สาวอังกฤษสุดช้ำหลังค้นพบว่า ต้องรับเคมีบำบัดมานานถึง 11 ปี ทั้งที่ไม่ได้เป็นมะเร็ง

- Author, เดวิด ลัมบ์
- Role, โคเวนทรี
- Author, วาเนสซา เพียซ
- Role, เวสต์ มิดแลนด์ส
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
ตอนที่เบ็คกี โจนส์ ได้รับแจ้งว่าป่วยเป็นเนื้องอกในสมองระยะสุดท้ายและจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่เดือนนั้น เธอมีอายุแค่เพียง 21 ปี
ในขณะนั้นเธอเพิ่งเริ่มต้นสานความสัมพันธ์กับคนรักและมีความฝันที่จะทำงานเป็นตำรวจ แต่แล้วอนาคตของเธอกลับดูมืดมนลงในทันที
ผลการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนำไปสู่การรักษาด้วยเคมีบำบัดต่อเนื่องยาวนานถึง 11 ปี ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตของเธอ เธอต้องเผชิญกับอาการคลื่นไส้อาเจียนอยู่บ่อยครั้ง ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมของครอบครัวได้ เส้นทางอาชีพต้องหยุดชะงัก และเธอยังต้องใช้ชีวิตด้วยความวิตกกังวลและระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
ปัจจุบันในวัย 34 ปี เธอเพิ่งได้รับทราบความจริงว่า แท้จริงแล้วเธอไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็งแต่อย่างใด แต่มีอาการอักเสบในสมองซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาสเตียรอยด์
คุณแม่ลูกสองรายนี้เป็นหนึ่งในผู้ป่วยกว่า 40 รายที่กำลังดำเนินคดีทางกฎหมายกับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเวนทรีและวอริกเชอร์ ( University Hospitals Coventry and Warwickshire - UHCW) ภายใต้ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) สืบเนื่องจากการได้รับการรักษาโรคมะเร็งที่ยืดเยื้อหรือเกินความจำเป็น
"ฉันได้รับคำบอกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า หากไม่รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ฉันจะต้องเสียชีวิต" เธอกล่าว
โจนส์เล่าว่า สมัยที่เธอยังเป็นสาว ศาสตราจารย์เอียน บราวน์ แพทย์ที่ปรึกษาประจำโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเวนทรี (University Hospital, Coventry) ได้แจ้งกับเธอว่าเธอจำเป็นต้องรับยาเคมีบำบัดชนิดเทโมโซโลไมด์ (TMZ) ไปตลอดชีวิต
ทั้งที่ในความเป็นจริง แนวทางการรักษาแนะนำให้ใช้ยาเพียง 6 รอบภายในระยะเวลา 6 เดือนเท่านั้น
เมื่อเธอตั้งคำถามเกี่ยวกับผลการสแกนหลายครั้งที่ไม่พบร่องรอยของเนื้องอก แพทย์ที่ปรึกษาคนดังกล่าวกลับบอกเธอว่าเนื้องอกนั้น "ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า"
จนกระทั่งในปี 2025 เมื่อมีการตรวจสอบกรณีผู้ป่วยมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับหมอบราวน์ เธอจึงได้รับรู้ความจริง
"ฉันไม่เคยเป็นเนื้องอกในสมองเลย ฉันได้รับการวินิจฉัยผิดพลาดและต้องผ่านกระบวนการรักษาทั้งหมดนี้มาตลอดช่วงเวลาสำคัญของชีวิตวัยผู้ใหญ่โดยไม่มีเหตุผลอันควร" เธอกล่าว
"พูดง่าย ๆ ก็คือ เขาทำลายชีวิตของฉันไปแล้ว" เธอกล่าวเสริม

ที่มาของภาพ, Becky Jones
มีผู้ป่วยของแพทย์ที่ชื่อบราวน์อีกจำนวนมากที่เปิดเผยกับบีบีซีว่า พวกเขาได้รับยา TMZ เป็นเวลานานหลายปี ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมาหลายประการ
ผู้ป่วยรายหนึ่งเชื่อว่ายานี้ทำให้เธอมีภาวะมีบุตรยาก ในขณะที่อีกรายป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหลังจากได้รับยาไปถึง 100 รอบการรักษาโดยไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นโดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ (Royal College of Physicians - RCP) ระบุว่า ผู้ป่วยในโรงพยาบาลแห่งนี้ได้รับยาต่อเนื่องเป็นเวลานานโดย "แทบไม่มีหลักฐานยืนยันถึงประโยชน์ของการรักษาหรือไม่มีเลย"
รายงานดังกล่าวพบว่าความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในโรงพยาบาลถือเป็น "การทรยศต่อความไว้วางใจของผู้ป่วย" อีกทั้งยังตั้งคำถามว่าเหตุใดทีมเภสัชกรด้านมะเร็งวิทยาจึงไม่ทักท้วงกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัดชนิดรับประทานอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 10-15 ปี
ทางโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเวนทรีและวอริกเชอร์ ระบุว่าจะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีเฉพาะราย แต่ยืนยันว่าได้มีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ขึ้นเพื่อรับประกันว่า "จะมีการกำกับดูแลการสั่งจ่ายและการใช้ยา TMZ ที่รัดกุมยิ่งขึ้น"

ที่มาของภาพ, Supplied
ย้อนกลับไปในปี 2012 ชีวิตของโจนส์เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ซึ่งในขณะนั้นเธอเป็นพนักงานควบคุมกล้องวงจรปิดที่สนามกีฬาโคเวนทรีซิตี้ เธอได้พบกับพีท คู่รักของเธอ ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในสนามในที่ทำงานเดียวกัน แต่หลังจากนั้นไม่นาน เธอเริ่มมีอาการปวดไมเกรนอย่างรุนแรงและไปพบแพทย์
เธอเข้ารับการตรวจชิ้นเนื้อสมองโดยศัลยแพทย์ระบบประสาทเอกชน
แต่ฟิโอนา ทินสลีย์ หุ้นส่วนของบริษัทกฎหมายบราบเนอร์ส กล่าวว่า ศาสตราจารย์บราวน์ได้วินิจฉัยว่า โจนส์เป็นมะเร็งสมองชนิดกลิโอบลาสโตมา (Glioblastoma) ในระดับ 4 ซึ่งเป็นมะเร็งสมองที่มีความรุนแรงสูงที่สุดชนิดหนึ่ง ก่อนที่ผลการตรวจจะออกมาเสียอีก
บีบีซีพยายามติดต่อศาสตราจารย์ที่เกษียณอายุการทำงานผู้นี้แล้วหลายครั้ง
โจนส์บรรยายถึงช่วงเวลาหลายปีที่เธอต้องรับยาเคมีบำบัดว่าเป็นช่วงเวลาที่ "เลวร้ายอย่างยิ่ง"
"มันมีทั้งอาการคลื่นไส้ตลอดเวลา ปวดท้อง มีแผลในปาก และความอ่อนเพลียที่ต้องเผชิญในทุก ๆ วัน มันแย่มากจริง ๆ " เธอย้อนกล่าว
ตัวยาส่งผลกระทบต่อทุกแง่มุมในชีวิตของเธอ โดยความกังวลเรื่องความเสี่ยงในการติดเชื้อทำให้เธอต้องหลีกเลี่ยงการไปร่วมงานสังคมและการรวมตัวของครอบครัว
นอกจากนี้ ใบขับขี่ของเธอยังถูกยึดไปในตอนแรก และต่อมาก็ถูกจำกัดสิทธิ์ในการขับขี่
"ก่อนจะเข้ารับการรักษา ฉันเคยไปออกกำลังกายที่ยิมและวิ่งอยู่เป็นประจำ รวมถึงฉันกับพีทก็มักจะออกไปกินข้าวข้างนอกด้วยกันบ่อย ๆ ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากนั้นฉันก็ทำกิจกรรมเหล่านั้นไม่ได้อีกเลย" เธออธิบาย
นอกจากนี้ทั้งคู่ยังได้รับแจ้งด้วยว่า โจนส์จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
"แต่ต่อมาฉันกลับมีลูกได้ถึงสองคน ซึ่งเขาบอกฉันว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ทั้งคู่" เธอกล่าว

การรักษาของเธอดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าสิบปี จนกระทั่งจู่ ๆ ในปี 2024 เธอได้รับโทรศัพท์จากแพทย์ที่แจ้งว่าจะยุติการรักษาด้วยเคมีบำบัด
"เขาไม่ได้ให้เหตุผลเลยว่าทำไม เขาแค่บอกฉันว่าเอียน บราวน์ (Ian Brown) เกษียณอายุไปแล้ว ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเรื่องนี้" โจนส์กล่าว
เธอได้รับแจ้งว่าหากมีข้อสงสัยใด ๆ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งคนใหม่จะเป็นผู้ให้คำตอบ แต่กลับไม่มีการระบุชื่อแพทย์คนดังกล่าวให้เธอทราบแต่อย่างใด
"ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร จะหันหน้าไปพึ่งใคร หรือจะคุยกับใครดี เพราะช่วงเวลานั้นฉันไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ จากทางโรงพยาบาลเลย" เธอกล่าว
ต่อมาในเดือน พ.ค. 2025 หลังจากมีการวิเคราะห์โดยอิสระจากศัลยแพทย์ระบบประสาทและรังสีแพทย์ในนามของทีมทนายความ เธอได้รับแจ้งว่าแท้จริงแล้วเธอไม่เคยป่วยเป็นมะเร็งสมองแต่อย่างใด
อันที่จริงเธอป่วยเป็นภาวะที่เรียกว่า tumefactive demyelination หรือรอยโรคที่มีลักษณะคล้ายเนื้องอกซึ่งเกิดจากการสูญเสียปลอกหุ้มเส้นประสาท ซึ่งเป็นการอักเสบที่โดยปกติแล้วจะรักษาโดยแพทย์ระบบประสาทซึ่งจะใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ขนาดสูงรักษาผู้ป่วย
โจนส์ได้รับทราบข่าวดังกล่าวผ่านการสนทนาทางวิดีโอกับทีมทนายความและเหล่าผู้เชี่ยวชาญ
"ตอนที่เรารู้เรื่องนี้ ทุกคนต่างก็มีน้ำตาคลอเบ้า" ทินสลีย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางกฎหมายให้กับผู้ป่วยจำนวนมากกล่าว

รายงานการทบทวนของ RCP ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อของศาสตราจารย์เอียน บราวน์ โดยตรงแต่เรียกขานเขาว่า "ดร.วาย" พบว่าในจำนวนผู้ป่วย 20 รายที่ได้รับการตรวจสอบนั้น มีถึง 15 รายที่ผลลัพธ์โดยรวมถือว่า "ไม่น่าพอใจ" ทั้งนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรายดังกล่าวไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการทบทวนครั้งนี้
คณะทำงานพบว่ามี "หลักฐานเพียงเล็กน้อย" ที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการใช้ยานี้
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า ในบางกรณีขาด "ความกระตือรือร้นในการสืบค้นทางคลินิก" และขาดการประสานงานร่วมกับเพื่อนร่วมวิชาชีพในทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งส่งผลให้ความผิดพลาดในการวินิจฉัยโรคที่อาจเกิดขึ้นนั้นยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไข
โจนส์บรรยายถึงผลการตรวจสอบนี้ว่าเป็นสิ่งที่ "น่าสะพรึงกลัว"
"ประเด็นไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เขาทำเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การปล่อยให้เขาทำงานตามลำพังมาเป็นเวลานานขนาดนั้นได้อย่างไร" เธอกล่าวเสริม
"มันแทบจะเหมือนกับว่าเขาเป็นคนกำหนดและจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยไม่มีใครคอยกำกับดูแลสิ่งที่เขาทำเลย"
การสอบสวนเพิ่มเติม
โฆษกของ รพ.มหาวิทยาลัยโคเวนทรี กล่าวว่าผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบทุกคนได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับอาวุโสแล้ว และมีการกำหนดแผนการดูแลรักษาที่เหมาะสมไว้รองรับ
"นอกจากนี้เรายังกำลังดำเนินการทบทวนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนของบุคลากร โดยให้หน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระเข้ามาดูแล เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่และมีความมั่นใจในการแจ้งข้อกังวลต่าง ๆ"
"ทางองค์กรจะประเมินผลการทบทวนฉบับสมบูรณ์จาก RCP ทันทีที่มีการเผยแพร่ และจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมต่อไปโดยอิงจากข้อค้นพบในรายงานดังกล่าว"
"เราต้องการสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนของเราว่า ความปลอดภัย ประสบการณ์ และสุขภาวะของผู้ป่วยยังคงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด" โฆษก รพ. กล่าวเสริม
Tell us which stories we should cover in Coventry & Warwickshire





























