'ผมผิดอะไร ?' เหตุข้อสอบรั่วในอินเดียทำให้เยาวชนจบชีวิตไปกี่คน ?

    • Author, ซูติก บิสวัส
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำอินเดีย บีบีซี นิวส์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

สามวันก่อนที่เขาจะต้องสอบคัดเลือกเข้าคณะแพทยศาสตร์ของอินเดียซึ่งถูกกำหนดวันขึ้นมาใหม่ คาฮาน ปาเทล วัย 17 ปี กระโดดลงมาจากชั้น 6 ของอะพาร์ตเมนต์ของครอบครัวในเมืองอาห์เมดาบัดทางตะวันตกของอินเดีย

เมื่อครอบครัวของเขาเข้าไปในห้องนอนของเด็กหนุ่มหลังจากที่เขาเสียชีวิตในช่วงเช้ามืดของวันที่ 18 มิ.ย. มันดูเหมือนว่าเขาอาจกลับมาอยู่ตรงนั้นได้ทุกเมื่อ

แล็ปท็อปของเขายังเปิดอยู่ หนังสือเรียน สมุด ปากกา และปากกาเน้นข้อความยังวางกระจัดกระจายอยู่บนเตียงและโต๊ะอ่านหนังสือ เขาใส่หูฟังอยู่ตอนกระโดดลงไป ในมุมหนึ่งมีกีตาร์ไฟฟ้าเสียบปลั๊กต่อกับเครื่องขยายเสียง บนชั้นวางมีนวนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์ หนังสือเกี่ยวกับอีลอน มัสก์ หนังสือรวมเล่มนิยายสยองขวัญกูสบัมพ์ (Goosebumps) และบอร์ดเกม นอกจากนี้ยังมีถ้วยรางวัลสำหรับ "ผลการเรียนดีเด่นสม่ำเสมอ" อีกด้วย

"สิ่งเดียวที่ขาดไป... ก็คือ คาฮาน" ปราชันต์ ปาเทล ผู้เป็นพ่อกล่าวอย่างแผ่วเบา

คาฮานเป็นหนึ่งในนักเรียนอย่างน้อย 21 คนที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย โดยคาดว่าเกิดจากความเศร้าเสียใจหลังจากการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับชาติ (National Eligibility cum Entrance Test - NEET) ประจำปีนี้ถูกยกเลิกเนื่องจากเกิดเหตุข้อสอบรั่ว ทำให้ผู้สมัครเกือบ 2 ล้านคนต้องสอบใหม่ทั้งหมด

การเสียชีวิตของพวกเขาเป็นปมเหตุใจกลางทางอารมณ์ของการลุกฮือของเยาวชนครั้งใหญ่ที่ลุกลามไปสู่ท้องถนนในกรุงเดลีในเดือน ก.ค. ซึ่งมีผู้คนหลายพันคนออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบต่อกรณีที่ต้องจัดให้มีการสอบใหม่ หลังจากมีการประท้วงหลายวันซึ่งนำโดยพรรคประชาชนแมลงสาบ หรือซีพีจี (Cockroach Janta Party - CJP) นายธรรมเมนทรา ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ลาออกจากตำแหน่ง

แต่เบื้องหลังเรื่องการเมืองนั้น มีครอบครัวอย่างเช่นครอบครัวของคาฮาน ที่ต้องพยายามทำความเข้าใจว่าเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการสอบกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายได้อย่างไร

สำหรับปราชันต์ ปาเทล เรื่องราวไม่ได้เริ่มต้นจากการเสียชีวิตของลูกชาย แต่เริ่มต้นจากความฝัน

หลังจากทำคะแนนได้ดีในการสอบจบการศึกษา คาฮานก็ประกาศว่าเขาอยากเป็นหมอ เนื่องจากไม่มีใครในครอบครัวเป็นหมอ พ่อแม่ของเขาจึงปรับเปลี่ยนชีวิตเพื่อสนับสนุนความฝันนั้น

พวกเขาย้ายจากเมืองสุรัตซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าเพชรและสิ่งทอไปยังอาห์เมดาบัด เมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐคุชราต เพื่อให้คาฮานได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีกว่าและเตรียมตัวอย่างจริงจัง พ่อของเขาซึ่งเป็นทนายความ ซื้อแฟลตใกล้ทั้งศาลสูงและโรงเรียนของคาฮาน และเดินทางไปมาระหว่างสองเมือง ในขณะที่คาฮานอาศัยอยู่กับวีณาผู้เป็นแม่และรีฮานน้องชาย

"เขาตัดสินใจด้วยตัวเอง เราแค่ให้การสนับสนุนเขาเท่านั้น" พ่อของเขากล่าว

คาฮานไม่ใช่เด็กวัยรุ่นประเภทที่หมกมุ่นอยู่แต่กับตำราเรียนเท่านั้น

เขาเล่นฟุตบอลให้กับทีมโรงเรียน อ่านนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์ และเพอร์ซี่ แจ็กสันอย่างตั้งใจ ชอบดูหนังไซไฟ และใช้เวลาหลายชั่วโมงฝึกฝนการเล่นกีตาร์แนวฮาร์ดร็อกด้วยตัวเอง เขาเพิ่งได้รับวีซ่าท่องเที่ยวสหรัฐฯ และตื่นเต้นที่จะได้กลับไปดิสนีย์แลนด์อีกครั้งหลังสอบเสร็จ เพื่อไปเยือนสถานที่ที่เขาเคยไปครั้งแรกในวันหยุดพักผ่อนกับครอบครัวเมื่อ 12 ปีก่อน

เขาเคยลิ้มรสความสำเร็จมาแล้ว

หลังจากเหตุการณ์ข้อสอบรั่วในปี 2024 เขาลงสอบ NEET เพื่อเป็นการฝึกฝนวิชาความรู้ที่เตรียมมา ผลการสอบของเขาทำให้ทั้งตัวเองและครูมั่นใจว่าเขากำลังอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง

ในวันที่ 3 พ.ค. เขาออกมาจากห้องสอบด้วยความมั่นใจว่าทำได้ดีพอแล้ว และโทรหาพ่อของเขา

"พ่อครับ ผมมีความสุขมากเลย ผมรู้สึกอิสระ ผ่อนคลาย ผมกำลังจะไปกินอาหารเย็นกับเพื่อน ๆ ผมสนุกมาก"

ปราชันต์ ปาเทล จำได้ว่าเคยบอกกับลูกว่า "นี่คือช่วงเวลาของลูก จงสนุกกับมัน"

จากนั้นก็มีข่าวเรื่องข้อสอบรั่วไหลออกมา

พ่อแม่ของเขาพยายามปกป้องเขาจากรายงานข่าวเหล่านั้น แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เพื่อน ๆ จากสถาบันติวเตอร์ต่างพากันพูดคุยถึงเรื่องนี้กันแล้ว เขาจึงรีบกลับจากวันหยุดพักผ่อนที่ฟาร์มกับเพื่อน ๆ รีบไปเอาสมุดบันทึกและตำราเรียนที่มอบให้รุ่นน้องไปแล้วคืนมา เผื่อกรณีที่เขาต้องสอบใหม่อีกครั้ง

ภายในไม่กี่วัน รัฐบาลก็ประกาศให้มีการจัดสอบใหม่

"ตอนนั้นเองที่เขาเริ่มโกรธ" พ่อของเขาเล่า

"เขายังคงถามผมว่า 'นี่คือระบบเหรอ? นี่คือวิธีการทำงานของมันเหรอ? ความผิดของผมคืออะไร? ความผิดของนักเรียนที่เข้าสอบอย่างซื่อสัตย์คืออะไร? ทำไมรัฐบาลถึงไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้?'"

พ่อพยายามปลอบโยนเขา "ผมบอกเขาว่า 'ระบบของมันเป็นแบบนี้ เราจะไปทำอะไรได้?'"

ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยว่าคำพูดของเขาฟังดูเหมือนเป็นการปลอบโยนหรือการยอมรับชะตากรรมกันแน่

"บางทีเขาอาจจะผิดหวัง บางทีเขาอาจจะเจ็บปวดอยู่ข้างใน"

ไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ถึงวิกฤตการณ์

ในเย็นวันที่ 17 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันก่อนที่เขาจะเสียชีวิต คาฮานได้พูดคุยอย่างร่าเริงกับปู่ของเขาผ่านทางวิดีโอคอล ปู่เพิ่งเดินทางถึงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เพื่ออยู่กับลูกสาว คาฮานขอให้ปู่ช่วยซื้อรองเท้าฟุตบอลยี่ห้อพูมา กางเกงยีนส์และแจ็กเก็ตยี่ห้อลีวายส์กลับมาฝากด้วย

ต่อมาในเย็นวันนั้น เขาคุยกับพ่อ เมื่อการสนทนาจบลงพ่อของเขาก็ให้ความมั่นใจกับเขาเป็นครั้งสุดท้ายว่า "ผมบอกเขาว่า 'ลูกพิสูจน์ตัวเองไปแล้วครั้งหนึ่ง ลูกไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองอีก'"

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เขาก็เสียชีวิต

หลังจากนั้นเพื่อน ๆ จึงเล่าให้พ่อฟังว่าเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการสอบนั้นทำให้เขาทุกข์ใจมากเพียงใด

พ่อของเขาเล่าว่า "เขามักถามอยู่เสมอว่าทำไมผู้รับผิดชอบถึงไม่ตัดสินใจอย่างถูกต้อง เขาเคยพูดว่า 'นี่มันเรื่องตลกหรือไงที่รัฐมนตรีของเรามาจัดการสอบแบบนี้?'"

ครอบครัวของคาฮานไม่ใช่ครอบครัวเดียวที่ตั้งคำถามเหล่านั้น

ห่างออกไปประมาณ 770 กิโลเมตร ในเขตจุนจุนู รัฐราชสถาน อีกครอบครัวหนึ่งกำลังพยายามทำความเข้าใจกับการสูญเสียที่ยากจะจินตนาการได้เช่นกัน

ประทีป กุมาร์ อายุ 23 ปี

ราเจช กุมาร์ พ่อของเขา เป็นเกษตรกรรายย่อยในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งประทีปเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวที่เตรียมตัวสอบ NEET

ราเจชวัย 45 ปี ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนภรรยาของเขาไม่เคยไปโรงเรียนเลย การที่ประทีปได้เป็นแพทย์จะทำให้เขาเป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ในครอบครัวที่ได้ก้าวขึ้นสู่ชนชั้นกลางที่มีอาชีพการงานที่มั่นคง

ราเจชกล่าวว่า "เขาเคยบอกผมว่า 'ผมอยากรับใช้ผู้คนให้มากที่สุด จนพวกเขาจดจำผมได้'"

เพื่อหาเงินทุนสำหรับความฝันนั้น เขาจึงขายที่ดินและกู้เงินจากธนาคารมากกว่าหนึ่งล้านรูปี (ราว 3.5 แสนบาท) การเรียนพิเศษเตรียมสอบที่สิการ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการติวสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีค่าใช้จ่ายมหาศาล

ในปี 2022 ประทีปย้ายไปอยู่ที่สิการ์เพื่อเรียนพิเศษ โดยเช่าห้องอยู่กับบาบิตา กุมารี พี่สาวของเขา ซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบเข้าเป็นตำรวจ การสอบ NEET สองครั้งช่วยให้คะแนนของเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ จนมีโอกาสเข้าเรียนในวิทยาลัยแพทย์ของรัฐได้

จากนั้นก็มาถึงความพยายามครั้งที่สามของเขาในเดือน พ.ค. ปีนี้ ข้อสอบรั่วไหล การสอบถูกยกเลิก และมีการสั่งให้สอบใหม่ ซึ่งหมายความว่าประทีปจะต้องสอบ NEET เป็นครั้งที่สี่

ในเวลานั้น ชีวิตของเขากลายเป็นวงจร 16 ชั่วโมงที่ไม่หยุดหย่อน ตื่นนอนตอน 04.30 น. เพื่อไปติว และทบทวนอ่านหนังสือเองจนถึง 21.00 น. เข้านอน แล้วก็ทำซ้ำแบบเดิม ส่วนอย่างอื่นถูกตัดทิ้งไปหมด

ประทีปปฏิเสธที่จะมีแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ

"ผมจะซื้อหลังจากที่ผมสอบติดแล้ว" เขามักจะบอกกับพ่อของเขา "โทรศัพท์ทำให้ผมเสียสมาธิ"

สิ่งเดียวที่เขาตามใจตัวเองคือการสะสมนาฬิกาข้อมือราคาไม่แพงประมาณ 10 เรือน ซึ่งซื้อจากร้านค้าข้างทางระหว่างเดินทางระหว่างเมืองสิการ์และบ้าน

หลังจากสอบเสร็จเมื่อวันที่ 3 พ.ค. เขาก็ออกมาด้วยรอยยิ้ม

"ครั้งนี้ผมได้รับการคัดเลือกแน่ ๆ แล้ว" เขาพูดกับพ่อ

ครอบครัววางแผนที่จะเดินทางออกจากสิการ์กลับไปยังหมู่บ้านเพื่อเฉลิมฉลอง แต่แล้วข่าวการรั่วไหลของข้อสอบก็ปรากฏขึ้นเสียก่อน

"เราต้องเตรียมตัวกันใหม่อีกครั้ง" ประทีปบอกกับพ่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

เช้าวันที่ 15 พ.ค. ราเจชทำสิ่งที่เขาทำเกือบทุกวันมาเป็นเวลาสี่ปีแล้ว นั่นคือการส่งนมและโยเกิร์ตทำเองไปที่สิการ์โดยรถโดยสารประจำทางในตอนเช้า

ประทีปโทรมาบอกว่าของมาถึงแล้ว

เขาซื้อกระเจี๊ยบสดจากพ่อค้าข้างทางแล้วบอกพี่สาวว่า "ไปอาบน้ำก่อนนะ พอเธอกลับมา เราค่อยทำอาหารกัน"

เมื่อเธอกลับมาหลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง ห้องก็ถูกล็อก ในช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่ น้องชายของเธอได้ฆ่าตัวตาย

"เขาไม่เคยบอกอะไรผมเลย" ราเจชกล่าว "ดูเหมือนเขาจะมีความสุขดี"

น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องการรั่วไหลของข้อสอบ

"ผมขายที่ดินเพื่อให้เขาได้เรียนหนังสือ คนที่มีเงินซื้อข้อสอบได้ ส่วนคนที่เรียนอย่างตั้งใจกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง"

จากนั้นเขาก็พูดบางอย่างที่คอยรบกวนจิตใจเขามาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

"รัฐบาลพรากลูกชายของผมไป ถ้าเอกสารไม่รั่วไหล ประทีปคงยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ เขาคงได้เฉลิมฉลองอยู่"

คาฮานและประทีปมาจากคนละพื้นที่คนละพื้นเพของอินเดีย

คนหนึ่งเป็นลูกชายของทนายความที่แบ่งเวลาหนึ่งสัปดาห์ไปมาระหว่างสองเมือง อีกคนเป็นลูกชายของเกษตรกรที่จำนองอนาคตของตนเองเพื่อการศึกษาของลูก คนหนึ่งฝันอยากไปดิสนีย์แลนด์หลังสอบ NEET เสร็จ ส่วนอีกคนเลื่อนการซื้อโทรศัพท์มือถือออกไปจนกว่าจะเรียนจบและได้เป็นหมอ

แต่พ่อทั้งสองก็ยังคงถามคำถามเดียวกันว่า ลูก ๆ ที่เชื่อว่าอนาคตของพวกเขานั้นได้มาด้วยความพยายามของตัวเองกลับสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบที่ควรจะตอบแทนพวกเขาไปได้อย่างไร?

หลายสัปดาห์หลังงานศพของคาฮาน ปราชันต์ ปาเทลยังคงพยายามอย่างหนักเพื่อสลัดตัวเองออกจากความโศกเศร้า

สิ่งที่ดึงดูดให้เขาออกมาในที่สุดก็คือนักเรียน เขาเดินทางไปกรุงเดลีสองครั้งเพื่อเข้าร่วมการประท้วงของพวกเขาในเดือน ก.ค.

"ผมไม่ได้ไปที่นั่นเพื่อเรียกร้องค่าชดเชย ผมต้องการให้มีการรับผิดชอบ" เขาบอก

การประท้วงที่ยืดเยื้อหลายสัปดาห์ทำให้ ธรรมเมนทรา ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องลาออกเมื่อวันที่ 25 ก.ค. รัฐบาลแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย และสัญญาว่าจะจ่ายค่าชดเชยสูงสุดตามกฎระเบียบ

แต่สำหรับปราชันต์ ปาเทล มรดกแท้จริงของขบวนการเคลื่อนไหวนี้กลับอยู่ที่อื่น

เขาได้เห็นนักเรียนกลับออกมาบนท้องถนนอีกครั้งหลังจากตำรวจเข้าสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 20 ก.ค.

"ผมอยากขอบคุณพวกเขา เพราะพวกเขากลายเป็นกระบอกเสียงของคาฮาน ถ้าเด็ก ๆ เหล่านี้สามารถกลับมาได้หลังจากถูกทำร้าย และยังคงต่อสู้เพื่อความยุติธรรมต่อไปได้" เขากล่าว "นั่นทำให้ผมมีกำลังใจ"

ลูกชายของเขาไม่เคยค้นพบเสียงนั้นเลย

"คาฮานไม่ได้ออกมาพูดอะไร" เขากล่าว "แต่เขากลับฆ่าตัวตาย"

เขาหยุดชั่วครู่

"เด็กคนอื่น ๆ ก็พูดขึ้นมา"

จากนั้นเขาก็กล่าวคำพูดที่เขาปรารถนาให้ผู้ปกครองทุกคน และรัฐบาลทุกประเทศได้ยิน

"หน้าที่ของเราคือการรับฟังเสียงของเยาวชนก่อนที่พวกเขาจะเงียบหายไป"