สูงขึ้น เร็วขึ้น อายุมากขึ้น: ร่างกายของนักฟุตบอลชั้นนำเปลี่ยนไปอย่างไรในช่วง 50 ปี

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Published
- เวลาอ่าน: 8 นาที
ประตูประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายบอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดโต่งของทั้งเกมฟุตบอลและร่างกายของนักฟุตบอลระดับแนวหน้า
ในช่วงเกม 30 วินาทีอันตึงเครียดและน่าตื่นเต้นในฟุตบอลโลกปี 1970 ผู้เล่นทีมชาติบราซิลต่อบอลกัน 8 คน ก่อนที่ คาร์ลอส อัลเบอร์โต ผู้เล่นแบ็กขวาจะยิงอย่างแรงเข้าประตูไป
ประตูที่ 4 ของบราซิลที่ยิงใส่อิตาลีในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกลูกนี้ มักได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในห้วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดของประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
ในอีกห้าทศวรรษถัดมา มีจังหวะการส่งบอล 7 ครั้งที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นระหว่างเกมระหว่างอาร์เจนตินากับฝรั่งเศสในรอบชิงฟุตบอลโลกปี 2022 ซึ่งปิดจบด้วยการทำประตูโดย อังเคล ดิ มาเรีย ปีกของทัพฟ้าขาว การส่งบอลทั้งหมดนี้ที่จบด้วยการยิงประตูกินเวลาเพียง 12 วินาที
ประตูของแบบที่บราซิลทำได้เมื่อปี 1970 "จะไม่เกิดขึ้นอีกในวันนี้และยุคสมัยนี้" ดร.ออร์แลนโด ไลตาโน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย กล่าว
ดร.ไลตาโน กล่าวต่อไปว่า หากทีมชาติบราซิลชุดฟุตบอลโลกปี 1970 เดินทางข้ามเวลามายุคนี้ จังหวะการเคลื่อนเกมของพวกเขาอาจถูกสกัดโดยคู่แข่งในยุคปัจจุบัน และ "ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่เป็นเรื่องของสรีรวิทยา"

ที่มาของภาพ, Reuters

ที่มาของภาพ, Getty Images
"การต่อสู้ในทุกตารางนิ้ว"
ดร.ไลตาโน ซึ่งทำงานให้กับทีมชาติบราซิลชุดฟุตบอลโลกปี 2014 กล่าวว่านักฟุตบอลสมัยนี้มีลักษณะทางชีววิทยาแตกต่างจากนักฟุตบอลรุ่นก่อน ๆ โดยสิ้นเชิง
เขาอธิบายว่าวิวัฒนาการของการออกกำลังกาย การแพทย์ ตลอดจนวิถีการเล่นฟุตบอลที่เปลี่ยนไป นั่นหมายถึงการที่นักฟุตบอลชั้นนำต้องต่อสู่กันในทุก ๆ ตารางนิ้วของสนามแข่ง และ "ด้วยเหตุนี้ ผู้เล่นสมัยใหม่จึงต้องเร็วขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น"

ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยวูล์ฟแฮมป์ตันในสหราชอาณาจักรระบุว่า ข้อมูลในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาชี้ว่าผู้เล่นชั้นนำมีร่างกายที่สูงขึ้น และผอมเพรียวมากขึ้น
ทีมนักวิจัยได้เปรียบเทียบข้อมูลผู้เล่นหลายพันคนที่เล่นในลีกสูงสุดของอังกฤษตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ถึงทศวรรษ 2020 ซึ่งเต็มไปด้วยนักฟุตบอลชั้นนำจากทั่วโลก
จากข้อมูลพบว่าความสูงเฉลี่ยของนักเตะเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เซนติเมตร ในช่วงระหว่างปี 1973-2013 แนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไปในทศวรรษถัดมาในกลุ่มผู้รักษาประตูและกองหลัง ขณะที่ความสูงเฉลี่ยของนักเตะในตำแหน่งกองหน้าและกองกลางลดลงเล็กน้อย
ทีมนักวิจัยสรุปด้วยว่า นักเตะในลีกสูงสุด "กำลังมีโครงสร้างร่างกายที่มีกล้ามเนื้อชัดเจนและมีหุ่นเพรียวมากขึ้น"
นั่นหมายความว่านักฟุตบอลมีแนวโน้มที่จะมีรูปร่างสูง ลีนกระชับ ตัวไม่หนา และแขนขายาวมากขึ้น ซึ่งบ่งชี้ด้วยคะแนนที่เพิ่มสูงขึ้นของดัชนีชี้วัดที่เรียกว่า ดัชนีสัดส่วนของร่างกาย RPI (Reciprocal Ponderal Index) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดส่วนสูงเทียบกับน้ำหนักที่เน้นวัดเรื่องความผอมบางของลำตัว

ผู้เขียนงานวิจัยเสนอว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับสรีระร่างกายของนักฟุตบอลเป็นเพราะสนามแข่งขันที่พัฒนาขึ้น และความเข้มข้นในการเล่นที่สูงขึ้นของนักฟุตบอลยุคนี้
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1970 สนามแข่งในช่วงกลางฤดูหนาวมักจะเต็มไปด้วยโคลน "และนักเตะจำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อเยอะมาก ๆ เพื่อที่จะทำผลงานให้ได้ดี" ศาสตราจารย์เกียรติคุณอลัน เนวิลล์ หนึ่งในคณะผู้เขียนงานวิจัยกล่าว
แต่ในปัจจุบันเนื่องจากสนามฟาดแข้งพัฒนาขึ้น "คุณจะเห็นผู้เล่นที่ผอมกว่า และตัวเบากว่า ซึ่งสามารถยืนระยะในเกมในนานกว่าด้วยการใช้พลังงานอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าพลังงานส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการเพิ่มความเร็ว
วิ่งสปรินต์ (มากกว่าเดิม) เพื่อชัยชนะ
การศึกษาหลายฉบับประเมินว่านักฟุตบอลในยุคทษวรรษ 1970-1980 มักไม่ค่อยวิ่งด้วยความเร็วสูงกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ในฟุตบอลโลกปี 2022 มีผู้เล่นอย่างน้อย 10 คนที่วิ่งด้วยความเร็วมากกว่า 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ที่สำคัญคือนักเตะกำลังต้องวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดหลายครั้งมากขึ้นในหนึ่งเกม
"หากคุณดูผู้เล่นกองหน้าเมื่อศตวรรษที่แล้ว พวกเขาสามารถเดินเกือบตลอดทั้งเกมได้ แล้วค่อยเร่งขยับทำเกมไม่กี่ครั้ง ก็อาจจะทำประตูได้แล้ว แต่อะไรแบบนั้นไม่มีอีกแล้วในสมัยนี้" เยนส์ บังก์สโบ ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกายแห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน กล่าว
ในเกมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งล่าสุด (ฟุตบอลยูโร 2024) ซึ่งแข่งในเยอรมนี นักเตะหลายคนวิ่งด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไปประมาณ 12 ครั้งต่อหนึ่งนัด ตามข้อมูลจากยูฟ่า องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลในยุโรป
อย่างไรก็ตาม จำนวนครั้งในการวิ่งสปรินต์ขึ้นอยู่กับตำแหน่งด้วย โดยเฉลี่ยแล้วกองหลังตัวกลางตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก และมิดฟิลต์ตัวกลาง จะวิ่งสปรินต์แบบใส่เต็มร้อยประมาณ 8 ครั้งต่อนัด ในขณะที่กองหน้าจะวิ่งสปรินต์ 12 ครั้ง และแบ็กซ้าย แบ็กขวา วิ่งแบบนี้ถึง 14 ครั้งต่อหนึ่งเกม
ศ.บังก์สโบ กล่าวว่า การวิ่งสปรินต์ให้เร็วเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความสามารถในการวิ่งสปรินต์ซ้ำ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
"โดยพื้นฐานแล้ว ฟุตบอลสมัยนี้เป็นเรื่องของการฟื้นฟูร่างกาย นั่นคือความสามารถในการฟื้นตัวให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" ศ.บังก์สโบ ซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพและหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกด้านความฟิตและสรีรวิทยาของฟุตบอล อธิบาย

การเร่งจังหวะการทำเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการเพิ่มขึ้นของวิธีเล่นที่ใช้แทคติกการเข้าบีบกดดันหรือเพรสซิ่งหนัก ๆ ใส่คู่แข่ง ซึ่งเน้นความเร็ว และประสานงานกันเพื่อแย่งบอลจากผู้เล่นกองหลังของทีมคู่แข่งมาครอง
ที่น่าสนใจคือ โดยรวมแล้วผู้เล่นไม่ได้วิ่งเป็นระยะทางเพิ่มขึ้นมากนักในเกมฟุตบอลยุคปัจจุบันเมื่อเทียบกับในอดีต
งานศึกษาหลายฉบับชี้ว่า ในช่วงทศวรรษ 1970 นักเตะเดิน วิ่งเหยาะ ๆ หรือวิ่ง รวมระยะทางเฉลี่ย 8.7 กิโลเมตรต่อหนึ่งนัดการแข่งขั้น ทว่าสถิตินี้ขยับขึ้นสูงสุดเป็น 11.4 กิโลเมตรในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ก็ขยับลดลง ต่อมาในฟุตบอลโลกปี 2022 ระยะทางเฉลี่ยที่ผู้เล่นเคลื่อนที่อยู่ที่ 10.6 กิโลเมตรต่อแมตช์ ตามข้อมูลจากฟีฟ่า โดยแตกต่างกันไปตามแต่ละตำแหน่ง
นักฟุตบอลลงเตะมากเกินไปหรือไม่
ข้อมูลยังชี้ด้วยว่านักฟุตบอลตัวเก่ง ๆ ต้องลงเล่นบ่อยครั้งขึ้น โดยการศึกษาหลายฉบับแสดงให้เห็นว่าจำนวนเกมที่แต่ละสโมสรส่วนใหญ่ทั่วโลกเล่นค่อนข้างคงที่อยู่ที่ประมาณ 42 เกมต่อฤดูกาล
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเตะชั้นนำแล้ว พวกเขาอาจต้องลงเล่นหนักกว่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น เวอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังของลิเวอร์พูล ลงเล่นในฤดูกาลนี้ก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มถึง 65 นัด โดยเป็นการรับใช้ทีมชาติ 10 นัด ตามข้อมูลของฟิฟโปร (Fifpro) สหภาพแรงงานนักฟุตบอลนานาชาติ
ฟิฟโปรเคยกล่าวว่าการเรียกร้องต่อนักฟุตบอลอย่างสูง "ไม่เคยนำมาซึ่งผลงานที่ยอดเยี่ยม" และได้เรียกร้องให้มีการเพิ่มมาตรการเพื่อให้นักเตะได้พักและฟื้นฟู
"จำนวนเกมที่เล่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บอย่างแน่นอน" ศ.บังก์สโบ กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
งานวิจัยที่ให้ทุนสนับสนุนโดยยูฟ่าซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2023 พบว่าอัตราการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อบริเวณแฮมสตริงหรือต้นขาด้านหลังเพิ่มขึ้นอย่าง "น่ากังวล" ในช่วง 8 ฤดูกาลก่อนปี 2023 ในจำนวน 6 กรณีจากทั้งสิ้น 10 กรณี ผู้เล่นเจ็บกล้ามเนื้อส่วนนี้โดยไม่มีใครทำฟาวล์ แต่เกิดจากการวิ่งสปรินต์ทำความเร็ว อย่างไรก็ตามงานวิจัยไม่ได้ประเมินสาเหตุว่าเกิดจากอะไร แต่ผู้เขียนชี้ว่า ความเข้มข้นในการเล่นที่เพิ่มขึ้นของนักฟุตบอลชั้นนำ และจำนวนเกมที่มากเต็มปฏิทินอาจเป็นปัจจัยของการบาดเจ็บนี้
"นักเตะในปัจจุบันทำงานอย่างหนักจนเกินขีดจำกัด หากไม่มีเวลาพักฟื้นที่เหมาะสม ร่างกายของพวกเขาก็จะทรุดโทรมลง" ศ.ไลตาโน กล่าว
นักเตะอายุเยอะมีมากขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ดี ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง ความก้าวหน้าในเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา ตั้งแต่ระบบการฝึกซ้อม ไปจนถึงโภชนาการและการฟื้นฟู ได้ทำให้เหล่านักฟุตบอลสามารถเล่นในระดับแถวหน้าได้ยาวนานยิ่งขึ้น
อายุเฉลี่ยของนักฟุตบอลที่ลงแข่งขันรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับสโมสรเพื่อชิงแชมป์ระดับทวีปของยุโรป เพิ่มขึ้นจาก 24.9 ปีในปี 1992 มาเป็น 26.5 ปีในปี 2018
จากข้อมูลของฟีฟ่า การแข่งขันฟุตบอลโลก 3 ครั้งหลังสุดเป็นเกมที่มีผู้เล่น "อายุมากที่สุด" ในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะฟุตบอลโลกปี 2018 ที่มีอายุเฉลี่ยของผู้เล่นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ 27.9 ปี
ข้อมูลที่รวบรวมโดย ดร.โจชัว ซี เฟตซูล นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและนักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยออสโล พบว่าฟุตบอลโลกปี 1990 มีผู้เล่นที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปเพียงแค่ 7 คน ในขณะที่การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 มีผู้เล่นที่ระดับอายุเดียวกันนี้มากถึง 41 คน
ขณะที่ฟุตบอลโลก 2026 ข้อมูลอย่างเป็นทางการของฟีฟ่าแสดงให้เห้นว่ามีผู้เล่นอายุมากกว่า 35 ปี ถึง 72 คน โดยมีผู้เล่นอายุ 40 ปีขึ้นไปถึง 8 คน ซึ่งมากกว่าผู้เล่นในฟุตบอลโลกครั้งก่อน ๆ ทั้งหมดรวมกัน
"นักฟุตบอลที่ดูแลตัวเองและทำตามโปรแกรมการฝึกซ้อมและการฟื้นฟูอย่างเคร่งครัดจะมีโอกาสที่จะเล่นในเกมระดับสูงได้นานกว่าแต่ก่อนมาก" ดร.ไลตาโน กล่าว
กราฟิกโดย แคโรไลน์ โซซา และ แดเนียล อาร์เซ-โลเปซ





























