จะเกิดอะไรขึ้นบ้างใน 1 ปีต่อจากนี้ ระหว่างศาลฎีกาฯ ไต่สวน "คดี 44 สส." ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงฯ

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาคดีหมายเลขดำ คมจ.1/2569 หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดี 44 สส." ครั้งแรกวันนี้ (30 มิ.ย.) โดยวางกรอบพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

นักการเมืองที่มีสถานะเป็น "ผู้คัดค้าน" ในคดีนี้ 7 คน ได้เดินทางมาศาลฎีกา สนามหลวง ด้วยตัวเองเพื่อรับฟังแนวทางการพิจารณาคดี ส่วนที่เหลือมอบหมายให้ทนายความเข้าร่วมกระบวนพิจารณาแทน

ผู้คัดค้าน 10 คน รวมถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภา ไม่ได้มาศาล เพราะอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สส. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เป็นวันที่สอง

คดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กับพวกรวม 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ มาตรา 112) เข้าสู่การพิจารณาของสภาเมื่อปี 2564

ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งเมื่อ 24 เม.ย. ให้รับคำร้องเอาไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยไม่สั่งให้ 10 สส. ปัจจุบันที่ย้ายไปสังกัดพรรค ปชน. หลังการยุบพรรค ก.ก. หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่มีข้อห้ามผู้คัดค้าน "กระทำซ้ำ หรือกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง" มิเช่นนั้นศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

ต่อมา 27 พ.ค. นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มพิราบขาว 2006" เข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ขอให้มีคำสั่งให้นายณัฐพงษ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. เพราะมีกระทำการฝ่าฝืนขัดคำสั่งศาล โดยยก 2 กรณีขึ้นมาอ้างอิงคือ กรณีโพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กของพรรค ปชน. วิจารณ์คณะองคมนตรีที่เข้าร่วมการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเพื่อเตรียมรับมือภัยแล้ง และกรณีโพสต์ข้อความและแสดงความเห็นวิจารณ์ "ระบอบสีน้ำเงิน" เป็นเจ้าของประเทศ

อย่างไรก็ตาม นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายณัฐพงษ์ แถลงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการการพิจารณาของศาลในวันนี้ (30 มิ.ย.) ในทำนองว่า กรณีการให้สัมภาษณ์เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาคดี จึงไม่ใช่การกระทำซ้ำในกรณีที่ถูกกล่าวหาตามคำร้องนี้

องค์คณะพิจารณา "คดี 44 สส." พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ร้อง (นายนพรุจ) ไม่ใช่คู่ความ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง และความปรากฏต่อศาลในกรณีนี้ก็ยังไม่เพียงพอว่าผู้คัดค้าน (นายณัฐพงษ์) กระทำการฝ่าฝืนคำสั่งศาล จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

บีบีซีเข้าร่วมสังเกตการณ์ในห้องพิจารณาคดีของศาลฎีกา ซึ่งองค์คณะวางกรอบไว้เบื้องต้นว่าจะใช้เวลา 1 ปีก่อนมีคำพิพากษา/คำสั่ง และขอสรุปสาระสำคัญจากกระบวนพิจารณาคดีตามที่ศาลอ่าน คำชี้แจงจากเลขานุการองค์คณะผู้พิพากษา รวมถึงข้อมูลที่บีบีซีไทยได้จากการพูดคุยกับคู่ความ

นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในรอบปี ระหว่างศาลฎีกาฯ พิจารณา "คดี 44 สส."

ขั้นตอนต่อไปคืออะไร ?

ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานของคู่ความ วันที่ 4 ส.ค. เวลา 09.30 น. โดยให้คู่ความยื่นแนวทางการไต่สวน และหากมีหลักฐานที่อยู่ในครอบครองของหน่วยงานอื่นและต้องให้ศาลออกหมายเรียก ให้ยื่นคำร้องต่อศาลก่อนภายใน 7 วัน

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น คู่ความคือ ป.ป.ช. ในฐานะผู้ร้อง และอดีต 44 สส. ในฐานะผู้คัดค้าน หรือทนายความผู้รับมอบอำนาจของทั้ง 2 ฝ่าย ต้องมาตรวจพยานหลักฐานนอกรอบกับเลขานุการประจำองค์คณะ วันที่ 25 ก.ค. เวลา 09.30 น. โดยผู้คัดค้านไม่จำเป็นต้องไปศาล แต่ถ้าสะดวก จะมาร่วมตรวจพยานหลักฐานกับทีมทนายก็ได้

ใช้เวลานานแค่ไหน กว่าจะมีคำพิพากษา ?

ศาลฎีกาฯ แต่งตั้งองค์คณะผู้พิพากษา 5 คนให้พิจารณา "คดี 44 สส." โดยมีนายฉัตรไชย ไทรโชติ เป็นเจ้าของสำนวน

ผู้พิพากษารายนี้เป็นหัวหน้าองค์คณะไต่สวนการบังคับโทษจำคุกแก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตนักโทษเด็ดขาดชาย (น.ช.) ที่ถูกส่งตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ไปเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีชั้น 14" ซึ่งมีคำสั่งบังคับโทษจำคุกอดีตนายกฯ เป็นเวลา 1 ปีเมื่อ ก.ย. 2568

เจ้าของสำนวนคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ ให้แนวทางการดำเนินคดีเอาไว้ว่า มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ "ศาลฎีกากำหนดกรอบเวลาไว้ 1 ปีให้มีคำพิพากษา ส่วนจะยืดหรือขยายออกไปหรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้ระหว่างการพิจารณา" เลขานุการองค์คณะชี้แจง

ก่อนหน้านี้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค และฝ่ายกฎหมายของพรรค ปชน. คาดการณ์ว่าศาลจะใช้เวลาพิจารณาคดีนี้ไม่ต่ำกว่า 1-2 ปี เนื่องจากมีผู้คัดค้านมากถึง 44 คน ต่างจากคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ อื่น ๆ ที่มีผู้คัดค้านเพียงคนเดียว แต่ศาลก็ใช้เวลาพิจารณาคดีเกือบ 1 ปี

จะเริ่มไต่สวนได้เมื่อใด ?

ศาลกำหนดวันนัดไต่สวนเบื้องต้น 3 นัด โดยเริ่มจากพยานของฝ่ายผู้ร้องก่อน

  • นัดแรก 25 ส.ค. เวลา 09.30 น.
  • นัดที่สอง 22 ก.ย. เวลา 09.30 น.
  • นัดที่สาม 27 ต.ค. เวลา 09.30 น.

เบื้องต้น ป.ป.ช. ยื่นบัญชีพยานไว้ 17 ปาก ชี้ช่อง 15 ปาก โดยมีความเป็นไปได้สูงที่อดีตนักการเมืองสังกัดพรรคก้าวไกลจะขึ้นเบิกความเป็นปากแรก ทั้งนี้นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. บอกใบ้เพียงว่า "เป็นพยานคนเดิมที่อยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช." ส่วนพยานอื่น ๆ ที่อยู่ในบัญชีของ ป.ป.ช. อาทิ เลขาธิการ ป.ป.ช., เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ขณะที่พยานฝ่ายผู้คัดค้าน จะทราบจำนวนและรายชื่อพยานชัดเจนในนัดตรวจพยาน

ส่วนศาลจะเลือกใครมาไต่สวน กี่ปาก กี่นัด ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของศาล

44 สส. ต้องไปขึ้นศาลหรือไม่ ?

นักการเมืองที่เป็นผู้คัดค้านไม่จำเป็นต้องมาศาลตามคำชี้แจงของเลขานุการองค์คณะ เพราะ "คดีมาตรฐานจริยธรรมฯ ถูกจัดให้เป็นคดีแพ่ง ผู้คัดค้านไม่ต้องอยู่ต่อหน้าทุกนัด"

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรค ปชน. อธิบายกับบีบีซีไทยว่า หากเป็นคดีอาญา ภาระในการพิสูจน์จะตกเป็นของฝ่ายโจทก์ที่ต้องนำสืบและหาพยานหลักฐานมายืนยันต่อศาลว่าจำเลยกระทำผิดจริงโดยปราศจากข้อสงสัย แต่คดีแพ่ง ภาระในการพิสูจน์จะเป็นการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของทั้ง 2 ฝ่าย คือถ้าใครอ้าง คนนั้นต้องพิสูจน์

ถึงตอนนี้มีทนายผู้รับมอบอำนาจจากฝ่ายผู้คัดค้าน 2 คนคือ

คนแรกคือ นายนิธิ ละเอียดดี เป็นทนายความของผู้คัดค้านกว่า 30 คน ในจำนวนนี้มี 2 ผู้นำพรรคด้วยคือ ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. (ผู้คัดค้านที่ 1) และ เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. (ผู้คัดค้านที่ 35)

คนที่สองคือ นายวรวุธ พินิจธนสาร ทนายความของ 2 ผู้คัดค้านคือ นายสุรวาท ทองบุ (ผู้คัดค้านที่ 14) และนายองค์การ ชัยบุตร (ผู้คัดค้านที่ 29)

ด้านนายธีรัจชัย พันธุมาศ (ผู้คัดค้านที่ 3) ได้แต่งตัวเองเป็นทนาย พูดง่าย ๆ ว่าขอว่าความเอง

ขณะที่นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ (ผู้คัดค้านที่ 12) เป็นคนเดียวที่ยังไม่มีทนาย

สำหรับผู้คัดค้านที่ไม่แต่งทนาย เจ้าตัวก็จะมีสิทธิถามซักค้านและไต่สวนได้ด้วยตนเอง แต่คนที่แต่งทนายแล้ว ทนายก็จะทำหน้าที่ซักถามแทน แต่ทั้งหมดต้องส่งคำถามล่วงหน้าเพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าคำถามเหมาะสมหรือไม่ จะอนุญาตให้ถามหรือไม่ ซึ่งบางครั้งส่งไป 10 ข้อ ศาลอาจอนุญาตให้ 4 ข้อก็ได้

พฤติการณ์หลากหลาย ทำไมรวมเป็นสำนวนเดียว

แม้นักการเมืองจากพรรคสีส้มทั้ง 44 คนมีพฤติกรรมร่วมกันคือ การร่วมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ต่อสภา ทว่าแต่ละคนมีพฤติการณ์อื่น ๆ แตกต่างกันไป อาทิ บางคนใช้สถานะ สส. ยื่นประกันตัวผู้ต้องหา บางคนเข้าร่วมกิจกรรม "ยืนหยุดขัง" ฯลฯ จึงเป็นหนึ่งในข้อต่อสู้ที่ผู้คัดค้านยกขึ้นมาร้องขอให้มีการแยกสำนวนเป็นกลุ่มตามพฤติการณ์

นายพัฒนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ทีมสืบสวนของ ป.ป.ช. เคยดำเนินการสืบสวนแยกเป็นรายพฤติการณ์ของแต่ละบุคคล แต่ในเมื่อพฤติการณ์ใหญ่ที่ตรงกันคือการร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์หลัก ป.ป.ช. ชุดใหญ่จึงให้รวมเป็นสำนวนเดียวและส่งไปยังศาล เมื่อศาลรับคดีไว้พิจารณาแล้ว ก็คงไม่มีการแยกสำนวนอีก จากนี้ขึ้นอยู่ที่การพิจารณาของศาลว่าจะพิจารณารายบุคคล หรือรวมกันพิจารณาในลักษณะที่เป็นเรื่องเดียวกัน โดยฝ่ายผู้คัดค้านก็ต้องสืบเจตนาและพฤติการณ์เฉพาะตัวว่ามีเจตนาหรือไม่อย่างไร

พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรองหัวหน้าพรรค ก.ก. หนึ่งในผู้คัดค้านที่เดินทางมาศาล กล่าวถึงแนวทางการต่อสู้คดีว่า ได้ยื่นคำชี้แจงในประเด็นเรื่องการได้มาซึ่งพยานหลักฐานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

"หลังจากนี้ก็สู้ไปตามกระบวนการของศาลที่เรามีความรู้ ถือเป็นสิ่งที่ได้รับในก้าวสุดท้ายของการเป็น สส. และสมาชิกพรรคก้าวไกล หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับความยุติธรรมของศาล" ผู้คัดค้านที่ 11 ซึ่งลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคสีส้ม กล่าวภายหลังออกจากศาล

ตอนจบจะลงเอยอย่างไร ?

หากศาลเห็นว่า นักการเมืองจากพรรคสีส้มกระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อาจมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดไป, สั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของทั้ง 44 คน มีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปี ตามที่ ป.ป.ช. ยื่นคำร้อง

แต่ถ้าศาลเห็นว่าไม่มีความผิด ก็อาจมีคำสั่งยกฟ้อง