จากไม่มีเงิน นอนข้างถนน ชายไนจีเรียในอังกฤษกลายมาเป็นผู้ให้คำแนะนำทางการเงินได้อย่างไร ?

ที่มาของภาพ, Peter Komolafe
- Author, รายการเอาต์ลุค (Outlook)
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
ตอนอายุ 18 ปี ปีเตอร์ โคโมลาเฟ ย้ายจากประเทศไนจีเรียมาอยู่ที่สหราชอาณาจักร เขาทั้งไม่มีเงิน ใช้ชีวิตแบบไร้ทิศทาง และต้องอยู่ข้างถนน เขาถูกส่งมายังประเทศแห่งนี้พร้อมความหวังจากพ่อแม่ให้เขามาเริ่มต้นชีวิตใหม่
แม้เริ่มต้นจากการไร้ซึ่งเงินทอง ตอนนี้โคโมลาเฟกลายเป็นหนึ่งในผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินที่ได้รับความเคารพนับถือมากที่สุด ทั้งยังเป็นนักเขียนและวิทยากรที่มีคนต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่งด้วย
เขาเกิดในประเทศอังกฤษเมื่อปี 1979 โดยพ่อแม่ของเขาเป็นชาวไนจีเรียที่เดินทางมาอังกฤษเพื่อศึกษา ทำงาน และหาเงินส่งกลับไปช่วยเหลือครอบครัวที่บ้านเกิด
พ่อแม่ของเขาลงประกาศในหนังสือพิมพ์เพื่อหาครอบครัวอุปถัมภ์ชาวอังกฤษมาช่วยเลี้ยงดูเขา
การจัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ในลักษณะนี้เป็นข้อตกลงส่วนตัวที่ไม่ได้ผ่านหน่วยงานของรัฐ ซึ่งพบได้ค่อนข้างบ่อยในยุคนั้น และบางครั้งเรียกว่า "farming" (อ่านว่า 'ฟาร์มมิง')
โคโมลาเฟมีอายุเพียง 3 เดือน ตอนที่เขาได้รับการอุปถัมภ์จากครอบครัวซอนเดอร์ส คู่สามีภรรยาผิวขาวในเมืองชายฝั่งเฮสติงส์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ

ที่มาของภาพ, Peter Komolafe
"ผมโชคดีมากที่ได้มาอยู่กับครอบครัวซอนเดอร์ส" โคโมลาเฟเล่า
ทว่าชีวิตในโรงเรียนของเขาไม่ได้ราบรื่น การเป็นเด็กผิวดำในพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว ทำให้เขาต้องเผชิญกับการเหยียดเชื้อชาติ ทั้งการถูกตั้งฉายาดูหมิ่น ถูกล้อเลียนด้วยเสียงร้องเลียนแบบลิง และถูกรังแกอยู่เป็นประจำ จนหลายครั้งเขาร้องไห้ระหว่างทางกลับบ้าน
พ่อแม่อุปถัมภ์ของเขาเคยร้องเรียนไปที่โรงเรียน แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สุดท้ายพ่ออุปถัมภ์จึงบอกให้เขาลุกขึ้นปกป้องตัวเอง และเขาก็ทำเช่นนั้น
"ทุกอย่างหยุดลงทันที หลังจากนั้นเด็กคนนั้นไม่กล้ามองหน้าผมอีกเลย" โคโมลาเฟเล่าความหลัง
ทุกช่วงปิดเทอมฤดูร้อน โคโมลาเฟจะใช้เวลาหลายสัปดาห์กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ก่อนกลับมายังเมืองเฮสติงส์ แต่แทนที่จะตั้งตารอไปพบพ่อแม่ทางสายเลือดของตัวเอง เขากลับรู้สึกหวาดหวั่นกับการเดินทางเหล่านั้น เพราะมันทำให้กิจวัตรประจำวันของเขาสะดุด ต้องห่างจากเพื่อน ๆ และไปอยู่ในสถานที่ที่เขาไม่รู้สึกว่าเป็นบ้าน
กระทั่งช่วงฤดูร้อนปีหนึ่ง เมื่อเขาอายุได้ 8 ขวบ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดซึ่งย้ายกลับไปอยู่ไนจีเรียแล้วในเวลานั้น ส่งเขาขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปหาพวกเขา
นั่นเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตของเขา โคโมลาเฟใฝ่ฝันอยากเป็นนักบินมาตั้งแต่เด็ก และหลงใหลความคิดที่จะได้มองโลกจากบนท้องฟ้า
"ผมตื่นเต้นมาก แค่ได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิตก็ดีใจแล้ว" โคโมลาเฟกล่าวเพิ่มเติม
ประเทศที่ไม่คุ้นเคย
โคโมลาเฟยังจำได้ดีถึงช่วงเวลาที่เครื่องบินลงจอดที่สนามบินในนครลากอส ประเทศไนจีเรีย เขาเผชิญหน้ากับเสียงอึกทึกและความวุ่นวายรอบตัว ตอนนั้นเขาพูดได้แค่ภาษาอังกฤษและไม่เข้าใจภาษายอรูบาซึ่งเป็นภาษาที่ครอบครัวของเขาใช้พูดคุยกันสักคำเดียว
แม่แท้ ๆ ของเขามารับที่สนามบิน ก่อนขับรถเป็นเวลาหลายชั่วโมงไปตามถนนมืด ๆ สู่สถานที่ที่เขาไม่เคยรู้จัก
เขาผล็อยหลับไป และเมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นเขาตื่นขึ้นมาพบว่ามีญาติจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อพบเขา รูปลักษณ์ที่แตกต่างจากคนรอบข้างทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจ ทุกคนต่างขอให้เขาพูด เพื่อจะได้ฟังสำเนียงอังกฤษของเขา
โคโมลาเฟเล่าว่า "มันค่อนข้างกดดัน เหมือนมีงานอีเวนต์อะไรสักอย่าง ผมกลายเป็นเหมือนตัวดึงดูดหลักของงาน ทั้งที่เพิ่งตื่นนอน แล้วก็เอาแต่คิดว่า 'ผมอยู่ที่ไหน' และ 'คนพวกนี้คือใคร'"
เขานับวันรอให้การเดินทางที่คิดว่าน่าจะเป็นเวลาสัปดาห์สิ้นสุดลง ต่อมาในเช้าวันหนึ่ง ด้วยความตื่นเต้นของโคโมลาเฟ เขาเก็บกระเป๋าเดินทางเรียบร้อยแล้วเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น
"เราจะไปสนามบินเมื่อไร เที่ยวบินกี่โมงครับ"
แม่ของเขาหัวเราะ ก่อนบอกความจริงว่า จากนี้ไปเขาจะอาศัยอยู่ที่นี่แล้ว
"ผมรู้สึกทั้งผิดหวัง สิ้นหวัง โกรธมาก และเหมือนติดอยู่ในสถานการณ์ที่หนีไปไหนไม่ได้ เพราะตอนอายุ 8 ขวบ คุณแทบไม่มีทางเลือกอะไรเลย"
เขาขังตัวเองอยู่ในห้องและปฏิเสธที่จะพูดกับใคร
เพื่อแสดงการต่อต้านอย่างเงียบ ๆ เขาปฏิเสธที่จะพูดภาษายอรูบา แม้ตอนหลังเขาจะเรียนจนพูดได้คล่องที่โรงเรียน เขาก็ไม่เคยบอกให้ครอบครัวรู้ และจะตอบโต้ก็ต่อเมื่อมีคนพูดกับเขาเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น
"นั่นเป็นวิธีเดียวที่ผมจะแสดงให้พวกเขารู้ว่าผมไม่มีความสุขกับการอยู่ที่นี่"
หลายปีแรกเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก เขาถูกรังแกเพราะความแตกต่างและเพราะสำเนียงอังกฤษของตัวเอง แม้จะค่อย ๆ ปรับตัวได้ แต่เขาไม่เคยสลัดความรู้สึกที่ว่านี่ไม่ใช่สถานที่ที่เขาควรอยู่ได้เลย
ตลอดช่วงเวลานั้นโคโมลาเฟพกปากกา ดินสอ และกระดาษติดตัวไปทุกที่ เขาเขียนเรื่องสั้น จดบันทึกประจำวัน และเมื่ออายุ 15 ปี เขาก็เริ่มเขียนข้อความโฆษณาให้กับยูนิเซฟ
"บางทีอาจเพราะผมไม่ชอบสถานที่ที่ตัวเองอยู่ เลยทำให้การจินตนาการถึงสถานที่อื่นเป็นเรื่องง่ายกว่า"
พื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่ไม่มีทั้งน้ำประปาและไฟฟ้า อาหารก็มีอยู่อย่างจำกัด
"ผมถูกสอนตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า หากอยากหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่เลวร้าย นั่นเป็นความรับผิดชอบของตัวเองที่จะต้องหาทางออก" โคโมลาเฟกล่าว
ตลอดระยะเวลานั้นเขามักนอนลืมตาอยู่บนเตียง มองเครื่องบินที่บินผ่านเหนือศีรษะ พร้อมกับรู้ดีว่าสักวันหนึ่ง เขาจะต้องได้ขึ้นไปอยู่บนเครื่องบินลำนั้นให้ได้
เงินเล็กน้อยกับที่อยู่เก่า

ที่มาของภาพ, Peter Komolafe
หลังเรียนจบระดับมัธยมศึกษา พ่อแม่ของโคโมลาเฟก็ยอมรับว่าเขาไม่อาจปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตในไนจีเรียได้เลยจริง ๆ จึงเก็บเงินเพื่อส่งโคโมลาเฟกลับไปยังกรุงลอนดอน
การเดินทางเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พ่อของเขาบอกให้เตรียมตัวออกเดินทางภายในเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่เพียงสามวันต่อมาเขากลับได้รับแจ้งว่า "อีกสี่ชั่วโมงนายต้องออกเดินทางแล้ว ไปเก็บกระเป๋า"
โคโมลาเฟรีบคว้าสิ่งของเท่าที่จะเก็บลงกระเป๋าได้ และไปสนามบินทันที
เขามีเงินเพียง 67 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,200 บาท) และที่อยู่ของบ้านครอบครัวอุปถัมภ์เก่า ซึ่งเขาไม่ได้ติดต่อกันมานานถึง 10 ปี อีกทั้งครอบครัวดังกล่าวก็ไม่รู้เลยว่า ปีเตอร์ใช้ชีวิตอยู่ในไนจีเรียตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
ในวัย 18 ปี เขาแทบไม่มีความรู้เรื่องการเงิน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินในกระเป๋าจะซื้ออะไรได้บ้าง หรือจะเกิดอะไรขึ้นหากครอบครัวอุปถัมภ์ไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้นแล้ว
เขาเดินทางถึงสนามบินฮีทโธรว์ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของเดือน ต.ค. โดยปราศจากเสื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศ จากนั้นเขานั่งรถไฟไปยังเมืองเฮสติงส์ และเดินไปเคาะประตูบ้านของครอบครัวอุปถัมภ์
ผลปรากฏว่าไม่มีใครตอบรับ
เขานั่งทนความหนาวอยู่หน้าบ้านนานถึง 3 ชั่วโมง ก่อนที่เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามจะจดจำเขาได้
ไม่นานหลังจากนั้นพ่อแม่อุปถัมภ์ก็กลับมาถึงบ้าน ความโล่งใจถาโถมเข้ามา แต่ความรู้สึกนั้นก็อยู่แค่เพียงครู่เดียว
"ตอนนั้นผมยังไร้เดียงสามาก ผมคิดว่าพวกเขาคงจะต้อนรับผมอย่างอบอุ่น แต่เมื่อมองย้อนกลับไป พวกเขาไม่ได้ข่าวคราวจากผมมานานถึง 10 ปี ชีวิตของพวกเขาเดินหน้าต่อไปแล้ว พวกเขามีลูกอีกคน และพวกเขาก็ไม่ได้เป็นครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย" โคโมลาเฟย้อนความทรงจำ
เขาพักอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ราว 1-2 เดือน โดยพ่ออุปถัมภ์ช่วยให้เขาขอหมายเลขประกันสังคมแห่งชาติ และยังช่วยให้เขาเริ่มต้นตั้งหลักชีวิต หางานแรกได้ ส่วนซิลเวีย แม่อุปถัมภ์ก็ช่วยเหลือเขาเท่าที่จะทำได้
"ท้ายที่สุด ผมก็รู้ว่าตัวเองต้องก่อร่างสร้างเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง" โคโมลาเฟกล่าว
ใช้ชีวิตข้างถนน
โคโมลาเฟได้งานเป็นพนักงานจัดสินค้าเข้าชั้นวางในร้านค้า และนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขามีเงินเดือนเป็นของตัวเอง
เขาย้ายเข้าไปอยู่ในแฟลตที่เช่าร่วมกับผู้อื่น แต่แทบไม่มีทักษะในการบริหารเงิน เขาใช้เงินจนหมดโดยไม่ได้กันค่าเช่าเอาไว้ สุดท้ายจึงถูกไล่ออกจากที่พัก
เขาเคยคิดจะกลับไปหาครอบครัวอุปถัมภ์ แต่ก็ตัดสินใจทำเช่นนั้นไม่ลง เพราะรู้สึกว่าครอบครัวอุปถัมภ์ให้โอกาสเขาในการเริ่มต้นชีวิตแล้ว แต่เขากลับทำโอกาสนั้นหลุดมือไป
เขาจึงใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้านราวหนึ่งเดือน ทุกคืนเขาต้องออกตามหาสถานที่ที่พอจะให้ความอบอุ่นหรือสบายกว่าที่อื่นเพื่อหลับนอน
"มันทั้งเหนื่อยและเลวร้ายมาก" เขากล่าว
แต่แล้วความช่วยเหลือก็มาถึงเขาจากคนที่คาดไม่ถึง ชายคนหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ "คีธทีธ" (Keith Teeth) ซึ่งเป็นฉายาที่ตั้งตามลักษณะฟันที่ผุและไม่สวยของเขา
คืนหนึ่งในช่วงสุดสัปดาห์ คีธพบโคโมลาเฟกำลังพยายามนอนหลบหนาวอยู่ใต้โต๊ะ จึงชวนให้ไปนอนบนโซฟาที่บ้านของเขา
ไม่กี่วันต่อมา คีธก็ชวนเขาไปพักที่บ้านของแม่ ในหมู่บ้านไรย์ที่อยู่ไม่ไกล
"ถ้าคืนนั้นผมไปนอนอยู่อีกมุมหนึ่งของถนน ผมก็คงไม่ได้เจอเขา" โคโมลาเฟกล่าว
โคโมลาเฟใช้ช่วงเวลานั้นเพื่อตั้งหลักชีวิตใหม่ ก่อนยื่นขอเข้าพักในที่พักสำหรับคนไร้บ้าน และเริ่มหางานทำ เขาได้รับเรียกสัมภาษณ์งาน 2 แห่ง หนึ่งในนั้นคือธนาคารแห่งหนึ่งในเมืองอีสต์บอร์น ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 30 นาที แต่เขาเกือบตัดสินใจไม่ไปสัมภาษณ์
ช่วงที่ไร้บ้าน เพื่อให้มีเงินซื้ออาหารเขาเคยออกเช็คโดยที่บัญชีไม่มีเงินเพียงพอทำให้เป็นหนี้ธนาคารหลายแห่ง เขากังวลว่าประวัติทางการเงินของตัวเองจะทำให้ไม่มีทางได้งานนี้
เขาไม่อยากไปสัมภาษณ์เลย แต่ได้รับแจ้งว่าหากไม่ไป เขาอาจถูกตัดสิทธิ์รับเงินสวัสดิการ
"ยังไงผมก็คงไม่ได้งานอยู่ดี" เขาคิด ก่อนเดินเข้าไปสัมภาษณ์ในชุดกางเกงยีนส์กับเสื้อแจ็กเก็ตหนัง แต่ผู้สัมภาษณ์กลับบอกว่า เขาเหมาะจะเป็นพนักงานแคชเชียร์ของธนาคารอย่างยิ่ง
"เธอมองเห็นบางอย่างในตัวผม ที่แม้แต่ตัวผมเองก็ยังมองไม่เห็น" โคโมลาเฟกล่าวย้อนถึงวันนั้น
จุดเปลี่ยน

ที่มาของภาพ, Peter Komolafe
โคโมลาเฟค้นพบสิ่งที่ไม่คาดคิด นั่นคือทั้งความหลงใหลและความสามารถของตัวเอง
"แปลกเหมือนกันนะ แต่ผมเก่งเรื่องการอธิบายให้คนเข้าใจ เช่น ถ้าปรับวิธีจัดการเงินนิดหน่อย เงินของคุณก็อาจงอกเงยได้มากขึ้น" เขากล่าว
แค่เพียงกลางปีแรกของชีวิตการทำงานของเขา โคโมลาเฟก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานกับลูกค้าโดยตรงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน
จากนั้นเส้นทางอาชีพของเขาก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เขาย้ายไปทำงานกับธนาคารที่ใหญ่ขึ้น รับผิดชอบด้านการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและการพัฒนาธุรกิจ
ในช่วงสุดสัปดาห์เวลาไปเยี่ยมเพื่อน เขามักมองเห็นย่านแคนารีวอร์ฟอยู่ฝั่งตรงข้ามของผืนน้ำ
แคนารีวอร์ฟคือศูนย์กลางการเงินของกรุงลอนดอน และเป็นที่ตั้งของธนาคารและบริษัทการเงินชั้นนำของโลกหลายแห่ง ซึ่งโคโมลาเฟมองว่าหากได้ทำงานที่นั่นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
ทุกครั้งที่เดินอยู่ท่ามกลางตึกระฟ้าของย่านนั้น เขามักบอกกับตัวเองว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องได้ทำงานที่นี่ให้ได้
เมื่อถึงปี 2012 ความฝันของโคโมลาเฟก็กลายเป็นจริง เขาได้รับตำแหน่งงานในบริษัทประกันภัยและบริการทางการเงินระดับโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสำนักงานอยู่บนชั้น 50 ของอาคารวันแคนาดาสแควร์ (One Canada Square) หนึ่งในตึกระฟ้าที่สูงและเป็นสัญลักษณ์ของย่านแคนารีวอร์ฟในกรุงลอนดอน
"มันเหมือนโลกอีกใบเปิดออกมาต่อหน้าผม หนังเรื่องโปรดของผมคือ The Pursuit of Happiness การเดินทางของผมสู่แคนารีวอร์ฟก็เป็นเหมือนช่วงเวลาแห่งการไล่ตามความสุขของตัวเอง" โคโมลาเฟกล่าว
เขาบอกว่า การก้าวจากคนไร้บ้านขึ้นมาทำงานบนชั้น 50 ของตึกระฟ้า โดยไม่มีวุฒิปริญญามหาวิทยาลัย เป็นประสบการณ์ที่ยากจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ
"มันยากที่จะถ่ายทอดให้คนที่ไม่เคยผ่านเรื่องแบบนี้เข้าใจจริง ๆ"
เขากล่าวเสริมว่า "ตอนที่ผมใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน มองเข้าไปในบ้านอันอบอุ่นของผู้คน ผมมักคิดเสมอว่า การได้ใช้ชีวิตแบบนั้นจะรู้สึกดีแค่ไหน"
ภายในเวลาเพียง 5 ปี เขาเติบโตจากพนักงานคอลเซ็นเตอร์ขึ้นมาเป็นผู้บริหารที่ดูแลทีมของตัวเอง และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกคณะผู้บริหาร ซึ่งนับเป็นบุคคลผิวสีคนแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งดังกล่าวของบริษัท
ในเวลาต่อมาโคโมลาเฟตัดสินใจนำความรู้และประสบการณ์ของตนเองมาแบ่งปันให้ผู้อื่น ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รายการโทรทัศน์ และหนังสือ The Money Basics: How to Become Your Own Financial Hero (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า พื้นฐานการเงิน: วิธีเปลี่ยนคุณให้กลายเป็นฮีโร่ทางการเงินของตัวเอง)
แรงผลักดันของเขานั้นเรียบง่าย
"ถ้ามีใครสักคนสอนผม แม้เพียง 10% ของสิ่งที่ผมรู้ในวันนี้ ผมคงตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีกว่านี้มาก" เขากล่าว





























