ภูมิใจไทยยังตอบโจทย์ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยหรือไม่ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ "ระบอบสีน้ำเงิน"

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
"คุณอาจจะเอ่ยชื่อคนนั้นคนนี้ (ที่ไม่พอใจนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล) ขึ้นมาก็ได้ แต่สำหรับชนชั้นนำตัวจริง ชนชั้นนำที่มีอำนาจมากที่สุดในไทย ภูมิใจไทยยังเป็นที่น่าพอใจสำหรับพวกเขา"
นี่คือความคิดเห็นของ โจชัว เคิร์ลแอนซิก นักวิชาการอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations - CFR) สถาบันคลังสมองในสหรัฐอเมริกา เขาให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยทางโทรศัพท์ถึงกระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในหมู่อนุรักษนิยมไทย
ที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นกระแสความไม่พอใจต่อรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ปรากฏขึ้นในหมู่กลุ่มคนที่อาจพูดได้ว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม หนึ่งในนั้นคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ได้แถลงข่าวตั้งคำถามถึงการบริหารงานของรัฐบาลนายอนุทิน โดยเชื่อมโยงกับคดีฮั้วเลือก สว. พร้อมอ้างว่า "ใครอยากได้เสียง สว. ก็ต้องแวะไปที่ จ.บุรีรัมย์... อนุมานได้ว่าคนที่ได้รับเลือกก็น่าจะมีอิทธิพลมาจาก จ.บุรีรัมย์ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง"
อีกหนึ่งเสียงจากฝ่ายอนุรักษนิยมที่กล่าววิจารณ์พรรคภูมิใจไทย คือ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารปี 2557 เขาระบุในรายการออนไลน์ของ Zaabnews ว่า "ภูมิใจไทยปัจจุบันนี้ก็พยายามที่จะเป็นเผด็จการรัฐสภาโดยทุนนิยมสามานย์"
เขายังเปรียบเทียบตามความเชื่อของตนว่า พรรคภูมิใจไทยนั้นไม่ต่างอะไรกับพรรคไทยรักไทยในอดีต "มันเหมือนจะก๊อบปี้ เพียงแต่เพิ่มดีกรีความเลวร้ายมากกว่าในระบอบทักษิณตอนนั้น เพราะอะไร คุณเล่นยึด สว. ก่อนเลย และยึดได้เยอะกว่าด้วย"
ด้าน เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวทางรายการเคลียร์ ชัด ชัด ช่องเวิร์คพอยท์ เปรียบเทียบ "ระบอบสีน้ำเงิน" กับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ระบอบทักษิณ" โดยชี้ว่าผู้ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบอบทักษิณก็เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา แต่สุดท้ายก็ต้องได้รับโทษจำคุก และได้เตือนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ "ระบอบน้ำเงิน" ว่า "ถ้าคุณเชื่อมั่นในระบอบน้ำเงิน... คุณก็เตรียมตัว [ติดคุก] ก็แล้วกัน"
กระแสความไม่พอใจสิ่งที่หลายคนเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" จากฝ่ายอนุรักษนิยม มีเหตุปัจจัยจากอะไร และจะพัฒนาไปในทิศทางใดหลังจากนี้ บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ 3 รายเพื่อวิเคราะห์หาคำตอบ
ภูมิใจไทยไล่ฝ่ายก้าวหน้าได้ แต่ยังไม่ใช่ตัวแทนของกลุ่มอนุรักษนิยมทั้งหมด
ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยรับเชิญที่สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS - Yusof Ishak Institute) ของสิงคโปร์ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ว่า "แม้พรรคภูมิใจไทยจะชนะและกวาดคะแนนเสียงจากกลุ่มอนุรักษนิยมไปได้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่พรรคก็ไม่สามารถผูกขาดการอ้างตนเป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษนิยมได้ทั้งหมด"
ดร.ณพล ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ชี้ว่ากลุ่มอนุรักษนิยมไทยไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนที่เป็นเนื้อเดียวกัน (monolithic) ทั้งหมด ในทัศนะของเขา กลุ่มอนุรักษนิยมในไทยสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก
"สำหรับผม มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง หนึ่ง กลุ่มอนุรักษนิยมที่ไม่สนใจวิธีการเลยว่าจะใช้วิธีใดในการกีดกันและลดบทบาทคู่แข่งฝ่ายก้าวหน้าหรือเครือข่ายที่เอาทักษิณ แม้ว่าวิธีการเหล่านั้นจะต้องพึ่งพาตัวละครทางการเมืองที่โดยปกติแล้วพวกเขาจะมองว่าขัดต่ออุดมการณ์อนุรักษนิยมก็ตาม"
สำหรับกลุ่มที่สอง เขาสรุปว่าคือ "กลุ่มอนุรักษนิยมที่ยังคงยึดมั่นในอุดมคติแบบจารีตเรื่องการปกครองโดย 'คนดี'"
ด้าน วสุชน รักษ์ประชาไท อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แสดงทัศนะกับบีบีซีไทยเช่นกันว่า สำหรับเขา กลุ่มอนุรักษนิยมไทยไม่ได้มีความเป็นเนื้อเดียวกัน
เขายกตัวอย่างปรากฏการณ์ทางสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตัดสินใจย้ายจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) วสุชนระบุว่าเพจเฟซบุ๊กที่สนับสนุน "กลุ่มการเมืองฝ่ายขวา" เช่น เพจเชียร์ลุง หรือเพจเครือข่ายพรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกับมวลชนของตนเองอย่างหนัก
"เขาก็ต้องทำคอนเทนต์เพื่ออธิบายกับมวลชนในเพจของตัวเองเหมือนกัน สารที่ส่งออกมาก็คือ ขอให้คนเหล่านี้มีโอกาสได้ทำหน้าที่ ถึงจะอยู่ในพรรคที่มีภาพลักษณ์เรื่องการโกงหรือคอร์รัปชัน แต่ถ้าตัวบุคคลยังซื่อสัตย์สุจริต ก็สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้"
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ทั้งสองคนมองว่าในขณะนั้นกลุ่มอนุรักษนิยมไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากภูมิใจไทย
"พวกเขา (กลุ่มอนุรักษนิยม) มีความเห็นพ้องตรงกันถึงความจำเป็นว่าต้องกีดกันพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายก้าวหน้าให้ออกไปจากอำนาจ และอาจเคยเห็นพ้องร่วมกันในช่วงการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ว่าพรรคภูมิใจไทยและอนุทินคือยานพาหนะฝั่งอนุรักษนิยมเพียงหนึ่งเดียวที่น่าเชื่อถือในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว" ดร.ณพล กล่าวกับบีบีซีไทย
ปัจจัยตัดคะแนนเครือข่าย "สีน้ำเงิน"
นักวิชาการไทยที่ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยระบุด้วยว่า ความไม่พอใจของกลุ่มอนุรักษนิยมต่อพรรคภูมิใจไทยนั้น ก่อตัวขึ้นมาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัจจัยเรื่องอุดมการณ์ ปัจจัยเรื่องการจัดสรรอำนาจ ไปจนถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจในมิติของอุดมการณ์
ดร.ณพล ระบุว่า กลุ่มอนุรักษนิยมแบบจารีตยังคงยึดมั่นในอุดมคติเรื่องการปกครองโดย "คนดี" ทว่าการบริหารประเทศภายใต้การนำของเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย หรือ "ระบอบสีน้ำเงิน" กลับถูกคนกลุ่มนี้มองว่าเป็นการปกครองโดยกลุ่มนักการเมืองระบบบ้านใหญ่ที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน พัวพันกับการทุจริต และไม่คู่ควรกับตำแหน่ง
"ปัญหาก็คือภูมิใจไทยถูกมองว่าสามารถครอบงำองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้กลไกสำคัญที่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมเคยใช้คุมเกมหรือสกัดพรรคการเมืองที่อาจใช้อำนาจเกินขอบเขต อ่อนแอลงจนแทบไม่เหลือประสิทธิภาพ" ดร.ณพลระบุ และชี้ว่าการแผ่อิทธิพลทางการเมืองของภูมิใจไทยยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านคุณค่าของพรรคอีกด้วย
"สิ่งที่เขา (ผู้วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายอนุรักษนิยม) ไม่เห็นด้วย คือการขยายและรวบอำนาจที่เกิดขึ้นภายใต้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจเท่ากับการทรยศต่อสิ่งที่กลุ่มอนุรักษนิยมยึดถือ นั่นคือระเบียบสังคมที่มีศูนย์กลางอยู่ที่สถาบันหลักของประเทศและนำโดยอำนาจทางศีลธรรมของ 'คนดี'" นักวิจัยรับเชิญที่สถาบันยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ กล่าว
ในตอนหนึ่งของการแถลงข่าวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล สะท้อนสิ่งที่ ดร.ณพล กล่าวถึง โดยนายสนธิระบุว่า ประชาชนกลุ่มที่เรียกร้องให้เขาออกมาเริ่มการเคลื่อนไหวนั้น เป็นกลุ่มคน "ที่อยากเห็นรัฐบาลมีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ และมีความกล้าหาญ... แต่ผมไม่เห็นคุณลักษณะเหล่านี้ในกลุ่มคนของคุณอนุทิน"

ที่มาของภาพ, Thai news pix
ดร.ณพล ยังแสดงทัศนะด้วยว่า ชัยชนะทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยเอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นนำเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีความใกล้ชิดกับผู้ถือครองอำนาจในพรรคเท่านั้น แทนที่จะกระจายประโยชน์ไปยังเครือข่ายอนุรักษนิยมในวงกว้าง
"ผมคิดว่าปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการคัดค้านระบอบสีน้ำเงินโดยฝ่ายอนุรักษนิยม คือการรับรู้ว่าการมีพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำนั้น ส่งผลประโยชน์ให้แก่ชนชั้นนำเพียงกลุ่มที่แคบกว่ามากเมื่อเทียบกับที่อนุรักษนิยมหลายฝ่ายเคยคาดหวังไว้" นักวิจัยจากสิงคโปร์อธิบาย "แม้ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคจะถูกยกย่องว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยม แต่ดอกผลของชัยชนะนั้นกลับตกอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงกับผู้กุมอำนาจในพรรค ซึ่งความยึดมั่นของคนกลุ่มนี้ต่อระเบียบอนุรักษนิยมในภาพรวมอาจดูเป็นเพียงการแสดงบทบาทภายนอกเท่านั้น"
ยิ่งไปกว่านั้น การที่พรรคการเมืองขยายอิทธิพลเข้าไปในพื้นที่เชิงสถาบัน (institutional domains) หรือบรรดาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่ง "แต่เดิมเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่สงวนสำหรับกลุ่มชนชั้นนำสายราชการ รอยัลลิสต์ และผู้ทรงเกียรติ" ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกสูญเสียอำนาจของชนชั้นนำกลุ่มดั้งเดิมยิ่งขึ้น
ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับมุมมองของ โจชัว เคิร์ลแอนซิก นักวิเคราะห์การเมืองรายนี้มองว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งเกิดขึ้นจากการเกณฑ์คะแนนเสียงระดับพื้นที่และระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ ซึ่งมีความแตกต่างและใหม่กว่าเครือข่ายในอดีต
"ผมคิดว่านี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างความโกรธเคือง ความผิดหวัง หรือความเบื่อหน่ายให้แก่คนบางกลุ่มที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากระบบอุปถัมภ์นี้ ในขณะที่ภูมิใจไทยกลับจัดสรรผลประโยชน์อุปถัมภ์ให้แก่กลุ่มคนชุดใหม่แทน" นักวิชาการอเมริกันซึ่งเคยพำนักอยู่ในไทยในช่วงทศวรรษ 1990-2000 ระบุ

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
โจชัวมองด้วยว่า อีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้ความนิยมของพรรคภูมิใจไทยเสื่อมลงในหมู่บุคคลที่เคยสนับสนุนคือปัจจัยด้านเศรษฐกิจ
นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายนี้เปรียบเทียบคะแนนความนิยมของพรรคภูมิใจไทยกับผู้นำของประเทศอาเซียนอื่น ๆ ว่าลดลงไม่ต่างกันในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะหลังช่วงที่เกิดสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประกาศกำแพงภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ไปจนถึงวิกฤตพลังงานจากสงครามในอ่าวเปอร์เซีย
"เกือบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เว้นแต่มาเลเซียหรือบรูไนที่มีน้ำมันของตัวเอง ที่เหลือต่างก็กำลังดิ้นรนหนัก และคะแนนความนิยมของผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกคนที่เราสามารถวัดผลได้... อย่างประเทศที่มีการวัดผล เช่น อันวาร์ (มาเลเซีย), ปราโบโว (อินโดนีเซีย), มาร์กอส จูเนียร์ (ฟิลิปปินส์) เราจะเห็นได้ว่าคะแนนความนิยมตกลงเหมือนกันหมด"
"มันเป็นเรื่องยากที่จะรักษาความนิยมเอาไว้ได้ในเวลาที่ทุกคนกำลังดิ้นรนกับปัญหาทางเศรษฐกิจ และผมคิดว่านั่นก็เป็นปัจจัยหนึ่งสำหรับพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน" นักวิเคราะห์การเมืองด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ กล่าว
มีคนเสียใจที่เลือกภูมิใจไทย แต่ไม่ใช่กลุ่มที่สำคัญ
ในสายตาของ ดร.ณพล เมื่อรัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ไม่สามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องและความเดือดร้อนของประชาชนได้ตามที่คาดหวัง และไม่สามารถทำตามสัญญาในการสร้างรัฐบาลที่นำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือกลุ่มเทคโนแครต (technocratic leadership) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ได้ทำให้เกิดความคับข้องใจตามมา
ขณะเดียวกัน เขาระบุว่าตอนนี้พรรคฝ่ายค้านในสภาก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก
"พรรคฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะดึงเอาความรู้สึก (ไม่พอใจรัฐบาล) เหล่านี้มาปลุกกระแสหรือใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากฝ่ายค้านในสภามีจำนวนน้อยเกินกว่าจะท้าทายได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่ายสีส้มก็ถูกมองว่ามีส่วนร่วมจากการโหวตให้อนุทิน"
เขามองว่าสถานการณ์เช่นนี้ก่อให้เกิดสภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่เปิดช่องว่างให้บุคคลภายนอกสภา อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนเพื่อสะท้อนความไม่พอใจของประชาชน และสถาปนาตนเองในฐานะผู้พิทักษ์ระเบียบอนุรักษนิยมที่พวกเขาเชื่อว่ากำลังถูกลดทอนคุณค่าลงโดยกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษนิยม "ตัวปลอม" ขณะเดียวกันผู้เคยมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบการเมืองก็เริ่มออกมาแสดงความเสียใจ
"ผมคิดว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้เป็นส่วนผสมระหว่างความรู้สึกเสียดายหรือผิดหวังกับทางเลือกที่เคยตัดสินใจลงไปของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมไทย กับความพยายามอย่างจงใจที่จะตีตัวออกห่างจากผลลัพธ์ของการจัดวางสถาบันทางการเมืองและนักการเมืองที่พวกเขาเองเคยมีส่วนสร้างและผลักดันขึ้นสู่อำนาจ" ดร.ณพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มอนุรักษนิยมที่เกิดขึ้นในระลอกนี้อาจไม่ส่งผลมากนัก
"คำถามที่สำคัญที่สุดคือชนชั้นนำกลุ่มใดกำลังไม่พอใจต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะเรื่องนี้จะมีความสำคัญทางการเมืองมากขึ้นอีก หากความไม่พอใจนี้ได้ขยายไปถึงกลุ่มชนชั้นนำที่อยู่ใจกลางของสิ่งที่โดยทั่วไปเราเข้าใจกันว่าเป็นเครือข่ายอำนาจฝ่ายอนุรักษนิยมที่มีฐานอยู่บนสถาบันหลักและกองทัพของไทย" ดร.ณพล ระบุ
ส่วน โจชัว เคิร์ลแอนซิก ประเมินว่า โดยภาพรวมแล้วพรรคสีน้ำเงินยังคงเป็นที่ยอมรับและสร้างความพึงพอใจให้กับ "ชนชั้นนำตัวจริง" ได้ไม่เสื่อมคลาย
"เมื่อผมพูดถึงชนชั้นนำตัวจริง ผมหมายถึง กองทัพ, กอ.รมน., กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดอย่าง ซีพี และแน่นอนสถาบันหลัก ผมคิดว่าภูมิใจไทยเป็นที่น่าพอใจสำหรับพวกเขาแล้ว" นักวิเคราะห์การเมืองจากสถาบัน CFR สหรัฐฯ ชี้

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images
ไม่มีตัวเลือกอื่นสำหรับอนุรักษนิยม
วสุชน นักวิชาการที่ศึกษาขบวนการฝ่ายอนุรักษนิยมชี้ว่าเป้าหมายหลักของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยตอนนี้ไม่ใช่การขับไล่รัฐบาลอย่างแน่นอน สำหรับเขาแล้วประเด็นนี้สะท้อนผ่านการแสดงออกของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมา
"เขา [นายสนธิ] บอกว่า 'นี่ไม่ใช่การท้าทายหรือท้าชกกับใคร แต่เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ทำความดี ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง' ซึ่งสอดคล้องกับสารที่เขาสื่อสารมาตลอด คือไม่ได้ออกมาเพื่อขับไล่รัฐบาลโดยตรง แต่ต้องการกดดันหรือกระตุ้นให้รัฐบาลดำเนินการบางอย่างมากกว่า" อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์
ด้าน โจชัว เคิร์ลแอนซิก ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกัน เขามองว่าพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นทางเลือกหลักที่กลุ่มชนชั้นนำในสังคมยอมรับได้
"ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงที่พรรคภูมิใจไทยเริ่มดูเหมือนจะเป็น 'ภาระ' (liability) มากกว่าแต่ก่อน กล่าวคือพวกเขาผลักดันนโยบายไม่ค่อยสำเร็จ เศรษฐกิจก็แย่ แถมยังมีประเด็นอื้อฉาวอีก"
กระนั้นแล้ว เขาก็ประเมินว่าหากกลุ่มอำนาจตัดสินใจโค่นล้มอำนาจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือเข้าไปแทรกแซงรัฐบาล ก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนที่ไม่อาจคาดเดาได้
"เพราะทุกครั้งที่คุณเปลี่ยนโครงสร้าง คุณไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงนั้นกับสิ่งที่มีอยู่ในมือ" โจชัว เคิร์ลแอนซิก กล่าว
"จริงอยู่ อาจมีชนชั้นนำหลายฝ่ายที่เริ่มไม่พอใจและกลับมาทบทวนว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงเป็น 'ยานพาหนะ' ที่ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของฝั่งอนุรักษนิยมจริงหรือไม่ แต่ย้ำอีกครั้งว่า ณ ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณของการลุกฮือโค่นล้มอย่างเป็นขบวนการจากชนชั้นนำแต่อย่างใด" นักวิชาการจาก CFR กล่าวเสริม
เขายังตั้งข้อสังเกตทิ้งท้าย โดยประเมินจากมุมมองของเครือข่ายชนชั้นนำว่า ชนชั้นนำไทยอาจไม่มีตัวเลือกอื่น ๆ ที่มีศักยภาพเพียงพอจะมาทำหน้าที่แทนพรรคภูมิใจไทยได้อีกแล้วในเวลานี้
"แล้วจะเอาอะไรมาแทนที่พรรคภูมิใจไทย ?... อะไรคือตัวเลือกที่ดีกว่านี้ หากคุณมองในมุมของผู้มีอำนาจ หรือกลุ่มทุนใหญ่อื่น ๆ"































