วิเคราะห์: ข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อให้เกิดคำถามที่เลี่ยงไม่ได้ถึงจุดประสงค์ของสงครามครั้งนี้

A woman wearing a black dress walks past an anti-US mural outside the former US embassy in Tehran on 15 June.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, พลเรือนชาวอิหร่านต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากการถูกโจมตีมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว
    • Author, เจเรมี โบเวน
    • Role, บรรณาธิการข่าวต่างประเทศบีบีซี
  • Published
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

บันทึกความเข้าใจที่ลงนามโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ได้ระบุถึงผลลัพธ์ทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา

ผลกระทบต่อชีวิตของมนุษย์เป็นที่ชัดเจน มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ซึ่งจำนวนมากเป็นพลเรือน ทั้งในอิหร่านและเลบานอน

สหรัฐฯ และอิสราเอลในฐานะประเทศที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้ง ได้ประสบกับความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ ระบอบการปกครองในกรุงเตหะรานต้องเผชิญกับฝันร้ายที่สุด จากปฏิบัติการทางทหารร่วมกันเพื่อทำลายหรือบั่นทอนอำนาจโดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก และอิสราเอล มหาอำนาจในตะวันออกกลาง แต่ระบอบการปกครองนี้ไม่เพียงแต่อยู่รอดมาได้เท่านั้น หากแต่ยังได้รับอำนาจเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

กลยุทธ์ในการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันและก๊าซหนึ่งในห้าของโลก รวมถึงส่วนประกอบสำคัญอื่น ๆ ในเศรษฐกิจโลก ได้บีบให้ทรัมป์ต้องยอมตามในเงื่อนไขหลายประการซึ่งสร้างความโกรธเคืองและตื่นตระหนกให้แก่กลุ่มสายเหยี่ยวหรือผู้ที่สนับสนุนการใช้นโยบายแข็งกร้าวต่ออิหร่านในอเมริกา รวมถึงรัฐบาลอิสราเอลด้วย

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เรียกร้องให้ยุติสงครามในเลบานอน แต่อิสราเอลระบุว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะอิสราเอลต้องการมีอิสระในการดำเนินปฏิบัติการในเลบานอน ซึ่งประเด็นนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ แตกแยกกันหนักยิ่งขึ้น และเข้าทางกลุ่มการเมืองสายแข็งในอิหร่านที่คัดค้านการทำข้อตกลงใด ๆ กับอเมริกัน

เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เนื้อหาในบันทึกความเข้าใจระบุว่า สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมตอบโต้อิหร่านในท่าเรือต่าง ๆ รวมถึงยกเว้นการคว่ำบาตรเพื่อให้อิหร่านสามารถสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์จากการส่งออกน้ำมันได้ และเริ่มกระบวนการคืนเงินอีกหลายพันล้านดอลลาร์ให้อิหร่านโดยการปลดอายัดทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดไว้ในต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงขั้นตอนก่อนที่จะเข้าสู่การเจรจาที่ยากลำบากในเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งนี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้สถานการณ์กลับไปเป็นเหมือนวันที่ 27 ก.พ. หรือหนึ่งวันก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากสงคราม ในวันนั้นช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดให้เดินเรือได้ตามปกติ และผู้เจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านก็กำลังหารือเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์กันอยู่

การลงนามในบันทึกความเข้าใจหมายความว่าผู้เจรจาจะกลับไปทำงานต่อ และเรือต่าง ๆ จะสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน ได้โพสต์ข้อความบนเอ็กซ์ (X) ว่า "ความสำเร็จเพียงอย่างเดียวของการหยุดยิงครั้งนี้ คือความเป็นไปได้ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งช่องแคบนี้ก็เคยเปิดอยู่ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ และเรากลับต้องจ่ายเงินให้อิหร่านเพื่อแลกกับสิ่งนั้น"

คำถามที่ว่าแท้จริงแล้วสงครามนี้เกิดขึ้นเพื่ออะไรนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่มีวันจางหายไป ซึ่งนี่นับเป็นความผิดพลาดทางนโยบายต่างประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดของทรัมป์จนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์นี้ยังอาจนำไปสู่จุดจบของเส้นทางการเมืองอันยาวนานของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เขาจะต้องเผชิญกับการเลือกตั้งในเดือน ต.ค. และการตัดสินจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอิสราเอลด้วยความรู้สึกที่มีต่อบทบาทของเขาที่มีส่วนต่อความล้มเหลวทางด้านความมั่นคง ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ที่ทำให้กองทัพและหน่วยงานข่าวกรองที่เคยได้รับการยกย่อง พลาดท่าเพราะไม่สามารถตรวจพบแผนการของกลุ่มฮามาสที่จะบุกโจมตีอิสราเอลจากฉนวนกาซาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023

นโยบายทางการทหารที่แข็งกร้าวและการเพิกเฉยต่อวิถีทางการทูตของเนทันยาฮู ถูกออกแบบมาอย่างน้อยก็เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของเขาในฐานะ "มิสเตอร์ซีเคียวริตี้" (Israel's Mr Security) หรือ ผู้นำด้านความมั่นคงของอิสราเอล

ทางการกรุงเตหะรานตระหนักถึงพลังของการปิดช่องแคบฮอร์มุซมาโดยตลอด เช่นเดียวกับกองทัพสหรัฐฯ นักการทูต และสายลับของพวกเขา

แต่อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเป็นชายชราผู้รอบคอบ เลือกที่จะไม่เสี่ยงใช้ช่องแคบดังกล่าวเป็นอาวุธ

ทว่าหลังจากที่อิสราเอลปลิดชีพอาลี คาเมเนอี และที่ปรึกษาใกล้ชิดที่สุดจากการทิ้งระเบิดระลอกแรกในสงคราม ผู้สืบทอดตำแหน่งของเขาเชื่ออย่างถูกต้องว่าพวกเขากำลังเผชิญกับการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด พวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะปิดช่องแคบดังกล่าว

Benjamin Netanyahu and Donald Trump shake hands while standing in front of US and Israeli flags. Both men are wearing dark blue suits with red ties, while Trump is pointing at Netanyahu.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูเริ่มตึงเครียดขึ้น อันเป็นผลมาจากการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน

พวกเขาได้ค้นพบอำนาจในการควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งเป็นอาวุธที่ใช้งานได้จริงและมีราคาถูกกว่าเครือข่ายพันธมิตรและตัวแทนในความขัดแย้งที่อิหร่านใช้เวลาหลายทศวรรษและเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างขึ้นในตะวันออกกลางมาก

ยกเว้นระบอบการปกครองของอัสซาดในซีเรียที่ล่มสลายไปเมื่อปลายปี 2024 สิ่งที่เรียกว่า แกนแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance) ของอิหร่านยังคงอยู่รอดมาได้แบบเฉียดฉิว แต่ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอิสราเอลจนกลายเป็นประเด็นที่น่าสงสัยว่าระบอบยังสามารถ "ทัดทานต่อต้าน" ได้จริงหรือไม่

อิหร่านยังทุ่มเงินมหาศาลไปกับโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งทางการยังคงปฏิเสธว่าไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างอาวุธ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการนี้ทำให้อิหร่านมีทางเลือกและมีอำนาจในการข่มขู่ ทว่ามันกลับเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่ออิหร่านเอง แม้ว่าระบอบการปกครองจะยังคงอยู่รอดมาได้ก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม การปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นทำได้ง่ายและส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยกระจายความเดือดร้อนไปถึงรัฐอ่าวอาหรับที่ผลิตน้ำมัน รวมถึงประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่ของโลกด้วย

แสนยานุภาพทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลสามารถคว้าชัยชนะทางยุทธวิธีได้หลายครั้ง แต่ชัยชนะเหล่านั้นไม่เพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ได้ นั่นเป็นเพราะกลยุทธ์ในการเปลี่ยนระบอบการปกครองของสหรัฐฯ และอิสราเอลตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ละเลยความเป็นจริงและการคำนวณที่ผิดพลาด

พวกเขาตั้งสมมติฐานว่าการสังหารผู้นำสูงสุดจะทำให้ระบอบการปกครองอิหร่านล่มสลาย แต่ตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ สถาบันต่าง ๆ ของสาธารณรัฐอิสลามถูกออกแบบมาเพื่อต้านทานความพยายามในการถูกทำลายล้าง

สถานการณ์นี้ไม่เหมือนกับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นเผด็จการคอร์รัปชันในละตินอเมริกาที่ล่มสลายเมื่อผู้นำถูกลักพาตัวและนำตัวขึ้นศาลในสหรัฐฯ ระบอบการปกครองของอิหร่านนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความฉ้อฉลและกดขี่อย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้ในเดือน ม.ค. คนของทางการได้สังหารผู้ประท้วงหลายพันคนบนท้องถนนในอิหร่าน แต่ระบอบนี้ยังมีพื้นฐานมาจากอุดมการณ์ ความเชื่อทางศาสนา และแนวคิดเรื่องความมั่นคงของชาติ การพลีชีพ และความอยู่รอด ซึ่งเติบโตมาจากสงครามอันน่าสะพรึงกลัวกับอิรักในยุคซัดดัม ฮุสเซน เมื่อช่วงทศวรรษ 1980

เมื่อครั้งที่เริ่มทำสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าระบอบการปกครองในกรุงเตหะรานจะล่มสลาย เขาบอกให้ชาวอิหร่านเตรียมตัวสำหรับโอกาสครั้งหนึ่งในรอบชั่วอายุคนที่จะกอบกู้ประเทศของพวกเขากลับคืนมา และหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เรียกร้องให้มีการยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข

เนทันยาฮู ซึ่งเคยพยายามหลายต่อหลายครั้งแต่ล้มเหลวในการโน้มน้าวให้ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าทรัมป์ในทำเนียบขาวทำสงครามกับอิหร่าน ได้ใช้ภาษาในเชิงคัมภีร์ไบเบิลเพื่อสรุปความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเกิดขึ้นว่า "กองกำลังผสมนี้ช่วยให้เราทำในสิ่งที่ผมโหยหามาตลอด 40 ปี นั่นคือการทำลายระบอบการก่อการร้ายให้สิ้นซาก"

แต่ชายทั้งสองคนกลับทำไม่ได้สำเร็จตามที่พูดไว้

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ยังไม่ใช่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย แต่เป็นข้อตกลงเพื่อเริ่มหารือเกี่ยวกับประเด็นใหญ่ที่สุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน นั่นคือโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทว่าเนื้อหาเบื้องต้นได้บรรจุสิ่งจูงใจสำคัญไว้ให้ฝ่ายอิหร่าน โดยสหรัฐฯ ระบุว่าหากการเจรจาคืบหน้า สหรัฐฯ จะยกเลิกการคว่ำบาตร

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการเจรจาในกรอบเวลา 60 วันเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งอาจมีการขยายเวลาออกไปได้และมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้น เนื่องจากเป็นประเด็นที่ซับซ้อน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ไว้ใจกันและมีโอกาสผิดพลาดได้มาก กลุ่มสายแข็งในกรุงวอชิงตัน และกรุงเตหะราน รวมถึงอิสราเอล ต่างก็ไม่ต้องการให้ข้อตกลงนี้ประสบความสำเร็จ

อิหร่านอาจเล่นเกมที่เกินตัว โดยตั้งเงื่อนไขขั้นสูงสุดในการเจรจาที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อาจช่วยกอบกู้เศรษฐกิจที่พังทลายของตนได้

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังถือว่าดีกว่าสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคนและคุกคามให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

หากบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ได้โดยเป็นที่น่าพอใจต่อทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน และหากทั้งสองฝ่ายรักษาคำพูด ตะวันออกกลางก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่นั่นเป็นเงื่อนไขที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ซึ่งรออยู่ปลายอุโมงค์ของการเจรจาที่ยาวนานและยากลำบาก

การตอบสนองครั้งแรกจากผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

หลังมีการลงนามในข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม สหรัฐฯ ได้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านแล้ว โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซนต์คอม ยืนยันการสิ้นสุดของการปิดล้อมผ่านทางเอ็กซ์ (X) โดยระบุว่าเป็นไปตาม "คำสั่งของประธานาธิบดี" และกล่าวว่าเรือบางลำของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ใน "พื้นที่โดยรอบ"

ต่อมา โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่าเขาได้อนุมัติข้อตกลงกับสหรัฐฯ แล้ว แม้ว่าเขาจะมี "มุมมองที่แตกต่างออกไป" โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ผู้นำสูงสุดอิหร่านระบุว่าเขาอนุญาตให้ข้อตกลงนี้ดำเนินไปได้หลังจากได้รับคำรับรองจากประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านว่า เขาจะ "ปกป้องสิทธิของชาติอิหร่าน"

โมจตาบา คาเมเนอี กล่าวต่อไปว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ "ใช้ทุกวิถีทางด้วยความสิ้นหวัง" เพื่อให้ข้อตกลงนี้เกิดขึ้น และแม้ว่าจะมีการ "เจรจาแบบพบหน้ากันในอนาคต" ระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน แต่นี่ "ไม่ได้หมายถึงการยอมรับในจุดยืนของศัตรู"

นี่เป็นครั้งแรกที่โมจตาบา คาเมเนอี ออกมาตอบสนองต่อข้อตกลง เขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือน มี.ค. หลังการเสียชีวิตของบิดาและอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในเหตุการณ์โจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ.