ความฝันนำไปสู่การวินิจฉัยโรคมะเร็งของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่สมองของเราในยามหลับสามารถส่งสัญญาณได้จริงหรือ ?

A woman sits on a mossy grey rock, her legs crossed and her hands in her lap. Her face is covered by a small cloud. She wears jeans, trainers and a light pink jumper.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อเดอลีนบอกว่าหากไม่มีความฝันของเธอ เธอคงไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคในช่วงเวลานั้น
    • Author, เคธ โบวี
    • Role, ผู้สื่อข่าวโกลบอลเฮลท์
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

ในปี 2011 อเดอลีนฝันถึงความฝันหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของเธอ ซึ่งในเวลานั้นเธอรู้สึกซึมเศร้าและคิดถึงแม่ผู้เสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีก่อน

"จนกระทั่งคืนหนึ่ง แม่ก็ปรากฏตัวในความฝัน" อเดอลีนจากฮ่องกง (นามสมมติ) เล่าให้บีบีซีฟัง

"ฉันจำได้ว่าฉันพูดว่า 'โอ้ แม่ ในที่สุดเราก็ได้เจอกัน แม่เป็นอย่างไรบ้าง' แล้วแม่ก็ตอบว่า 'แม่สบายดี แต่แม่อยากบอกอะไรบางอย่างกับลูก โปรดไปตรวจสุขภาพโดยเร็วที่สุด'"

อเดอลีนบอกว่า เธอรับเอา "สารที่กล่าวอย่างหนักแน่น" นั้นไว้ และนัดหมายไปพบแพทย์

ในเวลาต่อมาเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะที่หนึ่งซึ่งสามารถรักษาได้ เพราะตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

"ฉันรู้สึกขอบคุณมาก" อเดอลีนกล่าว "ไม่เช่นนั้น ฉันคงไม่เร่งให้ตัวเองไปตรวจสุขภาพ"

ผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมตีความความฝันของตัวเองมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว โดยในสังคมอียิปต์ กรีก และบาบิโลเนียโบราณ ต่างเชื่อว่าความฝันสามารถเป็นลางพยากรณ์ได้ ขณะที่ในศาสนาอับราฮัม ความฝันที่พระเจ้าส่งมาถูกมองว่าเป็น "นิมิต" และในชนพื้นเมืองบางกลุ่ม ความฝันถูกมองว่าเป็นการมาเยือนของผู้ช่วยทางจิตวิญญาณ

อเดอลีนกล่าวว่า เธอรับรู้ถึงความเชื่อดั้งเดิมของจีนที่ระบุว่าบรรพบุรุษสามารถส่งสารผ่านข้อความผ่านความฝันได้ แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเธอเอง

ความหลงใหลในเรื่องความฝันได้ย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์แล้ว ปัจจุบันเว็บบอร์ดที่ชื่อว่าดิสคัส (DISCUSS) ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกง กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้งานหลายคนแบ่งปันวิธีการตีความความฝัน ขณะที่ผู้ใช้เรดดิท (Reddit) หลายร้อยคนออกมาเล่าเกี่ยวกับการใช้แชทจีพีที (ChatGPT) เพื่อวิเคราะห์ความฝันของพวกเขา

ทว่าความฝันอย่างของอเดอลีนบอกอะไรกับเราได้บ้าง และนักวิทยาศาสตร์กับนักจิตวิทยาคิดว่าเราควรให้ความสำคัญกับความฝันเหล่านี้มากเพียงใด

.

เหตุใดเราจึงฝัน

ดร.อาบีเดมี โอตาอิกู นักประสาทวิทยาจากราชวิทยาลัยลอนดอนของสหราชอาณาจักร บอกว่าสมองของเราชอบการฝันมาก และ "แทบจะแน่นอนว่า [พวกเรา] กำลังฝันอยู่" เมื่อเราอยู่ในช่วงการนอนหลับที่มีการกลอกตาอย่างรวดเร็วหรือช่วงอาร์อีเอ็ม (rapid eye movement-REM)

นั่นหมายความว่า เราอาจกำลังฝันอยู่นานถึง 1 ใน 3 ของระยะเวลาที่เรานอนหลับ

โดยข้อเท็จจริงแล้ว หากเราไม่ได้ฝันเนื่องจากการขาดการนอนหลับลึก สมองของเราจะแสดงความฝันที่ชัดเจนและรุนแรงมากขึ้นในครั้งถัดไป กระบวนการนี้เรียกว่า อาร์อีเอ็มรีบาวด์ (REM rebound) หรือการดีดกลับของอาร์อีเอ็ม

"ร่างกายต้องการมันจริง ๆ และจะชดเชยเมื่อมีโอกาส" ดร.โอตาอิกูอธิบาย

เหตุผลที่แท้จริงว่าเรานอนหลับไปเพื่ออะไรนั้นยังเป็นปริศนาทางวิทยาศาสตร์ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว นักวิจัยเชื่อว่าการนอนหลับช่วยให้สมองฟื้นฟูตัวเอง และเปิดโอกาสให้สมองได้จัดระเบียบความทรงจำที่เกิดขึ้นระหว่างวัน

สิ่งที่การสแกนสมองเผยให้เห็นคือ ระหว่างการนอนหลับ การตั้งค่าการทำงานของสมองดูเหมือนจะเปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลต่อวิธีที่เรารับรู้ความฝันในขณะนั้น

เมื่อเรากำลังฝัน กลีบสมองส่วนหน้าซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยให้เรามีเหตุมีผลจะ "ถูกลดการทำงานลงอย่างมาก" ขณะเดียวกันระบบลิมบิกซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับอารมณ์จะทำงานมากผิดปกติ

"นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ความฝันของเรามักจะแปลกประหลาด และดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก" ดร.โอตาอิกูกล่าว

ความฝันควรช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องใด ๆ หรือไม่

งานวิจัยหนึ่งชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาความฝันของเราสามารถผลักดันให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นในยามตื่น ขณะที่ในงานศึกษาอีกชิ้นพบว่าอดีตผู้สูบบุหรี่ที่ฝันเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ มักมีโอกาสกลับไปสูบซ้ำน้อยกว่า

ผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกันนี้ยังพบในกลุ่มผู้ที่หย่าร้างกันแล้ว โดยนักวิจัยพบว่าผู้ที่ฝันถึงอดีตคู่สมรส มักจะมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี

"พวกเขากำลังจัดการกับบางสิ่งที่ยากลำบากทางอารมณ์ และที่สำคัญคือมันไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยว่าความฝันนั้นจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ" ดร.ดีแลน เซลเทอร์แมน นักวิจัยด้านความฝันและนักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกากล่าว

อันที่จริง งานวิจัยทั้งสองชิ้นแสดงให้เห็นว่าบางครั้งความฝันด้านลบอาจช่วยให้ผู้คนรับมือกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าความฝันเชิงบวก

"คุณกำลังทบทวนมัน และจัดการกับมันในทางที่สร้างสรรค์" เซลเทอร์แมนอธิบาย

ความฝันยังสามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาได้อีกด้วย การศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าเมื่อให้ผู้เข้าร่วมทดลองแก้ปริศนาเขาวงกต ผู้ที่ฝันเกี่ยวกับเขาวงกตกลับทำผลงานได้ดีกว่า

เซลเทอร์แมนกล่าวว่าอาจเป็นเพราะ "การผสมผสานที่ทรงพลัง" ระหว่างการที่สมองมีเวลาในการประมวลผลปัญหามากขึ้น กับความฝันที่เปิดโอกาสให้เรามองเห็นปัญหานั้น ๆ ในมุมที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้น

ในชีวิตประจำวัน สิ่งนี้อาจปรากฏในรูปของแรงบันดาลใจที่ผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน สำหรับสิ่งที่เรากำลังครุ่นคิดอยู่แล้วในยามตื่น

"ความฝันก็แค่เป็นแรงผลักดันเล็ก ๆ ให้ไปในทิศทางนั้น" เซลเทอร์แมนกล่าว

A woman with long curly hair, wearing a blue jumper, lays with her hands on her tummy asleep on rugs, surrounded by pillows and soft lighting.
คำบรรยายภาพ, งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การฝันถึงปัญหาเรื่องหนึ่งสามารถช่วยให้เราแก้ไขปัญหานั้นได้

ความฝันช่วยเผยความรู้สึกที่แท้จริงในใจได้ไหม

สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าความฝันสะท้อนความรู้สึกที่ซ่อนอยู่หรือความรู้สึกที่แท้จริง เพียงแต่มันหมายความว่าสมองของคุณในยามหลับยังคงสนใจประเด็นที่จิตสำนึกในยามตื่นให้ความสำคัญอยู่

เซลเทอร์แมนกล่าวว่า เขาเคยเห็นผู้เข้าร่วมการศึกษาด้านความฝันตัดสินใจเลิกรากับคู่ของตัวเองเพราะความฝัน แต่คนเหล่านี้ได้รายงานปัญหาในความสัมพันธ์ของพวกเขามาก่อนแล้ว

"มันเป็นเพียงแค่แรงผลักดันเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม ทั้งที่พวกเขาต้องการทำเช่นนั้นอยู่แล้ว พวกเขารู้สึกเหมือนได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น แต่มันก็สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาเชื่ออยู่แล้ว" เขาอธิบาย

ดังนั้น เราควรกังวลหรือไม่เมื่อฝันถึงใครบางคนที่คาดไม่ถึง ?

"ถ้าคุณอยู่ในความสัมพันธ์ที่มีความสุข เต็มไปด้วยความรัก และราบรื่นดี แล้วคืนหนึ่งคุณฝันว่าคุณมีสัมพันธ์กับคนอื่น นั่นไม่เป็นไร เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้บ่อย" เซลเทอร์แมนกล่าว

"คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด มันไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาณของอะไรบางอย่างเสมอไป" เขากล่าวเสริม

ความฝันของเราช่วยทำนายอนาคตได้หรือไม่

สมองของเราถูกปรับให้สังเกตเมื่อความฝันดูเหมือนจะทำนายอนาคตได้ และจะจดจำช่วงเวลาที่ความฝันนั้นสอดคล้องกับเหตุการณ์จริงในชีวิต

"ในทุกครั้งที่คุณมีความฝัน แล้วมันไม่ตรงกับโลกความเป็นจริง คุณก็จะลืมมันไป" โอตาอิกู นักประสาทวิทยา กล่าว

ทว่า อาจมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความฝันดูเหมือนมีพลังหยั่งรู้ เพราะมีทฤษฎีหนึ่งเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับความสามารถของสมองที่เรียกว่า "การรับรู้จากภายในร่างกาย" (interoception)

"บางคนเรียกมันว่าประสาทสัมผัสที่ 6 โดยพื้นฐานแล้วมันคือความสามารถของสมองในการรับรู้สภาวะภายในของร่างกาย" ดร.โอตาอิกูกล่าว

ส่วนต่าง ๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้จากภายในร่างกายมักทับซ้อนกับส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฝัน และนักวิจัยบางคนเสนอว่าสิ่งนี้อาจอธิบายได้ว่า เหตุใดความฝันของเราในบางครั้งจึงดูเหมือนลางบอกเหตุล่วงหน้าเกี่ยวกับความเจ็บป่วย

"มันดูเหมือนจะเป็นกลไกที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล ซึ่งอาจอธิบายเรื่องเหล่านี้ได้" ดร.โอตาอิกูกล่าวเสริม

Dr Abidemi Otaiku smiles brightly at the camera. He has short black hair and beard and is stood inside, wearing a charcoal-coloured top.

ที่มาของภาพ, Dr Abidemi Otaiku

คำบรรยายภาพ, ดร.อาบีเดมี โอตาอิกู กล่าวว่าการรับรู้จากภายในร่างกาย (interoception) อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความฝันของเราดูเหมือนจะทำนายอนาคตได้

ควรให้ความสำคัญกับฝันร้ายของเรามากแค่ไหน

มีงานวิจัยออกมามากขึ้นจากนักประสาทวิทยาอย่าง ดร.โอตาอิกู ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความฝันของเราอาจเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงในการเกิดโรคทางสมองบางชนิด

"ยิ่งคุณมีฝันร้ายบ่อยเท่าไร ความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมและโรคพาร์กินสันก็อาจยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น" เขากล่าว

ดร.โอตาอิกูเสนอไว้ 3 สมมติฐาน ประการแรก คือ ฝันร้ายอาจเป็นสัญญาณในระยะเริ่มต้นของโรคเหล่านี้ ประการที่สองคือ ฝันร้ายอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพแย่ลง หรือประการที่สาม ทั้งฝันร้ายและโรคเหล่านี้อาจมีสาเหตุร่วมกันจากปัจจัยอื่น เช่น พันธุกรรม แต่ทั้งนี้ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าสมมติฐานใดถูกต้อง

ดร.โอตาอิกูกล่าวว่าผลการค้นพบเหล่านี้ไม่ควรทำให้เราหดหู่ใจ ในทางกลับกัน เราควรมองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีในการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น เช่น ลดความเครียด นอนหลับให้มีคุณภาพ และหลีกเลี่ยงภาพยนตร์สยองขวัญก่อนเข้านอน ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถช่วยได้

สำหรับกรณีที่ฝันร้ายมีความรุนแรงก็ยังมีทางเลือกอื่น ๆ อีกด้วย เช่น การบำบัดด้วยการซ้อมภาพในจินตนาการ (image rehearsal therapy) ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนตอนจบของฝันร้ายที่เกิดซ้ำ ๆ และยาลดความดันโลหิตชื่อว่าพราซาซิน (Prazacin) ที่สามารถยับยั้งฝันร้ายได้ โดยยังคงทำให้เกิดความฝันตามปกติ

"เป็นไปได้อย่างมากว่าการรักษาฝันร้ายจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของเรา ทั้งในระยะสั้น และอาจรวมถึงระยะยาวด้วย" ดร.โอตาอิกูกล่าวเสริม

เราควรวิเคราะห์ความฝันของเราหรือไม่

เซลเทอร์แมนเตือนว่าการมองหาความหมายเชิงสัญญะแบบตายตัวในความฝันของเราอาจเป็นเรื่องที่ชวนสับสน เพราะมันละเลยบริบทเฉพาะของแต่ละบุคคล

"ฉลามน่าจะมีความหมายที่แตกต่างกันสำหรับนักชีววิทยาทางทะเล เมื่อเทียบกับทันตแพทย์" เขาอธิบายโดยเปรียบเทียบ

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าการมองหา "ธีม" (theme) ในความฝันอาจช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้ดีขึ้น

"บางทีคุณอาจฝันถึงคนที่คุณรักซึ่งจากไปแล้วอยู่บ่อย ๆ หรืออาจฝันถึงงานที่คุณอยากทำในอนาคต หรือเกี่ยวกับเพื่อน ๆ และคนรักของคุณ" เขากล่าว

เขากล่าวเสริมว่าการติดตามธีมเหล่านี้สามารถช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและความสัมพันธ์ของเรามากขึ้น ซึ่งเป็นหัวข้อที่เรามีแนวโน้มจะฝันถึงมากที่สุด

"หากความฝันมีความหมายบางอย่างอยู่จริง ความหมายนั้นก็น่าจะอยู่ในชีวิตทางสังคมของเรา" เซลเทอร์แมนกล่าว

ด้านอเดอลีนบอกว่าตอนนี้เธอให้ความสนใจกับความฝันของตัวเองมากขึ้น และใช้มันเป็นเครื่องเตือนใจให้หันกลับมาตรวจสอบความรู้สึกของตนเอง

"เราควรเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองว่าข้อความนั้นควรหมายถึงอะไร มองลึกลงไปข้างในตัวคุณเอง แล้วคุณจะพบคำตอบ" เธอกล่าว