรวง) เพื่อพิจารณาลงโทษตามกฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อไป

ในจำนวนข้าราชการที่ถูกสอบวินัยล็อตแรก มีนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล รวมอยู่ด้วย โดยเขาถูกสั่งย้ายออกจากตำแหน่งอธิบดี สถ. ไปประจำกระทรวงมหาดไทยเป็นการชั่วคราว และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยมอบหมายตั้งแต่ 23 มิ.ย. ก่อนแต่งตั้งให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนอธิบดีก สถ. จนถึงปัจจุบัน