"เขาวิ่งมาหาเรา… ถุงเท้าเขาขาดหมดแล้ว เขาเดินมาเท้าเปล่า" พ่อแม่ลูกสองจาก รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี เปิดใจนาทีชีวิตของลูกหลังเหตุยิงในโรงเรียน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
ในช่วงเวลาดึกของวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา บีบีซีไทยได้โทรศัพท์ติดต่อไปยัง นภาพร เลขยัน แม่แท้ ๆ ของเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาที่ปี 1 ของโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี และเธอก็ตอบรับว่าจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งความโกลาหล เมื่อช่วงเช้าของวันศุกร์ (7 ส.ค.) ที่ผ่านมา ในโรงเรียนแห่งนี้
ผู้ปกครองรายนี้ยังเป็นแม่ที่เลี้ยงของเด็กชายอีกคนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนแห่งนี้ด้วย โดยเธอแต่งงานกับพ่อของเขา และเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เขายังเด็ก ๆ
ในสายโทรศัพท์สัมภาษณ์ครั้งนี้ บีบีซีไทยได้พูดคุยกับสันติ แสงอุทิศ สามีของเธอและเป็นพ่อแท้ ๆ ของเด็กชายคนนี้ด้วย ทั้งสองเล่าเรื่องราวระทึกขวัญของลูกทั้งสอง รวมถึงประสบการณ์ช่วงเวลาสุดบีบหัวใจ ในฐานะผู้ปกครองคนหนึ่ง
นภาพร เล่าว่า เธอทราบข่าวว่ามีการเปิดฉากยิงในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี จากเพจเฟซบุ๊ก 'ข่าวคนนนท์' ซึ่งเริ่มต้นโพสต์ในช่วงเวลาราว 10.03 น. และแม้เพจดังกล่าวจะไม่ได้ระบุชื่อโรงเรียนที่เกิดเหตุ แต่เธอก็เริ่มสงสัยแล้วว่าอาจจะเป็นโรงเรียนของลูกตัวเอง
จังหวะเดียวกันนั้นเอง ลูกสาวของเธอก็ส่งข้อความมาพอดี เช่นเดียวกับไลน์กลุ่มของผู้ปกครองที่เริ่มมีการแจ้งข่าวการยิงกันในโรงเรียน แต่ตอนนั้นเธอบอกว่า "ยังไม่รู้ว่าใครยิงกัน"
เด็กหญิงที่ศึกษาอยู่ชั้น ม.1 เป็นคนทักมาหาผู้เป็นแม่ก่อน โดยเธอทิ้งข้อความบอกแม่ว่าแบตเตอรี่โทรศัพท์ของเธอกำลังจะหมดแล้ว จึงบอกแม่ให้ติดต่อไปที่เบอร์เพื่อนของเธอแทน
ข้อความที่เด็กหญิงคนนี้ส่งหาแม่ตัวเองนั้น ระบุเวลาไว้ที่ 10.04 น.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
หลังเริ่มปะติดปะต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ้างแล้ว นภาพรทำได้แต่เพียงตอบข้อความไปหาลูกสาวเพื่อสอบถามว่าได้เอาพาวเวอร์แบงก์ติดตัวไปด้วยหรือไม่ ก่อนจะบอกให้ลูกสาวปิดเสียงโทรศัพท์เอาไว้
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง นภาพรก็พยายามติดต่อลูกชายไปพร้อม ๆ กัน ก่อนจะทราบว่า เขาซ่อนอยู่กับเพื่อนในห้อง โดยทำการล็อกประตูและเอาเกาอี้มาดันประตูไว้อยู่
แม้จะรับรู้ข้อมูลทั้งจากเพจต่าง ๆ รวมไปถึงไลน์กลุ่มของผู้ปกครอง หรือแม้แต่จากปากลูกของตัวเอง ทว่าผู้เป็นแม่ยอมรับว่า ตัวเธอนั้น "สับสนว่ามันจริงหรือเปล่า แล้วลูกเราจะเป็นยังไง"
เธอเล่าต่อว่า ทันทีที่ทราบข่าว เธออยากจะขับรถไปรับลูกตอนนั้นเลย แต่ในไลน์กลุ่มผู้ปกครองก็มีการบอกกันว่า เด็ก ๆ จากข้างในโรงเรียนแจ้งว่ายังไม่ให้ผู้ปกครองมาออกันบริเวณด้านหน้าโรงเรียน เนื่องจากสถานการณ์ยังวุ่นวายอยู่มากและยังไม่ปลอดภัย
"แม่ก็แบบไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ก็สติเสียเลยค่ะ" นภาพร ย้อนเล่าให้ฟัง
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อ 13.30 น. ในวันศุกร์ที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้อธิบายถึงลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวว่า มีผู้โทรแจ้งเหตุกับตำรวจในท้องที่ตอนเวลา 10.00 น. และเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึงก่อนเวลา 10.15 น. ซึ่งถือว่าเข้าที่ก่อเหตุโดยรวดเร็ว
จุดเกิดเหตุจุดหลักคือบริเวณชั้น 4 ของอาคารเรียน 5
ต่อมาในเวลา 16.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตํารวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้ข่าวกับสื่อมวลชน โดยเชื่อว่ามีการก่อเหตุยิงที่บ้านของนักเรียนผู้ก่อเหตุก่อนแล้วมาก่อเหตุต่อที่โรงเรียน
โฆษก ตร. กล่าวเพิ่มเติมว่า "ตำรวจได้รับแจ้งเหตุตอนเวลา 10.00 น. บวกลบ ก็ได้รับการแจ้งเหตุหลังจากหมดคาบเรียนที่หนึ่งแล้ว เริ่มคาบเรียนที่สองแล้ว… การไล่ยิงเริ่มจากห้องเรียนของผู้ก่อเหตุก่อน ก่อนเดินมาอีกอาคารหนึ่งซึ่งเป็นอาคารสุดท้ายที่น้องผู้ก่อเหตุมาถึงตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้นพื้นที่" ก่อนผู้ก่อเหตุยิงตัวเองและเสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาล
เหตุยิงในโรงเรียนครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย ได้แก่ ครู 5 ราย, นักเรียนผู้ก่อเหตุ 1 ราย ขณะที่ผู้ก่อเหตุได้ยิงปู่และย่าที่บ้านเสียชีวิต 2 ราย ทั้งนี้ผู้เสียชีวิตรายล่าสุดเป็นนักศึกษาหญิง ตามการประกาศของโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อเวลา 18.30 น. วันนี้ (8 ส.ค.)
ขณะที่ยอดผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 28 ราย ตามการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขล่าสุด เมื่อเวลา 12.00 น. วันนี้ (8 ส.ค.)
กลับมาที่นภาพร เธอเล่าว่า เวลาผ่านไปราว ๆ หนึ่งชั่วโมงหลังเกิดเหตุ เธอก็พยายามโทรศัพท์ไปยังเบอร์ของเพื่อนลูกสาวที่ลูกสาวทิ้งเอาไว้ให้ และก็พบว่าเด็ก ๆ สามารถออกมารวมตัวกันอยู่บริเวณหอประชุมของโรงเรียนกันแล้ว และจะเริ่มหาทางออกจากโรงเรียนกันต่อไป
เด็กหญิงที่กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.1 บอกผู้เป็นแม่ว่า ลุงของเพื่อนจะมารับพวกเธอและเธอจะขอติดรถไปด้วย นภาพร จึงนัดแนะกับลูกสาวว่าจะให้ไปพบกันตรงจุดไหน
เมื่อเดินทางมาถึงจุดนัดพบ นภาพร ซึ่งนั่งไม่ติดอยู่บนรถแล้วออกไปยืนรอลูกสาวอยู่บริเวณเกาะกลางถนน ขณะที่สันติ สามีรออยู่บนรถ
เขาเล่าถึงนาทีที่ได้เจอลูกสาวที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ๆ ว่า เด็กหญิงมองไม่เห็นแม่ของตัวเองที่ยืนสอดส่องหาเธออยู่ แต่จำรถของที่บ้านได้จึงรีบวิ่งเข้ามา
"เขาร้องไห้แล้วก็ตัวสั่น เขาบอกว่าเขากลัวมาก แล้วเขาบอกว่าเขาไม่อยากเรียนที่นี่แล้ว เขาบอกหนูไม่เรียนได้ไหม" สันติเล่า
สันติบอกว่าช่วงเวลาที่เห็นลูกวิ่งมาขึ้นรถนั้น เธอวิ่งมาทั้งที่เท้าเปล่า "ไม่ได้เอาอะไรออกมาเลย รองเท้า ถอดถุงเท้าเขาถอดทิ้งไปแล้วเพราะถุงเท้ามันขาดหมดแล้ว เขาเดินมาเท้าเปล่า"
ไม่นานหลังจากที่ได้เจอกับลูกสาว ลูกชายที่ศึกษาอยู่ชั้น ม.2 ก็เดินตามมาเจอพ่อแม่โดยปราศจากรองเท้าหรือกระเป๋านักเรียนใด ๆ เช่นกัน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สันติบอกว่าเขาเห็นตอนที่ลูกชายกำลังมองชะเง้อหาครอบครัวแต่ยังไม่เห็นรถของครอบครัว
"ลูกก็มองชะเง้อไปทางอื่น แล้วก็วิ่งไปทางอื่นเหมือนคนสติเสีย เด็กมันเหมือนช็อก… แม่เขาก็เลยออกไปเรียก"
สันติยอมรับว่าช่วงเวลาที่ทุกคนกลับมาเจอกันและสวมกอดกันเขาเองก็แทบจะร้องไห้ตาม แม้จะพยายามตั้งสติมาจากที่บ้านแล้วก็ตาม แต่เมื่อเขาค้นพบว่าสถานการณ์เกินการควบคุมของครูอาจารย์ในโรงเรียนไปแล้ว สุดท้าย "เด็กมันก็[กระเจิด]กระเจิงกันออกมา ผมพอเจอ ตอนนั้นลูกร้องใช่ไหม เราก็จะร้องตาม"
สำหรับเด็กหญิงชั้น ม.1 และเด็กชายชั้น ม.2 ทั้งคู่สามารถกลับเข้าสู้อ้อมกอดของพ่อแม่ตัวเองได้ ณ ช่วงเวลาราว 11.30 น.
สันติยอมรับว่าเขาไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นในโรงเรียน ซึ่งควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ๆ และอยากให้หน่วยงานต่าง ๆ เพิ่มมาตรการการค้นหาอาวุธหรือการสแกนหาอาวุธแบบที่มีในสนามบินให้เข้มงวดขึ้นกว่านี้
เขายังมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรเป็นจุดที่ทำให้โรงเรียนหันมาใส่ใจกับประเด็นเรื่องสุขภาพจิตของเด็กด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมเช่นนี้ซ้ำสองขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากที่ครอบครัวนี้ได้เจอกัน กว่าที่ความตึงเครียดจะคลี่คลายลงและกว่าที่นราภรและสันติจะทำให้ลูก ๆ สามารถรับประทานอาหารมื้อแรกของวันได้ ก็ล่วงเลยมาถึงตอนบ่ายสามโมงแล้ว
ผู้เป็นพ่อเล่าว่า ลูกสาวพูดออกมาว่ากลัวและผวาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจน ส่วนลูกชายนั้น "เขาไม่พูดแบบนั้น แต่ว่าผมดูอาการแล้ว อาการเขาก็เก็บ[อาการ]ไม่อยู่เหมือนกัน" เขาเล่าให้ฟัง
มาตรการจากรัฐต่อ นักเรียน-ครู-บุคลากรทางการศึกษา
ต่อมาในเวลาราว 19.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ประกาศแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้ผ่านทางเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตนเอง พร้อมย้ำในจุดยืนของ ศธ.ว่าความเป็นปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาคือภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุดของกระทรวง
เขาระบุว่า ศธ.ได้มีการจัดเตรียมทีมนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการปฐมพยาบาลทางจิตใจ (Psychological First Aid) ลงพื้นที่เพื่อดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูและผู้ปกครอง ทั้งผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ผู้พบเห็นเหตุการณ์ รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม
มาตรการนี้สอดคล้องกับการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ได้มอบหมายให้กรมสุขภาพจิตส่งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team - MCATT) ไปดูแลช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ และสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคม เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างบาดแผลทางจิตใจหรือเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ โดยพบว่าทีม MCATT จากโรงพยาบาลต่าง ๆ ลงพื้นที่แล้ว 7 ทีม รวมเจ้าหน้าที่ 35 คน ในวันเกิดเหตุ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษายังย้ำว่า ศธ. ได้สั่งการให้สถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยโดยทันที ซึ่งมาตรการนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การทบทวนควบคุมการเข้า-ออกสถานศึกษา การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราบุคคลและยานพาหนะ การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ตลอดจนการจัดให้มีช่องทางการแจ้งเหตุและระบบเฝ้าระวังสัญญาณเตือนล่วงหน้า (early warning) เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งสามารถรับมือและป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี มีประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างวันที่ 10-14 ส.ค.นี้ โดยเอกสารระบุให้นักเรียนทุกระดับชั้นกลับมาเรียนที่โรงเรียนตามปกติ ในวันที่ 17 ส.ค. นี้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เอาตัวรอดอย่างไรเมื่อเกิดเหตุยิงในโรงเรียน
ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า โรงเรียนแต่ละแห่งควรมีแผนปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ยิงในโรงเรียน ให้ทั้งนักเรียนและบุคลากรพร้อมรับมือ
เอกสารระบุว่า ไม่มีคำตอบไหนที่จะเป็นคำตอบเดียวว่าต้องทำแบบใดถึงจะปลอดภัยมากที่สุด แต่การมี "กรอบความคิดเพื่อเอาชีวิตรอด" (survival mindset) จะเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต โดยเอกสารระบุเพิ่มว่า ในช่วงเวลาเช่นนี้ปฏิกิริยาของมนุษย์ แม้มีการฝึกมาแล้วอย่างดี ก็อาจตกไปอยู่กับความตกใจ กลัวและวิตกกังวลได้ การฝึกซ้อมจึงจะช่วยเรียกสติของผู้คนคืนมาได้ คำแนะนำระบุว่า ทางเลือกพื้นฐานมีอยู่ 3 ทางคือ "หนี ซ่อน สู้" (run, hide, fight)
สำหรับการหนีนั้น ทางการสหรัฐฯ แนะนำว่า หากปลอดภัยพอที่จะทำได้ทั้งสำหรับตัวคุณเองและผู้ที่อยู่ในความดูแล แนวทางแรกที่ควรทำคือ วิ่งออกจากอาคารและออกไปให้ไกลจนกว่าจะถึงที่ปลอดภัย
ควรฝึกนักเรียนและบุคลากรให้ปฏิบัติตาม ดังนี้
- ทิ้งข้าวของส่วนตัวไว้ข้างหลัง
- นึกภาพเส้นทางหนีที่เป็นไปได้ รวมถึงเส้นทางที่นักเรียนและบุคลากรที่มีความพิการเข้าถึงได้ทางกายภาพ ตลอดจนผู้ที่มีความต้องการพิเศษด้านการเข้าถึงและการทำหน้าที่
- หลีกเลี่ยงบันไดเลื่อนและลิฟต์
- พาผู้อื่นไปด้วย แต่อย่ารั้งอยู่เพราะคนอื่นจะไม่ยอมไป
- โทรสายด่วนฉุกเฉินเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าปลอดภัยพอจะดำเนินการได้
- แจ้งให้ผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบทราบว่าตนอยู่ที่ไหน

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับการซ่อน ให้เลือกทำ หากการหนีไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย และให้ซ่อนตัวในที่ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ควรฝึกนักเรียนและบุคลากรให้ซ่อนตัวในจุดที่ผนังมีความหนาและมีหน้าต่างน้อยกว่า โดยดำเนินการเพิ่มเติมคือ
- ล็อกประตู
- ใช้เฟอร์นิเจอร์หนัก ๆ ขวางประตู
- ปิดและล็อกหน้าต่าง ปิดม่านหรือปิดบังหน้าต่าง
- ปิดไฟ
- ปิดเสียงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด
- อยู่เงียบ ๆ
- ซ่อนตัวตามแนวผนังที่ใกล้ทางออกที่สุด แต่ให้พ้นจากการมองเห็นจากทางเดิน เพื่อเปิดโอกาสให้ซุ่มโจมตีผู้ก่อเหตุและหนีออกได้หากผู้ก่อเหตุเข้ามาในห้อง
- ใช้กลวิธีสื่อสารกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยอย่างเงียบ ๆ หากทำได้ เช่น ในห้องที่มีหน้าต่างด้านนอก ให้ทำสัญลักษณ์เพื่อส่งสัญญาณเงียบ ๆ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยทราบสถานะของผู้ที่อยู่ในห้อง
- อยู่กับที่จนกว่าจะได้รับสัญญาณปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ระบุตัวตนได้
สุดท้ายคือ การสู้ หากทั้งการหนีและการซ่อนล้วนไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย ในฐานะทางเลือกสุดท้ายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุโดยตรง ผู้ใหญ่ที่ตกอยู่ในอันตรายเฉพาะหน้าควรพิจารณาพยายามขัดขวางหรือทำให้ผู้ก่อเหตุหมดความสามารถ โดยใช้กำลังอย่างรุนแรงและสิ่งของในสภาพแวดล้อม เช่น ถังดับเพลิงและเก้าอี้
ในการศึกษาเหตุกราดยิง 41 ครั้งที่ยุติลงก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาถึง เหยื่อที่มีแนวโน้มจะตกเป็นเป้าหมายสามารถหยุดผู้ก่อเหตุได้ด้วยตนเอง 16 ครั้ง โดยใน 13 กรณีนั้นพวกเขาใช้กำลังเข้าปราบผู้ก่อเหตุ
อย่างไรก็ดี แนวทางนี้ระบุว่า "ขอย้ำให้ชัดว่า การเผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุกราดยิงไม่ควรเป็นข้อกำหนดในหน้าที่งานของบุคลากรโรงเรียนคนใดทั้งสิ้น การที่บุคลากรแต่ละคนจะเลือกตอบสนองอย่างไร หากถูกผู้ก่อเหตุเผชิญหน้าโดยตรงนั้นขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นไปได้ที่จะเกิดสถานการณ์กราดยิงไม่ใช่เหตุผลอันชอบธรรมสำหรับการมีอาวุธปืนในสถานศึกษาอยู่ในมือของบุคลากรใด ๆ นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ"
คำแนะนำยังเตือนว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ขึ้น ให้ตอบสนองทันที การสอบสวนของสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Institute of Standards and Technology -NIST) ในปี 2005 พบว่า เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 ตอนที่เกิดเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่ม พบว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชั้นที่ถูกกระทบใช้เวลานานกว่าจึงจะเริ่มอพยพ เมื่อเทียบกับผู้ที่อยู่ในชั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกัน ในเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทค ผู้คนในมหาวิทยาลัยตอบสนองต่อการยิงด้วยระดับความเร่งด่วนที่แตกต่างกัน
"การศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงการตอบสนองที่ล่าช้าหรือการปฏิเสธนี้ ตัวอย่างเช่น บางคนรายงานว่าได้ยินเสียงประทัด ทั้งที่จริงพวกเขาได้ยินเสียงปืน" คำแนะนำระบุ

























