ทักษิณพ้นคุกแล้ว ทำไมยังต้องยื่นขอนิรโทษกรรม?

ศาลภาษีอากรกลางนัดฟังคำสั่งว่าจะคุ้มครองชั่วคราวตามที่ทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องหรือไม่ 16 พ.ย. นี้ หลังเจ้าตัวฟ้องกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ศาลฎีกาฯ สั่งยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท
คำบรรยายภาพ, ศาลภาษีอากรกลางนัดฟังคำสั่งว่าจะคุ้มครองชั่วคราวตามที่ทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องหรือไม่ 16 พ.ย. นี้ หลังเจ้าตัวฟ้องกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ศาลฎีกาฯ สั่งยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 15 นาที

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับ "นิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง" ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569

หนึ่งในกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขกล่าวกับบีบีซีไทยว่า "ไม่มีการคุยกันเลยว่าต้องให้ใครเป็นพิเศษ ทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย"

อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 77 ปี มอบอำนาจให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำร้องแทนตนเองตั้งแต่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา

นายวิญญัติกล่าวกับบีบีซีไทยว่า การยื่นคำร้องในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ "ล้างมลทิน" และ "ลบประวัติอาชญากรรม" ในเมื่อกฎหมายเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญถึงขั้นเขียนระบุให้คนที่ถูกกระทำ/คนที่มีประวัติพ้นจากที่ถูกกล่าวหาหรือพ้นมลทินได้

"ท่านก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมมาก่อน จึงสำคัญมากต่อเกียรติประวัติ ต่อสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในชีวิต ด้วยคุณค่าของมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้อาจพูดออกมาเป็นมูลค่าไม่ได้ แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ท่านควรจะได้รับ" ทนายความของอดีตนายกฯ กล่าวชี้แจงข้อสงสัยที่ว่าในเมื่อนายทักษิณรับโทษจำคุกแล้ว ทำไมยังต้องยื่นขอการนิรโทษกรรมอีก

พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีผลบังคับใช้เมื่อ 24 ส.ค. 2569 เป็นต้นมา โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข 9 คน มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง และรับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ทั้งนี้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดนี้ให้ถือว่าเป็นที่สุด มีผลผูกพันให้หน่วยงานรัฐในกระบวนการยุติธรรมต้องรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 8 วรรคสอง ระบุว่าคดีใดที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น และถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัว

ส่วนวรรคสาม ระบุว่ากรณีที่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิดหรือมีการบันทึกไว้ในฐานะประวัติอาชญากรรม ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นผล และให้หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่และอำนาจลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญานั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) มีคำสั่งเมื่อ 9 ก.ย. 2568 ให้บังคับโทษจำคุกนายทักษิณเป็นเวลา 1 ปี หลังเปิดศาลไต่สวน "คดีชั้น 14" ทว่าเขาถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำกลางคลองเปรมนาน 8 เดือน ก็ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติเมื่อ 11 พ.ค. 2569 แล้ว "พ้นโทษทันที" เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อ 3 มิ.ย. 2569 กลายเป็น "ผู้บริสุทธิ์เต็มขั้น" เร็วกว่ากำหนดเดิม 3 เดือน

ทักษิณ ชินวัตร โผเข้ากอด แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็ก เป็นคนแรกหลังเดินพ้นจากประตูเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อ 11 พ.ค. 2569
คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร โผเข้ากอด แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็ก เป็นคนแรกหลังเดินพ้นจากประตูเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อ 11 พ.ค. 2569

นายฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวเมื่อ 14 ต.ค. ว่า ขณะนี้เรื่องเข้ามาแล้ว อยู่ในขั้นตอนของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ทั้งนี้จะรวบรวมคำร้องกรณีอื่น ๆ มาพิจารณาในคราวเดียวกัน ซึ่งตามกฎหมายกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการไว้ที่ 180 วัน หรือประมาณเดือน มี.ค. 2570 และสามารถขยายเวลาได้ 2 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ปลัด สปน. ปฏิเสธจะตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่าคำร้องของนายทักษิณเข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ โดยโยนให้คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา เพราะเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายหลายประเด็น

สรุปสาระสำคัญคำร้องขอนิรโทษกรรมของทักษิณ

สื่อหลายสำนัก อาทิ มติชน และเดลินิวส์ รายงานเนื้อหาคำร้องของนายทักษิณที่ยื่นต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งบีบีซีไทยได้นำประเด็นหลัก ๆ ไปสอบทานกับทนายความของนายทักษิณ เข้าใจว่าเป็นเอกสารคำร้องของอดีตนายกฯ จริง

คำร้องของนายทักษิณเริ่มต้นด้วยการบรรยายคุณสมบัติของตัวเอง ไล่เรียงตั้งแต่นำพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ชนะการเลือกตั้ง 2 สมัย (ปี 2544 และปี 2548), ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ คนที่ 23 ของไทย, เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างปี 2548-2549, และในวันที่ 19-20 ก.ย. 2549 มีประกาศสำคัญของฝ่ายคณะบุคคลที่เข้ายึดอำนาจการปกครอง จนเป็นมูลเหตุอันสำคัญที่จะดำเนินคดีกับตนในหลายกรณี พร้อมอ้างถึงเนื้อหาจากแถลงการณ์คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 1 ฉบับที่ 2 และประกาศแต่งตั้งหัวหน้า คปค. ลงวันที่ 20 ก.ย. 2549 ซึ่งมีความชัดเจนว่าตนถูกกล่าวหาคดีอาญาที่มิได้มีการกระทำผิดตามกฎหมาย แต่มีต้นเหตุมาจากการกระทำรัฐประหาร

"เมื่อทำการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินไปแล้ว ก็มีกระบวนการไต่สวน สอบสวน และสร้างพยานหลักฐานขึ้นโดยไม่ชอบต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรมกับข้าพเจ้า ซึ่งเมื่อการเริ่มต้นเป็นเช่นนั้นแล้ว ผลลัพธ์และพยานหลักฐานที่ต่อเนื่องตามมาก็ย่อมใช้ไม่ได้และไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน ดัง 'ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ' (Fruit of the Poisonous Tree) ที่ว่าผลของต้นไม้ที่มีพิษ ก็ย่อมมีพิษเช่นกัน ข้าพเจ้าจึงร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ตนเองจากคณะกรรมการทุกท่านเพื่อขอความเป็นธรรมเช่นบุคคลอื่นอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน มิได้เรียกร้องสิ่งใดที่เกินเลยหรือเหนือกว่าบุคคลอื่น" ข้อความในคำร้องของนายทักษิณระบุตอนหนึ่ง

ภาพรถถังจอดอยู่ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 19 ก.ย. 2549 หลังมีรายงานข่าวทหารได้ทำการเข้ายึดทำเนียบฯ จากภาพสังเกตเห็นได้ว่ามีการผูกผ้าสีเหลืองบนรถถัง
คำบรรยายภาพ, ภาพรถถังจอดอยู่ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 19 ก.ย. 2549 หลังมีรายงานข่าวทหารได้ทำการเข้ายึดทำเนียบฯ

อดีตนายกฯ ยังยืนยันในคำร้องด้วยว่า ตนเองเป็นบุคคลที่เข้าเงื่อนไขหรือคุณสมบัติของมาตรา 7 ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม และไม่มีลักษณะตามบทบัญญัติยกเว้นการได้รับผลนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยให้เหตุผลว่า คำพิพากษาศาล อม. ใน 4 คดี ได้แก่ คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553, คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551, คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 "ไม่ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษาหรือวินิจฉัยในส่วนใดเลยที่ระบุชัดเจนว่าข้าพเจ้ากระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ"

คำร้องของนายทักษิณยังระบุถึงการได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยลดโทษในคดีของศาลฎีกาฯ คงเหลือจำคุกรวมกันทั้ง 3 คดี เพียง 1 ปี และตนก็ได้รับโทษดังกล่าวครบถ้วนแล้ว

ในท้ายคำร้อง นายทักษิณขอให้คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าให้ตนเองได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง โดย "ถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดใด ๆ เลยตามมาตรา 8 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 อันเป็นการคืนสิทธิเด็ดขาดอย่างเสมอภาค เท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ มิเช่นนั้นจะไม่นำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตรงกันข้ามจะยิ่งสร้างความไม่เป็นธรรม อยู่ในวังวนของความขัดแย้ง ไม่สร้างความสมานฉันท์ปรองดองในสังคมไทยอย่างไม่สิ้นสุด"

สำหรับบุคคลที่จะเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมได้ต้องเป็นไปตามมาตรา 7 ซึ่งระบุว่า บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 - 16 ก.ค. 2568 ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือเป็นผู้เคยกระทำความผิด

ขณะเดียวกันมีเงื่อนไขตามมาตรา 3 ห้ามมิให้นิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ, การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัว

เปิดคำพิพากษา 4 คดี ศาลลงโทษทักษิณฐานทุจริตหรือไม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำร้องขอของนายทักษิณก่อให้เกิดการตีความและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเขาต้องคำพิพากษา "คดีทุจริต" ซึ่งเป็น "เงื่อนไขต้องห้าม" ตามกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข

"เราตรวจดูคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ทั้งหมดแล้ว ไม่มีตรงไหนเลยที่ระบุว่ากระทำความผิดฐานทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือรัฐเสียหายจากการที่ได้เอาเงินของรัฐไป มันเป็นการกล่าวหาเพื่อพยายามโยงมาที่ท่าน ทำไมคุณไม่พิจารณาว่าที่ท่านทำมา คือทำตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา แต่กลายเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเมื่อมีการยึดอำนาจ ตั้งข้อกล่าวหา และคนที่สอบก็คือฝ่ายตรงข้าม ซึ่งก็ยังอยู่ตรงข้ามมาจนถึงทุกวันนี้" นายวิญญัติกล่าว

ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณยังวิจารณ์กลับต่อบรรดาบุคคลที่ออกมาคัดค้านการขอนิรโทษกรรมของอดีตนายกฯ ว่า ใช้คำพูดบางเบาเพื่อพยายามจะตัดสิทธิทางกฎหมายของคนอื่น และตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการด่วนสรุปเพื่อกีดกันนายทักษิณออกจากกระบวนการหรือไม่

บีบีซีไทยถามว่า "คดีหวยบนดิน" ศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วน "คดีให้นอมินีถือหุ้นชินคอร์ป" และ "คดีให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ 4,000 ล้านบาทให้พม่า" ศาลลงด้วยความผิดตามมาตรา 152 แล้วจะตีความอย่างไรว่าไม่ใช่ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

นายวิญญัติตอบว่า "เรายื่น เพราะเราหวังให้ตีความไง ไม่ใช่แค่ยื่นมา ก็กันแล้ว ไม่ได้แล้ว จะเอาคำวินิจฉัยของคนบางคนมาเป็นสูตรสำเร็จในการตัดสิทธิคนอื่นไม่ได้ แล้วคณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจวินิจฉัยเพื่ออะไร เจตนากฎหมายนี้ต้องการให้เกิดความปรองดอง ดังนั้นหวังว่าคณะกรรมการจะใช้หัวใจที่เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจด้วยความตระหนักถึงเหตุการณ์ในอดีตมองไปสู่อนาคต พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยการตีความอย่างกว้าง"

วิญญัติ ชาติมนตรี
คำบรรยายภาพ, วิญญัติ ชาติมนตรี เป็นทนายความผู้รับมอบอำนาจจากทักษิณให้ต่อสู้คดีหลายคดี มาครั้งนี้เขาเป็นตัวแทนยื่นคำร้องเพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับ "นิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง"

บีบีซีไทยตรวจสอบคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) ในทั้ง 4 คดี ที่ปรากฏในคำร้องขอนิรโทษกรรมของนายทักษิณ เพื่อทบทวนว่าศาลสั่งลงโทษอดีตนายกฯ ในความผิดฐานใดบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ" ยกเว้นคดีแรก

คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 หรือคดีริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (ชั้นพิจารณาอุทธรณ์) 46,373.68 ล้านบาท

ศาลพิพากษาเมื่อ 11 ส.ค. 2553 ยืนยันว่า นายทักษิณยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นบริษัทชินคอร์ป 1,419.49 ล้านหุ้นในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกฯ 2 วาระ และได้ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อันเป็นการ "เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ" รวม 5 กรณี

ศาลพิพากษาให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผลหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น จำนวน 46,373.68 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542

คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 หรือคดีสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) อนุมัติเงินกู้สินเชื่อ 4,000 ล้านบาทให้แก่สหภาพพม่า เพื่อทำโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม โดยเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง

ศาลพิพากษาเมื่อ 23 เม.ย. 2562 ว่านายทักษิณมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) องค์คณะโดยมติเสียงข้างมากให้จำคุก 3 ปี

ศาลได้หยิบยกคำพิพากษาคดีริบทรัพย์ 46,373.68 ล้านบาท ที่ระบุว่า นายทักษิณ และคุณหญิงพจมาน อดีตภรรยา ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างแท้จริงใน บมจ.ชิน แซทเทลไลท์ และ บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น จึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากผลประกอบการของ 2 บริษัทนี้ อันถือเป็นมูลเหตุเพียงพอให้นายทักษิณเร่งสั่งการให้เพิ่มวงเงินปล่อยกู้ให้สหภาพพม่าทั้งที่มีข้อทักท้วงจากกระทรวงการต่างประเทศ การกระทำของนายทักษิณจึงเข้าลักษณะของการ "มีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น"

คำพิพากษาศาล อม. ระบุว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ไม่มีองค์ประกอบของความผิดหรือมูลเหตุชักจูงใจว่าจะต้องเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แม้นายทักษิณเป็นผู้เห็นชอบสั่งการไปตามขั้นตอนของทางราชการตั้งแต่เริ่มจนแล้วเสร็จ โดยไม่ปรากฏชัดแจ้งว่ามีขั้นตอนใดที่กระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบใด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความผิดของตนได้ เพราะได้เกิด "ความทับซ้อนกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของผู้มีตำแหน่งหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติห้ามไว้"

ศาลระบุว่า เมื่อการกระทำของนายทักษิณเป็นความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทเฉพาะดังได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบททั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีก

ศาลฎีกา

คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 หรือคดีให้นอมินีถือหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นคู่สัญญาต่อหน่วยงานของรัฐ และเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นในกิจการโทรคมนาคม

ศาลพิพากษาเมื่อ 30 ก.ค. 2563 ว่า นายทักษิณมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 100 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) การกระทำของนายทักษิณเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยองค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ จําคุก 2 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สําหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น จําคุก 3 ปี รวมเป็นจําคุก 5 ปี

คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 หรือคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว (หวยบนดิน) ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ศาลพิพากษาเมื่อ 6 มิ.ย. 2562 ว่า นายทักษิณมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากให้ลงโทษจำคุก 2 ปี

คำพิพากษาสรุปใจความสำคัญได้ว่า นายทักษิณมีเจตนาจะออกหวยบนดิน โดยไม่คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของสำนักงานสลากกินฯ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เมื่อพิจารณารูปแบบของการดำเนินการโครงการ เห็นได้ว่าการแสวงหารายได้และการจ่ายเงินรางวัลของสำนักงานสลากฯ มีลักษณะเช่นเดียวกับการเป็น "เจ้ามือรับกินรับใช้หวยใต้ดิน" ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯ ย่อมต้องรู้ว่าเป็นการผิดกฎหมาย

เมื่อพิจารณาเงื่อนไขในการจ่ายรางวัล สลากเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัวเป็นการจำหน่ายสลากตามความต้องการของผู้ซื้อ ไม่มีจำกัดวงเงินในการเล่น และไม่มีจำกัดวงเงินรางวัลที่จะจ่าย ดังนั้นการออกหวยบนดินจึงมีลักษณะเป็นสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) ที่อาจทำให้สำนักงานสลากฯ มีโอกาสขาดทุน และส่งผลกระทบต่อกระทรวงการคลัง ทำให้กระทรวงได้รับความเสียหาย ทั้งนี้คำพิพากษาระบุถึงผลขาดทุน 7 งวด เป็นเงินรวม 1,668.19 ล้านบาท (เงินที่จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสลาก) ด้วย

เมื่อพิจารณารายได้จากการจำหน่ายสลาก 123,339.89 ล้านบาท มีการนำเงินรายได้บางส่วนคืนสู่สังคม แต่ไม่ได้นำเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน

องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าการกระทำของนายทักษิณ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยร่วมกระทำการกับ รมช.คลัง ปลัดกระทรวงการคลัง และ ผอ.กองสลากฯ (ในขณะนั้น) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83

คนเสื้อแดงรอต้อนรับอดีตนายกฯ กลับบ้าน ในวันได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำเมื่อ 11 พ.ค.
คำบรรยายภาพ, คนเสื้อแดงรอต้อนรับอดีตนายกฯ กลับบ้าน ในวันได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำเมื่อ 11 พ.ค.

สำหรับมาตรา 152 และ 157 ของประมวลกฎหมายอาญา จัดอยู่ในหมวดความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

มาตรา 152 บัญญัติไว้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท

มาตรา 157 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท

การกลับมาของ "ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ"

บัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กำหนดให้ความผิดตามกฎหมายรวม 31 ฉบับ เข้าข่ายได้รับอานิสงส์ในการนิรโทษกรรม โดยประกาศและคำสั่ง คปค. อยู่ในลำดับที่ 31 ของบัญชี

ในการต่อสู้คดีของนายทักษิณในชั้นศาล เช่น ในระหว่างพิจารณาคดีเอ็กซิมแบงก์ ทีมทนายความของอดีตนายกฯ เคยร้องว่าคณะกรรมการการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารปี 2549 ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ขัดแย้งต่อหลักนิติธรรมหรือสิทธิมนุษยชน

แต่ศาลเห็นว่า ประกาศดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และมิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นการเฉพาะ เมื่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 มาตรา 36 ได้บัญญัติรับรองให้ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 มีผลใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญไว้ชั้นหนึ่งแล้ว และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ยังมีบทเฉพาะกาลตามมาตรา 309 รับรองการกระทำของ คปค. อีกชั้นหนึ่งด้วย

การกลับมาของ "ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ" ในคำร้องขอนิรโทษกรรมของนายทักษิณ ได้รับคำอธิบายจากทนายความของอดีตนายกฯ ว่า "ไม่ใช่เอาเรื่องเก่าขึ้นมาใหม่ เพราะเป็นเรื่องคนละกระบวนการ" แต่กำลังชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่กล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ในเมื่อเป็นต้นเหตุ-ต้นตอเป็นแบบนั้นมา คือเป็นเรื่องการเมือง ผลก็เลยออกมาเช่นนั้น ไม่ต้องอธิบายเยอะ"

ทนายความของนายทักษิณยังบอกด้วยว่า คำร้องของนายทักษิณครอบคลุมเฉพาะคดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้วเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงคดีความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และการขอรับสิทธิครั้งนี้ไม่ได้ทำไปเพื่อให้กลับมามีคุณสมบัติทางการเมืองหรือเพื่อรับตำแหน่งใด ๆ เนื่องจากนายทักษิณมีอายุมากแล้ว และเพียงต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างปกติ

ชาญชัยวิเคราะห์เป้าจริง หาทางเลี่ยงจ่ายภาษีหุ้นชินฯ 1.7 หมื่นล้าน

ด้านนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาล อม. ขอให้ไต่สวนการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีชั้น 14" แสดงความประหลาดใจว่าเหตุใดนายทักษิณถึงยื่นขอนิรโทษกรรม เนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขมีเงื่อนไขชัดเจนว่าห้ามนิรโทษกรรมคดีทุจริต และทุกคดีที่ศาลตัดสินไปแล้วในกรณีนายทักษิณ ไม่ใช่คดีการเมือง

อดีต สส. รายนี้วิเคราะห์เหตุผลในการยื่นคำร้องของนายทักษิณว่ามีความเป็นไปได้ 2 ประการคือ 1. ไม่อยากมีมลทินต่อไป ทั้งที่เขาเคยรับสารภาพ ขออภัยโทษ แล้วได้รับพระมหากรุณาธิคุณอภัยลดโทษให้เหลือ 1 ปี "ตอนนั้นยอมรับผิดหมด ตอนนี้บอกผลไม้พิษ มันย้อนแย้งไหม" และ 2. อาจอยากหาทางเลี่ยงจ่ายภาษีจากการหุ้นชินคอร์ป 17,629 ล้านบาท ตามการประเมินของกรมสรรพากร

"ทีแรกก็หนีไป พอกลับมาไทย (ปี 2566) เขาให้ติดคุก ก็ไม่ยอมติด จนเกิดเรื่องราวมากมายอย่างที่รู้กัน ที่สุดก็ต้องไปติด ตอนนี้พอเขาจะมีนิรโทษกรรม ก็เอาบ้าง ออกมาอีกแล้ว ต้องถามว่าทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร ถ้าให้ผมวิเคราะห์นะ อันนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้าน เลยตีรวน มันไม่ได้หรอกครับ เพราะคุณสู้เต็มที่ สู้มา 3 ศาล แล้วคุณแพ้ จนศาลฎีกาตัดสินให้คุณจ่าย ตอนนี้คุณบอกไม่จ่าย" นายชาญชัยกล่าวกับบีบีซีไทย

เหตุที่นายชาญชัยอ้างถึงคดีเก็บภาษีหุ้นชินฯ เพราะนายทักษิณได้ยื่นคำร้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กรณีถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 17,629 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าศาล อม. ได้สั่งยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว 46,373 ล้านบาท โดยศาลนัดฟังคำสั่ง 16 พ.ย. นี้

ในระหว่างเบิกความต่อศาลเมื่อ 7 ต.ค. นายทักษิณกล่าวตอนหนึ่งว่า ที่ต้องมานั่งในศาลขณะนี้เพราะตนคือ "ผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ" จากการปฏิวัติรัฐประหารทางการเมือง การซื้อขายหุ้นไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย แต่ขณะนั้นตนอยู่ต่างประเทศ เมื่อมีคำพิพากษาก็เคารพคำพิพากษา โดยการได้มาซึ่งคำพิพากษาเกิดจากผลไม้เต็มถาดยื่นไปให้ศาล และยังระบุด้วยว่าการดำเนินการของกรมสรรพากรไม่ชอบ

มาตรา 9 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ระบุว่า การกระทำผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางแพ่งแก่หน่วยงานรัฐให้การดำเนินคดีทางแพ่งโดยหน่วยงานของรัฐเป็นอันยุติลง และมิให้หน่วยงานของรัฐนั้นฟ้องร้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสียหายดังกล่าว

ถ้าศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ใดชำระค่าเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ให้การชดใช้ค่าเสียหายหรือการบังคับคดีให้หน่วยงายของรัฐเป็นอันยุติลง ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อการชำระหนี้หรือการบังคับคดีที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว

นายชาญชัยเตือนคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้ใช้ดุลพินิจให้ดี "อย่าทำตัวใหญ่กว่าศาล" เพราะถ้ากล้านิรโทษกรรมให้คดีทุจริตที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของ พ.ร.บ. นี้ อาจมีผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษตามมาตรา 157 ได้

"ไม่มีการคุยกันเลยว่าต้องให้ใครเป็นพิเศษ"

นายกฯ อนุทิน มอบหมายให้รองนายกฯ ปกรณ์ เป็นประธานกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
คำบรรยายภาพ, นายกฯ อนุทิน มอบหมายให้รองนายกฯ ปกรณ์ เป็นประธานกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในฐานะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ยังไม่เห็นคำร้องของอดีตนายกฯ จึงยังให้ความเห็นไม่ได้ และไม่ควรให้ความเห็นด้วยเพราะต้องเป็นผู้วินิจฉัย

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เรียกประชุมคณะกรรมการนัดแรกไปเมื่อ 21 ก.ย. ซึ่ง รศ.ดร.ยุทธพรบอกว่า "ไม่มีการคุยกันเลยว่าต้องให้ใครเป็นพิเศษ ทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย"

เขาอธิบายด้วยว่า กลไกการนิรโทษกรรม ตามมาตรา 8 มีผลทันทีตั้งแต่ 24 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ หากใครอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ก็ให้ยุติการสอบสวนหรือฟ้องคดี หากใครอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ก็ให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ หากใครอยู่ระหว่างรับโทษ ราชทัณฑ์ก็ไปร้องขอหมายปล่อยจากศาล แล้วปล่อยตัวออกจากเรือนจำ

"ดังนั้นหากใครไม่ได้ถูกปฏิเสธจากหน่วยงานรัฐ ก็ไม่จำเป็นต้องมาร้องขอที่คณะกรรมการ เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้วภายใน 180 วัน แต่ถ้าใครตกหล่น ไม่ได้รับการดำเนินการจากหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่ต้องอยู่ในเงื่อนไขนี้ก็สามารถร้องทุกข์เข้ามาได้" รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว

กรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมาโดยการเสนอชื่อของประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ยังไม่ทราบว่ากองทะเบียนประวัติอาชญากรได้ลบประวัติอาชญากรของนักโทษคดีการเมืองไปแล้วหรือไม่อย่างไร ต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งข้อมูลมายังคณะกรรมการชุดใหญ่ว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกต-มีคำเตือนให้คณะกรรมการใช้ดุลพินิจให้ดี อย่าทำตัวใหญ่กว่าศาลนั้น รศ.ดร.ยุทธพรกล่าวว่า "เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ใครไม่พอใจ ยังไปร้องศาลปกครองได้อีก ไม่ใช่ไม่มีช่องทาง แม้กฎหมายเขียนให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือว่าเป็นที่สุด แต่เป็นที่สุดตาม พ.ร.บ. นี้ ไม่ใช่ที่สุดตามกระบวนการ"