เหตุใดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจึงต้องการลดบทบาทของหน้าจอ

    • Author, โทมัส เจอร์เมน
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

ผู้นำด้านเทคโนโลยีบางรายมีวิสัยทัศน์ว่าในโลกอนาคตผู้คนจะใช้เวลาอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์น้อยลงมาก แต่สิ่งนี้จะเป็นทางออกสำหรับปัญหาคนติดหน้าจอหรือจะเป็นเพียงโลกที่ไม่พึงปรารถนา (dystopia) รูปแบบใหม่

หากคุณเคยนึกอยากให้หูของคุณมองเห็นได้ ในตอนนี้ถือว่ามีข่าวดีแล้ว เพราะดูเหมือนว่าบริษัทอย่างแอปเปิล (Apple) กำลังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์แอร์พ็อดส์ (AirPods) ที่มาพร้อมกับกล้องในตัวภายในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม กล้องเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ถ่ายภาพ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ากล้องนี้จะมีหน้าที่ป้อนข้อมูลสภาพแวดล้อมรอบตัวให้กับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่างสิริ (Siri) ซึ่งจะเบิกทางให้เราอาจโต้ตอบกับอุปกรณ์โดยไม่ต้องมองหน้าจอได้ในอนาคต

แม้แอปเปิลจะยังไม่ยืนยันหรือปฏิเสธข่าวดังกล่าว แต่รายงานของบลูมเบิร์กมาจากผู้สื่อข่าวที่มีความน่าเชื่อถือสูงในการเปิดเผยข้อมูลภายในของบริษัท และสิ่งนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่เกิดขึ้นในวงกว้าง

ตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา หน้าจอเป็นช่องทางหลักที่ผู้คนใช้ปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ แต่ขณะนี้มีความเป็นไปได้ว่าหน้าจออาจค่อย ๆ ขยับถอยไปอยู่เบื้องหลังมากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันยังมีการเปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะและอุปกรณ์สวมใส่อื่น ๆ เช่น จี้ห้อยคอติดปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) จากแนวโน้มนี้ทำให้เราเห็นได้ว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่บางแห่งกำลังสร้างชุดอุปกรณ์ที่จะทำให้ผู้คนใช้เวลากับหน้าจอน้อยลงอย่างมาก และหากวิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริงก็อาจพลิกโฉมวิธีการที่เราปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ไปอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม หนทางดังกล่าวอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะมันอาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันที่อ่อนโยนและเป็นมิตรมากขึ้น หรือในทางกลับกัน มันก็อาจกลายเป็นอนาคตที่เทคโนโลยีรุกรานเข้ามาในชีวิตของเรามากยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้

ทว่าก่อนจะไปถึงจุดนั้น เราและผู้คนอีกนับล้านจะต้องตอบคำถามพื้นฐานก่อน นั่นคือคำถามที่ว่า แท้จริงแล้วมีใครต้องการสิ่งนี้หรือไม่

หรือจะถึงคราบอกลาหน้าจอ ?

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทสแนป (Snap) ผู้อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มสแนปแชต (Snapchat) ได้เปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอในชื่อผลิตภัณฑ์แว่นตาสเป็คส์ (Specs) ที่มีราคาสูงไม่น้อย โดยอยู่ที่ 1,995 ปอนด์ (ราว 89,775 บาท) ในสหราชอาณาจักร และ 2,195 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 72,435 บาท) ในสหรัฐอเมริกา

กระนั้น ข่าวที่ทำให้แว่นตาสเป็คส์ได้รับความสนใจอย่างมาก กลับเป็นการที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอย่างอีแวน สปีเกลใส่ผลิตภัณฑ์นี้ออกโทรทัศน์ แต่ดูคล้ายกับว่าแว่นตาดังกล่าวกำลังกดทับใบหูของเขาจนดูไม่สบายอย่างเห็นได้ชัด (ในภายหลังเขากล่าวว่าใบหูของเขาก็มีลักษณะเช่นนั้นอยู่แล้ว)

ทั้งนี้ แว่นตาสเป็คส์นั้นมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าแว่นตาอัจฉริยะของคู่แข่งส่วนใหญ่ แม้โฆษกของบริษัทจะให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่าสามารถสวมใส่มันได้อย่างสบายต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แว่นตาสเป็คส์อาจมาพร้อมกับคุณสมบัติที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งคุณสมบัติสำคัญที่สุดคือสิ่งที่บริษัทระบุว่ามันสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์อื่น แตกต่างจากแว่นตาอัจฉริยะทั่วไปที่มักต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์

สปีเกลกล่าวในแถลงข่าวว่า "ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คอมพิวเตอร์ทำให้เราต้องก้มมองหน้าจอ นั่งนิ่งอยู่กับที่ หรือแม้กระทั่งหลุดพลาดช่วงเวลาสำคัญ" และเสริมว่า "แว่นตาสเป็คส์คือจุดเริ่มต้นศักราชใหม่ของวงการอุปกรณ์ประมวลผล (computing)"

กล่าวให้ชัดเจน แว่นตาสเป็คส์นั้นมีจอแสดงผลอยู่ในตัวเลนส์ เช่นเดียวกับแว่นตาอัจฉริยะบางรุ่นของบริษัทเมตา (Meta) แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนการมองเห็นตามธรรมชาติ หรือให้มีภาพปรากฏอยู่บนแว่นตลอดเวลาแต่อย่างใด เนื่องจากแว่นตานี้จะทำหน้าที่แสดงผลซ้อนทับภาพในโลกจริงที่คุณมองเห็นผ่านเลนส์ของแว่นตาในลักษณะชั่วคราว

อาจไม่ได้มีผู้คนจำนวนมากนักที่ทั้งมีกำลังทรัพย์และ "ความแข็งแรงของใบหู" เพียงพอจะมารองรับผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ แต่สำหรับกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มดังว่าแว่นตา Specs ก็มอบสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ตลาดของแว่นตาอัจฉริยะและคอมพิวเตอร์แบบสวมใส่อื่น ๆ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แว่นตาอัจฉริยะของเมตาเป็นที่นิยมมากที่สุด โดยมียอดจำหน่ายที่มีรายงานว่าสูงถึงราว 7 ล้านชิ้น และในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ บริษัทก็เพิ่งประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่มีราคาเข้าถึงง่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้ก็ก่อให้เกิดข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวอย่างมาก

แว่นตาอัจฉริยะยังคงเป็นศูนย์กลางการถกเถียง อย่างน้อยที่สุด ในโลกออนไลน์มีผู้คนกลุ่มหนึ่งสร้างรายได้จากการใช้กล้องที่ติดตั้งมากับแว่นตาของเมตา เพื่อรบกวนหรือแอบบันทึกภาพผู้อื่นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ซึ่งในหลายกรณีก็ยากที่จะสังเกตได้ว่ากำลังถูกบันทึกภาพ (ทั้งแว่นของเมตาและสแนปจะมีไฟดวงเล็ก ๆ ที่ติดขึ้นเพื่อแจ้งเตือน แต่หลายฝ่ายมองว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอ)

บีบีซีได้พูดคุยกับแบรนดี ซาโดรซนี ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี (CNBC) เรื่องข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวในรายการเดอะ อินเตอร์เฟซ (The Interface) ซึ่งเป็นพอดแคสต์ที่เผยแพร่ทางบีบีซี

"ฉันกำลังวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้า และถามเจ้าหน้าที่ของสวนสาธารณะว่าก๊อกน้ำดื่มจะเปิดใช้งานเมื่อใด เขากำลังสวมแว่นของเมตาอยู่" ซาโดรซนีกล่าว "แม้แต่สำหรับฉันที่เป็นผู้สื่อข่าวด้านเทคโนโลยี ยังรู้สึกตกใจมาก จะต้องมีกระแสต่อต้านเกิดขึ้นอย่างแน่นอน"

แต่มีรายงานว่าเมตากำลังพิจารณาผลิตแว่นตาอัจฉริยะที่ใช้เพียงระบบเสียงโดยไม่มีกล้อง และหากมีบริษัทใดสามารถรับมือกับข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวอันซับซ้อนนี้ได้ บริษัทนั้นก็คงเป็นแอปเปิล เนื่องจากบริษัทนี้ชูประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวให้เป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารทางการตลาด อีกทั้งยังสามารถจินตนาการได้ไม่ยากนักว่าผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่มีข่าวลือดังกล่าวอาจหลีกเลี่ยงข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวได้

หากรายงานดังกล่าวเป็นความจริง กล้องในแอร์พ็อดส์จะไม่สามารถใช้ถ่ายภาพหรือวิดีโอเหมือนกล้องทั่วไป และในทางทฤษฎี แอปเปิลอาจประมวลผลข้อมูลภาพทั้งหมดจากกล้องภายในโทรศัพท์ของผู้ใช้โดยไม่ต้องส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์หรือจัดเก็บไว้ภายหลัง

ดังนั้น หากลองพักประเด็นความเป็นส่วนตัวไว้ก่อน (และขอย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าเราควรมองข้ามประเด็นนี้) ก็น่าคิดพิจารณาว่าโลกยุคใหม่นี้อาจจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ผู้เขียนมองว่าอาจมีความเป็นไปได้ 2 แนวทาง แนวทางแรกเป็นด้านบวก กล่าวคือกล้องที่ติดตั้งในแอร์พ็อดส์อาจเปิดโอกาสให้คุณปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้หลากหลายรูปแบบโดยไม่ต้องสัมผัสหรือมองหน้าจอเลย

คุณสามารถตั้งคำถามถึงสิ่งที่คุณกำลังมองเห็น เปิดตู้เย็นแล้วรับคำแนะนำเมนูอาหารจากวัตถุดิบที่มีอยู่โดยไม่ต้องพิมพ์ข้อมูล หรือรับคำแนะนำเส้นทางโดยอิงจากสิ่งที่อยู่ในขอบเขตการมองเห็นของคุณได้ นอกจากนี้ยังเปิดทางสู่การควบคุมอุปกรณ์ด้วยรูปแบบใหม่ ๆ ที่สร้างความรบกวนน้อยลง เช่น การใช้ท่าทางของมือสั่งการ

บางทีเราอาจไม่ต้องการใช้งานสิ่งเหล่านี้เลย แต่ลองมองในอีกมุมหนึ่ง ปัจจุบัน สิ่งที่คุณสามารถทำกับคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องจ้องมองไปที่หน้าจอสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่นั้นยังมีอยู่อย่างจำกัด

อย่าเพิ่งโยนโทรศัพท์ตัวเองทิ้ง

เบน วูด หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยตลาดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเอฟดีเอ็ม ซีเอสเอส อินไซต์ (FDM CSS Insight) และผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์สวมใส่ กล่าวว่า "แอปเปิลจะไม่ตกลงใจฝังเทคโนโลยีลักษณะนี้ลงไปในอุปกรณ์ เว้นแต่พวกเขามีกรณีศึกษาการใช้งานที่น่าเชื่อถืออย่างยิ่งอยู่ในใจ" พร้อมเสริมว่า "ขีดจำกัดแทบขึ้นอยู่กับจินตนาการของเราว่าผู้คนจะสามารถทำอะไรได้บ้างด้วยอุปกรณ์เหล่านี้"

สิ่งนี้เชื่อมโยงกับสิ่งที่ผู้เขียนมองว่าเป็นหนึ่งในคำมั่นสัญญาของปัญญาประดิษฐ์ที่น่าสนใจ กล่าวคือการที่มันให้คำมั่นว่า หากเอไอประสบความสำเร็จสูงสุด มันจะทำให้เราสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้ในลักษณะเดียวกับการพูดคุยกับบุคคลที่สามารถใช้งานอุปกรณ์แทนเราได้

แอปเปิลเองก็ได้เริ่มเปิดตัวสิริเวอร์ชันใหม่ที่ปรับปรุงด้วยเอไอ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกเล็ก ๆ ไปในทิศทางดังกล่าว

ทั้งหมดนี้หมายความว่า คุณอาจสามารถดำเนินชีวิตประจำวันไปพร้อมกับใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องละสายตาจากสิ่งรอบตัว ในยุคที่การใช้เวลาอยู่หน้าจอยังคงเป็นความกังวลอย่างต่อเนื่องสำหรับบางคน สิ่งนี้อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่ายินดีอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเองก็ลงทุนในด้านหน้าจออย่างหนัก ตัวอย่างเช่น แอปเปิลเป็นบริษัทที่ทำเงินเกือบทั้งหมดจากการขายผลิตภัณฑ์ที่มีหน้าจอ ดังนั้นอาจมีภาพมืดมนต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

หากอุปกรณ์ที่ไม่ต้องใช้หน้าจอกลายเป็นกระแสหลักขึ้นมา มันก็อาจเป็นเพียงอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีบ่อยขึ้น เราอาจยังคงใช้หน้าจอเท่าเดิมเหมือนปัจจุบัน และยังมีเทคโนโลยีแบบไร้หน้าจอเพิ่มเข้ามาในช่วงเวลาที่เราจำเป็นต้องใช้สายตากับสิ่งอื่น เช่น ระหว่างการเดินทาง

วูดกล่าวว่า "ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าสมาร์ตโฟนจะยังคงอยู่ต่อไปอย่างแน่นอน เพราะมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างของสังคมไปแล้ว" และเสริมว่า "แต่ผมคิดว่าทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและผู้ใช้บางส่วน ต่างก็มีความต้องการที่จะเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอบ้าง"