เมื่อเมนูปลาน้ำจืดดิบในจานอีสาน บั่นทอนสุขภาพจากพยาธิใบไม้ตับ วิถีการกินจะปรับเปลี่ยนได้หรือไม่

    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 13 นาที

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีรายงานข่าวที่สร้างความตระหนกให้กับหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินอาหารประเภทปลาไทยที่ปรุงดิบ เช่น ก้อยปลา หรือปลาร้า เมื่อผลการตรวจคัดกรองนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามจำนวน 12,733 คน พบมีติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับถึง 4,233 คน หรือคิดเป็น 33%

นอกจากนี้ ผลตรวจคัดกรองนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 1,922 คน ยังพบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 380 คน หรือคิดเป็น 19% ตามการรายงานของสำนักข่าวหลายสำนัก

พยาธิใบไม้ตับเป็นโรคที่รักษาได้ ทว่าหากไม่ได้รับการรักษาแล้วปล่อยให้พยาธิอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีซึ่งอันตรายถึงชีวิต

ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กรมควบคุมโรคได้เฝ้าระวังและตรวจหาพยาธิใบไม้ตับเป็นระยะในพื้นที่เสี่ยง 30 จังหวัด ประกอบด้วย 20 จังหวัดในภาคอีสาน และ 10 จังหวัดในภาคเหนือที่พบพฤติกรรมการกินปลาน้ำจืดมีเกล็ดขาว โดยเป็นการกินแบบดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้

การศึกษาหลายชิ้นที่ย้อนหลังไปถึงสามทศวรรษบ่งชี้ว่าพฤติกรรมการกินดิบของชาวอีสาน ฝังรากลึกมาอย่างยาวนานจนยากจะปรับเปลี่ยนได้ และปลาคือเนื้อสัตว์ที่มีความสำคัญรองจากข้าวที่ชาวอีสานนำมาปรุงกินเป็นอาหารได้ทั้งแบบสุกและแบบดิบมายาวนานแล้ว

ผลการตรวจล่าสุดจะช่วยสร้างความตระหนักจนเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ได้หรือไม่ และกำลังสะท้อนภาพรวมสถานการณ์โรคนี้อย่างไร

ชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับแม่นยำแค่ไหน

ชุดตรวจคัดกรองโรคพยาธิใบไม้ในตับแบบรวดเร็วที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี ที่เรียกว่า OV-ATK ซึ่งใช้ตรวจนักศึกษาในสองมหาวิทยาลัยข้างต้นนั้น มีลักษณะภายนอกคล้ายกับชุดตรวจโควิด-19 ที่เรามักคุ้นเคยกัน แต่จะใช้ตัวอย่างปัสสาวะในการตรวจหาโรค

นี่คือวิธีการที่ใหม่กว่าวิธีดั้งเดิมอย่างการตรวจจากอุจจาระ และสามารถทราบผลได้รวดเร็วกว่า เมื่อชุดตรวจแสดงผลเป็นขีดสีแดงหนึ่งขีดหรือสองขีด โดยมีวิธีการอ่านผลเช่นเดียวกับการตรวจโรคโควิด-19 คือหากมีขีดสีแดงขึ้นสองขีด หมายความว่าพบร่องรอยของพยาธิใบไม้ตับในร่างกาย

แต่ความแม่นยำของชุดตรวจชนิดนี้ยังเป็นข้อถกเถียง

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค บอกกับบีบีซีไทยว่า หลักการของชุดตรวจ OV-ATK คือการตรวจหาแอนติเจน (ซึ่งหมายถึงสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายแล้วกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกันได้) ซึ่งเป็นคนละแบบกับการตรวจอุจจาระที่เป็นการตรวจหาไข่พยาธิ

"มันก็เป็นข้อดีตรงที่ว่ามันอาจจะสามารถตรวจเจอได้ในกรณีซึ่งเชื้อน้อย ๆ แล้วเราก็ตรวจ แต่ข้อที่เรากังวลก็คือว่ามันมีผลบวกลวงกับพยาธิอย่างอื่น คือหมายถึงว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ได้ติดพยาธิใบไม้ตับ แต่อาจจะเป็นพยาธิตัวอื่น... ซึ่งขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงทดลอง" พญ.จุไร กล่าวโดยเสริมว่ากรมควบคุมโรคเองก็กำลังมีแผนที่จะตรวจสอบยืนยันความแม่นยำ (validate) ของชุดตรวจแบบ OV-ATK นี้อยู่เช่นกัน

พญ.จุไร มองว่ากรณีที่ จ.มหาสารคาม จำเป็นที่จะต้องตรวจยืนยันด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่น การตรวจอุจจาระ ซึ่งเป็นวิธีการที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำและเป็นวิธีการที่กรมควบคุมโรคใช้ตรวจกลุ่มเสี่ยง 30 จังหวัดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา หรืออาจใช้การตรวจด้วยเทคนิคทางอณูชีววิทยา เช่น พีซีอาร์ (PCR) ซึ่งเธอมองว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะสามารถตรวจเจอได้แม้จะมีเชื้อน้อย แต่ก็มีค่าใช้จ่ายในการตรวจสูง

ขณะที่สภาเทคนิคการแพทย์ แนะนำสอดคล้องกันว่า การตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจปัสสาวะควรใช้เพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจาก "อาจให้ผลบวกจากพยาธิชนิดอื่นได้" โดยหากผลคัดกรองเป็นบวก แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจยืนยันด้วยวิธีการตรวจอุจจาระแบบ FECT ส่วนกรณีที่ผลไม่ชัดเจนหรือผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งท่อน้ำดี แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมด้วยเทคนิคทางอณูชีววิทยา

ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดียืนยันว่าชุดตรวจ OV-ATK มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาข้าม (Cross-reactivity) กับพยาธิชนิดอื่นน้อยมากเพียง 2% โดยชุดตรวจนี้เมื่อเทียบกับวิธีตรวจอุจจาระ (FECT) แล้ว มีความไว (Sensitivity) 94.2% และความจำเพาะ (Specificity) 93.2% สามารถตรวจพบแอนติเจนในปัสสาวะได้ที่ระดับความเข้มข้นต่ำสุดถึง 28.5 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (ng/ml)

รศ.ดร.วัชรินทร์ ลอยลม รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าชุดตรวจดังกล่าวผ่านการพัฒนามาแล้วเป็นเวลา 15 ปี และผ่านการตรวจสอบจนยืนยันได้ว่ามีความแม่นยำมากกว่า 90% ดังนั้นเธอยืนยันในความมั่นใจว่าในบรรดานักศึกษากว่า 4,000 คนที่ผลตรวจชุดนี้แสดงผลเป็นบวกอย่างน้อย 90% มีพยาธิใบไม้ตับในร่างกาย

แต่สาเหตุที่ตัวเลขและสัดส่วนผู้ที่พบโรคดูสูงนั้น เธออธิบายว่าเป็นเพราะกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับการตรวจด้วยชุดตรวจนี้ ผ่านการคัดกรองความเสี่ยงเบื้องต้นจากการถามคำถามสำคัญ 3 ข้อ คือ 1. เคยตรวจพบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับหรือไม่ 2. เคยกินยาถ่ายพยาธิพราซิควอนเทลมาก่อนหรือไม่ และ 3. มีประวัติการกินปลาน้ำจืดเกล็ดขาว วงศ์ปลาตะเพียนดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ มาก่อนหรือไม่

เธอยกตัวอย่างการตรวจใน ม.มหาสารคามว่า นักศึกษาทั้งหมด 12,733 คนที่ได้รับการตรวจด้วยชุดตรวจ OV-ATK ทั้งหมดคือคนที่ผ่านการคัดกรองด้วยคำถามข้างต้นแล้วพบว่ามีความเสี่ยง จึงได้รับการตรวจ และเมื่อตรวจแล้วจึงพบผลเป็นบวก 4,233 คน หรือคิดเป็น 33% ซึ่งสำหรับ รศ.ดร.วัชรินทร์ เธอระบุว่าไม่ใช่สัดส่วนที่แปลก เพราะจากการที่เคยใช้ชุดตรวจชนิดนี้ ตรวจคนในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสานรวมกว่า 200,000 คนก่อนหน้านี้ ก็พบค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 29-30%

รักษาการ ผอ.สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี ม.ขอนแก่น อธิบายเหตุที่ตรวจคัดกรองพบในเปอร์เซ็นต์เท่านี้ เป็นเพราะชุดตรวจชนิดนี้สามารถตรวจเจอร่องรอยของพยาธิใบไม้ตับได้แม้มีพยาธิอยู่ในร่างกายจำนวนน้อย ต่างจากการตรวจจากอุจจาระที่หากมีพยาธิจำนวนน้อยก็อาจตรวจไม่เจอได้

เธออธิบายว่าปัจจุบันมีวิธีการตรวจพยาธิใบไม้ตับในคนที่มีชีวิตอยู่ 3 ประเภทหลัก ๆ คือ การตรวจหาไข่ ตรวจหาแอนติเจน และตรวจหาสารพันธุกรรมของพยาธิ

รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าวว่าการตรวจหาไข่พยาธิจากอุจจาระ ด้วยวิธีการที่เรียกว่า Kato-Katz หรืออีกวิธีที่เรียกว่า FECT มีข้อจำกัดคือเป็นการใช้ตัวอย่างอุจจาระเพียงเล็กน้อย หลักไม่กี่กรัมเท่านั้น นำมาส่องกล้องหาไข่พยาธิ ดังนั้นหากจำนวนพยาธิมีไม่มากพอ หรือคนที่เป็นผู้ส่องกล้องหาพยาธิมีความเชี่ยวชาญไม่มากพอ ก็อาจส่องไม่เจอไข่พยาธิใบไม้ตับ หรือประเมินชนิดของไข่พยาธิผิดพลาดได้

ขณะที่การตรวจอณูชีววิทยาโมเลกุลที่เรียกว่า พีซีอาร์ (PCR) ซึ่งเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรม รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าวว่า สารตั้งต้นที่ต้องใช้ในการนำมาตรวจด้วยวิธีนี้คือดีเอ็นเอของพยาธิ ซึ่งก็มีที่มาจากไข่ของพยาธิที่อยู่ในอุจจาระเช่นกัน ซึ่งเธอบอกว่า "มันก็ต้องสุ่มให้ถูก มันถึงจะได้ไข่ไปสกัดดีเอ็นเอ"

ทว่าชุดตรวจ OV-ATK แบบที่ใช้ตรวจนิสิตนักศึกษาในมหาสารคามนั้น รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดีอธิบายว่า เป็นการตรวจจากสารตั้งต้นคนละส่วน

"OV-RDT (ชื่อเรียกอีกชื่อของ OV-ATK) มันเป็นการตรวจชิ้นส่วนโปรตีนของพยาธิ ปกติพยาธิเป็นสิ่งมีชีวิต เวลามันอยู่ในร่างกายเรามันก็มี activity (กิจกรรม) ของมัน... ระหว่างทางมันก็จะมีการพ่นสารแอนติเจนต่าง ๆ ของมัน ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของพยาธิ ออกมาอยู่ตลอดเวลา" เธออธิบาย

รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าวต่อไปว่า "พอพยาธิที่อยู่ในร่างกายมันมีกิจกรรมอย่างที่ว่า มันก็จะหลั่งตัวแอนติเจนของมันออกมาตามกระแสเลือด และบางส่วนมันก็ออกมาขับออกมาพร้อม ๆ กับน้ำดีมาลงที่ลำไส้เหมือนกัน ฉะนั้นแอนติเจนไปได้ทั้งในอุจจาระ เราก็เคยตรวจในอุจจาระด้วย... บางส่วนก็ออกมากับยูรีน (urine) ก็คือปัสสาวะ เราก็ตรวจเจอในปัสสาวะด้วย แต่เวลาที่เราจะทำงาน ถ้าให้เลือก เราก็เลือกปัสสาวะ"

"ในอดีตการตรวจอุจจาระได้ผลดีมาก เพราะว่าอะไร ในอดีต 30-40 ปีที่แล้ว ในประชากรโดยเฉพาะอีสานของเรา คนติดเชื้อพยาธิในตัวคน[หนึ่งคน] มีพยาธิเยอะมาก เป็นหลักร้อยหลักพันตัว ฉะนั้นสุ่มเอาไข่จากอุจจาระหย่อมไหนของอุจจาระไปก็ตรวจเจอ นึกออกไหมคะ" รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าว

"แต่ว่าปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเรามีการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มานานแล้ว 30-40 ปี สถานการณ์ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ อาจารย์ใช้คำว่าดีขึ้นในเชิงคุณภาพ เพราะว่าในเชิงคุณภาพหมายความว่าอะไร ตอนนี้คนที่ติดเชื้อเป็นหลักร้อยหลักพันตัวไม่ค่อยมีแล้ว ตอนนี้คนที่ติดเชื้อนี่หลักหน่วยหลักสิบแค่นั้น ฉะนั้นอันนี้เป็นข้อจำกัดว่าทำไมถึงตรวจอุจจาระแล้วไม่เจอ" รักษาการ ผอ.สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี ม.ขอนแก่น กล่าว

ข้อมูลรอบ 10 ปีพบตรวจเจอพยาธิใบไม้ตับลดลง แต่มะเร็งท่อน้ำดีเท่าเดิม

พญ.จุไร จากกรมควบคุมโรค บอกบีบีซีไทยว่า จากการตรวจคัดกรองจากอุจจาระประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 30 จังหวัดภาคเหนือและภาคอีสาน ตามแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ปี 2559 – 2568 พบว่าอัตราความชุกของโรคพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่เสี่ยงมีสัดส่วนลดลง จากตัวเลข 16.27% ในปี 2559 เป็น 2.53% ในปี 2568 บ่งชี้ว่าสถานการณ์โรคมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายของกรมควบคุมโรคที่ต้องการจะลดให้เหลือ 1% ซึ่งในปีนี้คือ 2569 ก็ต้องเริ่มทำแผนฉบับใหม่เพื่อรณรงค์เรื่องนี้ต่อ

ทว่า รศ.ดร.วัชรินทร์ จากสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี บอกบีบีซีไทยว่าสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีในรอบทศวรรษที่ผ่านมากลับไม่ลดลงเลย

"ตัวเลขไม่ลดลง เหมือนจะมากขึ้นด้วยซ้ำ" รักษาการ ผอ.สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดีกล่าว โดยเธอให้ข้อมูลว่าในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มีตัวเลขสะสมของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในไทยรวมกว่า 200,000 คน โดยเฉลี่ยพบผู้ป่วยปีละ 20,000 คน ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่ง คือ 10,000 กว่าคนอยู่ภาคอีสาน

เธอยังกล่าวด้วยว่า จากการศึกษาโดยใช้แบบจำลองแฮมสเตอร์ (hamster model) ที่ผ่านมา เคยพบว่าการที่มีจำนวนพยาธิใบไม้ตับน้อย ๆ ไม่ได้หมายความโอกาสในการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีจะน้อยลง แต่ "พยาธิกี่ตัวก็นำไปสู่มะเร็งท่อน้ำดีได้"

"ปัจจัยอันนี้อยู่ที่เวลา เราพบว่ายิ่งได้รับยาช้า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในท่อทางเดินน้ำดีมันก็จะยิ่งโคลนที่จะไปเป็นมะเร็ง ฉะนั้นหลักการก็คือถ้าพบว่าติดเชื้อ รีบรักษา มันก็จะไปลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง" รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าว พร้อมให้ข้อมูลว่าส่วนใหญ่แล้วโรคพยาธิใบไม้ตับมักจะใช้เวลาฝังอยู่ในร่างกายนาน 10-15 ปี โดยที่คนไข้แทบไม่มีอาการ ก่อนที่จะมาพบทีหลังตอนที่เป็นมะเร็งแล้ว ซึ่ง 70% ของโรคมะเร็งท่อน้ำดีในไทย เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ

"จริง ๆ จะบอกว่าพยาธิใบไม้ตับรักษาง่ายมากเลย ก็ใช้ยาถ่ายที่มีชื่อว่าพราซิควอนเทลกินตามน้ำหนัก 15 กิโลกรัมก็กินเม็ดหนึ่ง กินทีเดียวก็หาย แล้วก็ป้องกันได้ด้วยถูกไหม ง่ายนิดเดียวเลย" รศ.ดร.วัชรินทร์บอก และย้ำว่านี่ไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หากรู้ตัวเร็วและรักษาไว

"ไอ้ความน่ากลัวมันคือ consequence (ผลสืบเนื่อง) ของพยาธิใบไม้ตับ ก็คือถ้ามันมีพยาธิอยู่ในตัวนาน ๆ แล้วไม่รู้ ก็ปล่อยไป เพราะมันไม่มีอาการนี่ ติดพยาธิถ้ามันไม่ติดเป็นหลักหลายพันตัวมันไม่มีอาการอยู่แล้ว 10-20 ตัว อยู่ในท่อทางเดินน้ำดีนี่อยู่แบบปกติสบาย ๆ อยู่กันอย่างมีความสุขเลย แล้วก็ไปปะทุอีกทีสัก [ตอนอายุ] 40-50 เป็นมะเร็ง" เธอกล่าว

เป็นไปได้ไหมที่ชาวอีสานจะเลิกกินเมนูปลาน้ำจืดแบบดิบ

การศึกษาหลายชิ้นที่ย้อนหลังไปถึงสามทศวรรษบ่งชี้ว่าพฤติกรรมการกินอาหารดิบ หรือปรุงแบบสุก ๆ ดิบ ๆ ของชาวอีสาน ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และหนึ่งในเนื้อสัตว์ที่ได้รับความนิยมคือปลา เพราะคือสัตว์ที่หาได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติโดยไม่ต้องลงทุนเลี้ยงอย่างเนื้อวัว ซึ่งเพิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นในระยะหลัง ในกลุ่มคนเมืองหรือคนที่มีฐานะมากกว่า

ในรายงานการวิจัยเรื่อง วัฒนธรรมการบริโภคอาหารของชาวอีสาน: การสืบสานภูมิปัญญาและมรดกจากธรรมชาติ ที่ตีพิมพ์โดยอาศรมวิจัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2540 ช่วงหนึ่งอ้างอิงถึงพฤติกรรมการบริโภคปลาของชาวอีสาน ถือว่าเป็นอาหารหลักที่มีความสำคัญรองจากข้าว โดยนอกจากสามารถนำมาทำอาหารกินได้ทันทีหลังจับ ยังสามารถหมักเป็นปลาร้าเอาไว้กินในหน้าแล้งได้ด้วย ตามพฤติกรรมการบริโภคของชาวอีสานในอดีตที่เน้นปรุงอาหารจากวัตถุดิบที่หาได้ตามธรรมชาติในพื้นที่

ขณะที่หนังสือเรื่อง อาหารการกินและการเป็นหนอนพยาธิ: มุมมองทางมานุษยวิทยา โดยรุ่งวิทย์ มาศงามเมือง ที่จัดพิมพ์โดยภาควิชาเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2541 ระบุว่าสอดคล้องกันถึงความสำคัญของปลากับวิถีชีวิตของชาวชนบทอีสาน โดยบอกว่าชาวชนบทอีสานมีวิธีการปรุงปลา 3 แบบ ทั้งแบบสุก สุก ๆ ดิบ ๆ และดิบ โดยมีเมนูดิบ เช่น ก้อย หรือปลาดิบ และเมนูสุก ๆ ดิบ ๆ อาทิ ลาบปลา ปลาส้ม ปลาจ่อม หม่ำปลา และปลาร้า

หนังสือดังกล่าวยังอ้างอิงการศึกษาในอดีตในพื้นที่บ้านหัวดง จ.ขอนแก่น ที่เคยตรวจอุจจาระคนในพื้นที่ 250 คน พบว่ากลุ่มที่บริโภคก้อยปลา ปลาส้ม และปลาจ่อม ตรวจพบเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับในสัดส่วนที่มากกว่ากลุ่มที่ไม่บริโภคอาหารชนิดดังกล่าว

นอกจากนี้ บทความเรื่อง วัฒนธรรมไท-ลาวกับการแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี: กรณีศึกษาลุ่มน้ำสงครามตอนกลาง โดยเทพพร มังธานี ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในปี 2562 ระบุว่าพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกินปลาดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ ในอีสานตั้งแต่ยุคที่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว โดยมีร่องรอยปลาดิบในวรรณคดีสำคัญของอีสานที่บันทึกด้วยอักษรไทน้อยและอักษรธรรม และมีการถ่ายทอดวัฒนธรรมการกินปลาเกล็ดขาวสุก ๆ ดิบ ๆ ทั้งในระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชนหรือสังคม

การศึกษาของเทพพรยังไปสัมภาษณ์ผู้ที่ชื่นชอบการกินปลาดิบในพื้นที่ ซึ่งให้เหตุผลสนับสนุนการกินปลาดิบต่าง ๆ นานา ทั้งวัฒนธรรมการช่วยกันล้อมซุ้มจับปลาในชุมชน ไปจนถึงมีความเชื่อว่าเมื่อดื่มเหล้าขาว หรือปรุงรสด้วยของเปรี้ยว เช่น มดแดง หรือมะนาว หรือของเผ็ดและพืชรสฝาด จะสามารถฆ่าพยาธิได้

ความเชื่อเช่นนี้ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันเช่นกัน ซึ่ง พญ.จุไร จากกรมควบคุมโรค ย้ำเตือนผ่านบีบีซีไทยว่าวิธีการเหล่านี้ไม่สามารถฆ่าพยาธิใบไม้ตับได้ วิธีการที่จะกำจัดพวกมันได้คือการอาศัยความร้อน โดยการปรุงอาหารให้สุกก่อนกินเท่านั้น

"บางคนคิดว่าบีบมะนาว หรือว่าใช้พริก หรือใช้อะไรอย่างอื่นอย่างนี้" เธอสะท้อนถึงความเชื่อที่ยังหลงเหลืออยู่ ก่อนจะยืนยันว่าวิธีการเหล่านี้ "ไม่สามารถฆ่าตัวอ่อนของพยาธิ [ใบไม้ตับ] ในระยะติดต่อได้"

อย่างไรก็ดี พญ.จุไร มองว่า อัตราความชุกของโรคพยาธิใบไม้ตับที่ลดลงในรอบทศวรรษที่ผ่านมา จากการตรวจของกรมควบคุมโรค อาจเป็นเครื่องสะท้อนได้ส่วนหนึ่งว่า คนอีสานอาจมีพฤติกรรรมการกินปลาดิบลดลงบ้างแล้ว

"มันก็เปลี่ยนได้บ้าง แต่ว่าอาจจะยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะต้องมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง แล้วก็ต้องอาศัยหน่วยงานในพื้นที่ด้วยที่ต้องมาช่วยในการรณรงค์ เพราะว่ามันจะเป็นความคุ้นเคย เคยชินที่ในพื้นที่ปฏิบัติกันมายาวนาน" เธอกล่าว

โฆษกของกรมควบคุมโรค กล่าวด้วยว่าการปรับพฤติกรรมค่อนข้างที่จะยาก โดยเฉพาะถ้าเป็นสิ่งที่ทำกันมาอย่างยาวนาน

"อาจจะต้องใช้เวลานิดหนึ่งในการปรับเปลี่ยน แต่ว่าอย่างที่บอกว่าแผนยุทธศาสตร์ เราจะมีแผนต่อไป ซึ่งกำลังกำหนดในของปีนี้ซึ่งควรจะต้องมีการมาคุยกันตรงนี้ว่าจะมีแนวทางในการที่เราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนในพื้นที่ได้อย่างไร" พญ.จุไร กล่าวกับบีบีซีไทย

ด้าน รศ.ดร.วัชรินทร์ จากสถาบันมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น บอกว่าเธอเคยคิดว่าพฤติกรรมการกินปลาดิบนี้จะหายไปในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ๆ แต่ผลตรวจล่าสุดที่พบกลับสะท้อนว่าคนวัยเจนซี (Gen Z) มีสัดส่วนติดพยาธิใบไม้ตับที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน ซึ่งเธอมองว่าปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เป็นเช่นนั้น เพราะกระแสทางออนไลน์

"เราก็รณรงค์เรื่องนี้มานานแล้ว เรื่องอีสานไม่กินปลาดิบ แล้วเราก็คิดว่าเด็กรุ่นใหม่ ๆ เด็ก ๆ ที่เป็นเด็กนักเรียนหรือเจนซี เขาไม่น่าติดพยาธิใบไม้ตับแล้ว แต่ว่าข้อมูลที่มีอยู่ในมืออาจารย์ก็ตัวเลขเดียวกันกับที่ มมส. เลย เด็กอายุ 15-29 ปี ที่เรียกว่าเจนซีมีการติดเชื้อพยาธิอยู่ประมาณเกือบ 30%" เธอเปิดเผย

"ตอนแรกอาจารย์ก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เพราะเราก็คิดมาตลอดว่า เด็กสมัยใหม่เขาไม่ได้กินดิบ ลาบปลา ก้อยปลา เขาไม่น่ากินแล้ว แต่ว่าถ้าคุณเห็นตอนนี้สื่อต่าง ๆ นี่มันเข้าถึงง่าย ถูกไหมคะ แล้วตัวเองเคยเห็นคลิปแบบกินดิบโชว์ไหม แล้วก็มีกินฉีกปลาร้าต่อน [แบบดิบ]… ทุกคนเห็นว่ามันเป็นปกติก็ทำตามเป็นปกติ ฉะนั้นอันนี้ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนเจนซีก็ยังมีการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับค่อนข้างสูง" รศ.ดร.วัชรินทร์ วิเคราะห์

จะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีพยาธิใบไม้ตับ

"วิธีการสังเกตการเป็นพยาธิใบไม้ตับไม่มีค่ะ" รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าว เธอบอกว่านี่คือโรคที่แทบไม่แสดงอาการ หากไม่ได้มีจำนวนพยาธิในร่างกายหลักพันตัวจนไปอุดตันทางเดินท่อน้ำดี ทำให้มีอาการตัวเหลือง หรือตาเหลือง

ส่วนที่ รศ.ดร.วัชรินทร์ บอกว่า "น่ากลัว" ไปกว่านั้น คือแม้พยาธิจะฝังลึกในร่างกายจนพัฒนามาเป็นมะเร็งท่อน้ำดีแล้ว ก็อาจไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาเลย จนกระทั่งโรคมะเร็งอยู่ในระยะลุกลามแล้ว

"ความน่ากลัวของมะเร็งท่อน้ำดีคืออะไรรู้ไหม มันได้รับสมญาว่าเป็นเพชรฆาตเงียบ เพราะว่าถ้ามันเป็นก้อนเล็ก ๆ ในตับ ไม่มีอาการเลย" เธอกล่าว

"ตับเป็นอวัยวะที่ค่อนข้างมหัศจรรย์ ถ้าตับเสียหายไม่เยอะ มันแทบจะไม่มีอาการเลย แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามมีอาการ ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องมาน น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ คันตามตัว ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด แล้วต้องมาโรงพยาบาลด้วยอาการแบบนี้ ส่วนใหญ่เราจะเจอว่าคนไข้กลุ่มนี้คือ stage advanced (ระยะลุกลาม)... ระยะ 3 ระยะ 4 [เป็น] ก้อนใหญ่ ๆ อาจจะลามไปอวัยวะข้างเคียง ซึ่งการรักษาลำบากแล้ว"

ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุด รักษาการ ผอ.สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี แนะนำว่าหากรู้ตัวว่ามีความเสี่ยง สามารถขอรับชุดตรวจ OV-ATK ได้ที่ร้านยาหรือคลินิกเวชกรรมที่ร่วมโครงการของ สปสช. และหากตรวจเจอก็สามารถรักษาได้ด้วยยาถ่ายพยาธิที่เรียกว่า พราซิควอนเทล ซึ่งมีทั้งตามร้านขายยาและคลินิกเวชกรรม โดยเธอย้ำว่า "ไม่สามารถใช้ยาถ่ายพยาธิตัวอื่นแทนได้" เพราะทำงานถ่ายพยาธิคนละชนิดกัน

ทั้งนี้ มุมมองของเธอแตกต่างจาก พญ.จุไร ที่มองว่าแม้จะตรวจด้วย OV-ATK และเจอผลเป็นบวกแล้ว ก็ควรต้องผ่านการตรวจอุจจาระซ้ำก่อน ซึ่งกรมควบคุมโรคก็เตรียมใช้วิธีการนี้ตรวจซ้ำกับนิสิตนักศึกษาใน จ.มหาสารคาม โดยหากพบว่าผลเป็นบวก คือเจอไข่พยาธิในอุจจาระ ก็จะให้ยาถ่ายพยาธิเพื่อรักษา ส่วนหากผลเป็นลบ แต่ประเมินว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง ก็อาจจะพิจารณาให้ยาได้เช่นกัน เพราะยาไม่ได้มีอันตรายอะไรนอกจากจะทำให้ง่วงนอน

อย่างไรก็ดี หากพบผลตรวจอุจจาระเป็นลบ และตัวนิสิตนักศึกษาก็ไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยง พญ.จุไร ระบุว่า อาจพิจารณาตรวจซ้ำต่างวาระกันและติดตามอาการเป็นราย ๆ ไป

บีบีซีไทยถาม รศ.ดร.วัชรินทร์ ว่า เมื่อโรคสามารถรักษาได้ด้วยยาถ่ายพยาธิ เช่นนั้นแล้วเราอาจไม่ต้องกังวลมากเมื่อเผลอกินปลาน้ำจืดเกล็ดขาวที่ปรุงไม่สุก เพราะหากตรวจเจอก็รักษาได้เรื่อย ๆ หรือไม่

รศ.ดร.วัชรินทร์ แย้งว่า "อันนี้เป็นคำถามที่อันตรายมาก" และบอกว่าการติดเชื้อซ้ำ ๆ แม้จะรักษาเรื่อย ๆ ก็เป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี

"การศึกษาของเราพบว่าถ้าติดเชื้อซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ไม่ใช่ว่าติดเชื้อ ไปตรวจ ติดเชื้อ กินยา แล้วไม่เลิกพฤติกรรม ก็ติดเชื้อใหม่ พอติดเชื้อ ก็กินยา แต่ไม่เลิกพฤติกรรม ติดเชื้อใหม่ สิ่งนี้จะทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดีมากขึ้น" เธอกล่าว ก่อนจะย้ำต่อว่า "ฉะนั้นถ้ากินดิบ ตรวจเจอ กินยา หยุดเลย หยุดเลย ไม่เหมือนพยาธิอื่น ๆ อันนี้ตัวสำคัญคือมันก่อมะเร็งได้"

เมื่อถามเธอในฐานะที่ทำงานในพื้นที่ภาคอีสานมาราว 30 ปีว่าคนอีสานจะสามารถเลิกกินดิบได้หรือไม่ เธอแสดงความเห็น "คนอีสานเลิกกินดิบได้เลยก็อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ว่าอย่างที่เรารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นยาก"

"เรื่องนี้ถามว่าจะทำให้คนเลิกพฤติกรรม 100% ในวันสองวันนี้ไหม หรือว่าปีสองปีนี้ไหม ยากนะ เพราะวัฒนธรรมนี้มันอยู่คู่กับมนุษย์มา ตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาบนโลกนี้เราก็กินดิบถูกไหม ประเทศอื่น ๆ เขาก็กินดิบ เพียงแต่ว่าประเทศเรามันโชคร้ายตรงที่ปลาน้ำจืดเกล็ดขาววงศ์ปลาตะเพียนของเรามันมีพยาธิใบไม้ตับ แล้วพยาธิใบไม้ตับมันก็ดันเป็นพยาธิที่ก่อมะเร็ง"

"ฉะนั้นเรื่องการกินดิบ ถามว่ายากไหม ท้าทายมากค่ะ แต่ก็ต้องทำ" รศ.ดร.วัชรินทร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวสรุป