เปิดประวัติ 4 ผู้ประนอมฝ่ายไทย-กัมพูชาก่อนเดินหน้ากลไกประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS

The Max Planck Foundation for International Peace and the Rule of Law, United Nations,ICJ, and X/Peter Taksøe-Jensen

ที่มาของภาพ, The Max Planck Foundation for International Peace and the Rule of Law, United Nations,ICJ, and X/Peter Taksøe-Jensen

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

ในวันนี้ ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาต่างแต่งตั้งผู้ประนอม (conciliator) ของแต่ละฝ่ายครบแล้ว หลังจากกัมพูชาเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea - UNCLOS) เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทางประนอมข้อพิพาทกับไทยในกรณีอ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนกัน

ในวันนี้ (16 มิ.ย.) คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เป็นหัวหน้าผู้แทน (Agent) ฝ่ายไทย พร้อมกับแต่งตั้งให้นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ คูเวต อดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เป็นรองหัวหน้าผู้แทนฝ่ายไทย (Deputy Agent)

สำหรับผู้ประนอมฝ่ายไทยนั้น ได้แก่ ศ.ดร. รือดีเกอร์ โวลฟรุม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศชาวเยอรมัน อดีตผู้ประนอมฝ่ายติมอร์-เลสเตในคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาททางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ปัจจุบันเป็น ผอ.กิตติมศักดิ์มูลนิธิมักซ์พลังค์เพื่อสันติภาพและหลักนิติธรรม

อีกคนหนึ่ง คือ นายอัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมนน์ นักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลชาวแอฟริกาใต้ อดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) ในห้วงปี 2020-2023

นายสีหศักดิ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าเมื่อฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ผู้ประนอมฝ่ายละ 2 คน ครบถ้วนแล้ว จากนั้นต้องหาคนที่ 5 มาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการประนอม ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน จึงจะเริ่มการพูดคุยต่อจากนี้ได้

"ขอบเขตหน้าที่ของคณะประนอมไม่ใช่ศาล ซึ่งผลการทํางานเป็นการสนับสนุนแนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆ และฝ่ายไทยก็ต้องไปคุยกับฝ่ายกัมพูชาต่อ แต่สิ่งที่เราคิดว่าขอบเขตของการประนอมควรจํากัดในเบื้องต้น [คือ] เรื่องการกําหนดเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีป ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการให้มีการพูดคุยเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วมนั้น มันไม่ควร แต่ควรจะเน้นในเรื่องของ เขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน" นายสีหศักดิ์กล่าว

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายกัมพูชาได้แต่งตั้งนายปรัก สุคณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นหัวหน้าผู้แทน พร้อมด้วยนายฬำ เจีย รมว.กิจการชายแดนและหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งชาติกัมพูชา เป็นรองหัวหน้าผู้แทนฝ่ายกัมพูชา

ส่วนผู้ประนอมของฝ่ายกัมพูชา ได้แก่ นายปีเตอร์ ทักเซอ-เยนเซน เอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ซึ่งเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการการประนอมข้อพิพาททางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย กับ ศ.ฌ็อง-มาร์ก ตูเวอแน็ง นักกฎหมายและนักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮก

ต่อจากนี้ ผู้ประนอมของทั้ง 2 ฝ่ายต้องร่วมกันเลือกประธานคณะกรรมาธิการประนอมอีก 1 คน รวมกันเป็น 5 คน โดยหน้าที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ คือ รับฟังข้อโต้แย้งของทั้งสองฝ่าย รวมถึงพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ เพื่อเสนอแนวทางยุติหรือจัดการข้อพิพาทที่มีต่อกัน

การเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับที่กำลังเกิดขึ้นอาจถือได้ว่าเป็นครั้งที่ 2 ที่มีการใช้กลไกดังกล่าวของกฎหมายทะเล UNCLOS โดยก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อหาทางออกให้กรณีข้อพิพาททางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลียในช่วงปี 2016-2018

ต่อไปนี้คือประวัติโดยคร่าวของผู้ประนอมทั้งสองฝ่าย ประกอบด้วยทัศนะของ ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้ผู้อ่านรู้จักผู้ประนอมของแต่ละฝ่ายมากขึ้น

ผู้ประนอมฝ่ายไทย: ศ.ดร. รือดีเกอร์ โวลฟรุม

 The Max Planck Foundation for International Peace and the Rule of Law

ที่มาของภาพ, The Max Planck Foundation for International Peace and the Rule of Law

ศ.ดร. รือดีเกอร์ โวลฟรุม อายุ 84 ปี มีความเชี่ยวชาญในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ กฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมายทะเล

ศ.ดร.โวลฟรุมสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยทือบิงเงินและมหาวิทยาลัยบอนน์ โดยสอบผ่านการสอบกฎหมายขั้นต้น (First State Examination) ในปี 1969 และการสอบกฎหมายขั้นที่สอง (Second State Examination) ในปี 1973 ก่อนจะได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมาย (Dr. jur.) จากมหาวิทยาลัยบอนน์ในปีเดียวกัน นอกจากนี้ เขายังสำเร็จการทำฮาบิลิเทชัน (Habilitation) ซึ่งเป็นวุฒิขั้นสูงด้านวิชาการในสาขากฎหมายมหาชนและกฎหมายระหว่างประเทศในปี 1980

เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์มูลนิธิมักซ์พลังค์เพื่อสันติภาพและหลักนิติธรรมตั้งแต่ปี 2021 เนื่องจากทำงานให้กับองค์กรแห่งนี้มากว่า 3 ทศวรรษ โดยเขาเคยเป็นผู้พิพากษาศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) ในช่วงปี 1996, 1999 และ 2008 รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลกฎหมายระหว่างประเทศ (ITLOS) ในช่วงปี 2005-2009 ด้วย

เมื่อเกิดกรณีพิพาททางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ศ.ดร.โวลฟลุม นั่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการประนอม โดยเขาเป็นผู้ประนอมที่ได้รับการแต่งตั้งโดยฝ่ายติมอร์-เลสเต

ผู้ประนอมฝ่ายไทย: อัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมนน์

.

ที่มาของภาพ, United Nations

นายอัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมนน์ อายุ 71 ปี เป็นชาวแอฟริกาใต้ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโจฮันเนสเบิร์ก และต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยพริทอเรีย

เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มต้นในฐานะทนายความประจำศาลสูงของแอฟริกาใต้ในปี 1983 ก่อนจะย้ายไปทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายเป็นเวลานานถึง 16 ปี

ต่อมานายฮอฟฟ์แมนน์เข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายและผู้อำนวยการใหญ่ (Chief Director) ประจำคณะผู้แทนถาวรของแอฟริกาใต้ประจำสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก ระหว่างปี 1999 ถึง 2005

จากนั้น เขาดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) ตั้งแต่ปี 2005 และปี 2014 และดำรงตำแหน่งประธานศาลเดียวกันนี้ในช่วงปี 2020-2023 นอกจากนี้ เขายังมีผลงานด้านวิชาการ ทั้งการบรรยายและการตีพิมพ์เป็นจำนวนมาก

ผู้ประนอมฝ่ายกัมพูชา: ปีเตอร์ ทักเซอ-เยนเซน

.

ที่มาของภาพ, X/Peter Taksøe-Jensen

นายปีเตอร์ ทักเซอ-เยนเซน อายุ 66 ปี เป็นนักการทูตเดนมาร์กระดับสูงที่มีประสบการณ์ทั้งในเวทีสหประชาชาติและการต่างประเทศระดับมหาอำนาจ เขาเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในหลายประเทศสำคัญ เช่น เป็นเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐอเมริกา เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำอินเดีย เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำอิตาลี มอลตา และซานมารีโน

เขาจบการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เริ่มต้นอาชีพในกระทรวงยุติธรรมเดนมาร์ก ระหว่างปี 1986–1987 ก่อนย้ายไปทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานหนึ่งของกระทรวง กระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้ไปประจำสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในตำแหน่งเลขานุการเอก ระหว่างปี 1989–1992

หลังจากเดินทางกลับเดนมาร์ก เขาเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานด้านนโยบายความมั่นคง ระหว่างปี 1992–1995 จากนั้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เขาปฏิบัติหน้าที่ที่คณะผู้แทนถาวรของเดนมาร์กประจำสหภาพยุโรป โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานในช่วงปี 1995–1999 และที่ปรึกษาในปี 1999

ในช่วงปี 1999–2003 เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานด้านกฎหมาย ก่อนจะขึ้นเป็นปลัดฝ่ายกฎหมายและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างปี 2003–2008 ต่อมาจึงได้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ ในปี 2010

นายเยนเซนเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกฎหมายมาก่อนด้วย นอกจากนี้ เขายังเคยนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลียด้วย

ผู้ประนอมฝ่ายกัมพูชา: ศ.ฌ็อง-มาร์ก ตูเวอแน็ง

INTERNATIONAL COURT OF JUSTICE

ที่มาของภาพ, INTERNATIONAL COURT OF JUSTICE

ศ.ฌ็อง-มาร์ก ตูเวอแน็ง อายุ 61 ปี เป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยปารีส น็องแตร์ เขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮกมาตั้งแต่ปี 2017

ในบทบาททางวิชาการ ศ.ตูเวอแน็งเคยดำรงหลายตำแหน่ง อาทิ เลขาธิการสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศฝรั่งเศส ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยกฎหมายระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยปารีส และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโทด้านกฎหมายระหว่างประเทศ

เขาเป็นกรรมการของสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศฝรั่งเศส สมาชิกของสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศ และสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศแห่งอเมริกา รวมทั้งเป็นสมาชิกสมทบของสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศ (Institut de Droit international)

เขามีผลงานตีพิมพ์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง รวมถึงกฎหมายทะเล นอกจากนี้ ศ.ตูเวอแน็งยังเป็นนักกฎหมายภาคปฏิบัติ โดยเป็นตัวแทนรัฐต่าง ๆ ต่อหน้าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS)

เขาเคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและทนายความให้แก่มัลดีฟส์ในคดีที่เกี่ยวกับการแบ่งเขตทางทะเลกับมอริเชียส เคยเป็นตัวแทนให้กับฝ่ายโคลอมเบียใน 2 คดีที่เกี่ยวกับกฎหมายทะเล ได้แก่ ไหล่ทวีปที่ขยายออกไป สิทธิของเกาะ การแบ่งเขตทางทะเล เส้นฐาน และเสรีภาพในการเดินเรือ นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนของฝ่ายยูเครนใน 4 คดี โดยมี 2 คดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทะเล ได้แก่ ความคุ้มกันของเรือรบ และการไม่เคารพสิทธิพิเศษและเขตอำนาจของรัฐชายฝั่ง

ศ.ตูเวอแน็งยังเคยเป็นที่ปรึกษาให้แก่สโลวีเนียในคดีต่อโครเอเชีย ซึ่งกระบวนการอยู่ภายใต้ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป ซึ่งคดีนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับผลทางกฎหมายของคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในการแบ่งเขตทางทะเล

นอกจากนี้ เขายังเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับชิลีในคดีในคดีข้อผูกพันในการเจรจา บูร์กินาฟาโซในคดีเขตแดน เบนินในคดีเขตแดน กินีในคดีการคุ้มครองทางการทูต ชาดในคดีเขตแดน แคเมอรูนในคดีเขตแดน และออสเตรเลียในคดีฟอสเฟต แลนด์ส (Phosphate Lands) ซึ่งนาอูรูฟ้องออสเตรเลียต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่าออสเตรเลียขุดแร่ฟอสเฟตอย่างหนักในช่วงที่ประเทศดังกล่าวปกครองนาอูรูภายใต้คณะมนตรีทรัสตีของสหประชาชาติ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

การเลือกผู้ประนอมของแต่ละฝ่ายสะท้อนเป้าหมายของแต่ละประเทศอย่างไร ?

ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า หากดูแนวทางการเลือกผู้ประนอมของแต่ละฝ่ายจะทำให้เห็นว่าเป้าหมายสุดท้ายของทั้งสองประเทศคืออะไร

สำหรับฝ่ายกัมพูชาซึ่งเป็นผู้เริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ ชัดเจนแล้วว่าเป้าหมายสุดท้ายคือ "ต้องการให้มันประสบความสำเร็จ"

ดร.ภัทรพงษ์อธิบายว่าความสำเร็จในที่นี้ หมายถึงการบรรลุข้อตกลงเรื่องการแบ่งเขตแดนหรืออาจจะเป็นการแบ่งปันทรัพยากรก็เป็นได้

ทั้งนี้ การอ้างสิทธิไหล่ทวีประหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณอ่าวไทยทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันประมาณ 26,000 ตร.กม. โดยบริเวณเหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือขึ้นไป ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตร.กม. ทั้งสองประเทศต้องแบ่งเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน ส่วนพื้นที่ใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือลงมา ขนาดประมาณ 16,000 ตร.กม. ทั้งสองต้องหาวิธีจัดการพื้นที่ดังกล่าวร่วมกันเพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียม ซึ่งประเมินว่ามีก๊าซธรรมชาติประมาณ 11-12 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตและปิโตรเลียมราว 700 ล้านบาร์เรล มูลค่าประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.6 ล้านล้านบาท)

.

ที่มาของภาพ, กรมเชื้อเพลิงพลังงาน

"มันก็เลยเข้าใจได้ว่าทำไมเขาเลือกเอกอัครราชทูตชาวเดนมาร์ก 'เยนเซน' ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นประธานในกระบวนการของติมอร์ฯ กับออสเตรเลีย อันนี้ผมว่าชัดเจนว่ามีเขามีผลงานเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเขาสามารถทำให้มันสำเร็จได้จริง ๆ แม้ตอนที่เริ่มกระบวนการ ทั้งสองประเทศแทบจะมองหน้ากันไม่ติด" ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าว

เขาเสริมว่านอกจากนายเยนเซนจะแม่นยำในข้อกฎหมายแล้ว ยังมี "sense (ความสามารถในการพินิจพิเคราะห์) ทางการทูต" ด้วย

"มีความเข้าใจด้านนัยต่าง ๆ ทางการทูต จะจัดประชุมให้ใครมาเจอใคร อย่างไร" ดร.ภัทรพงษ์ กล่าว

สำหรับ ศ.ตูเวอแน็ง ผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศสนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลและเป็นเลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮกซึ่งมีเครือข่ายกว้างขวางทั่วโลก ถึงแม้เขาผ่านการทำคดีข้อพิพาททางทะเลมาไม่น้อย แต่ ศ.ตูเวอแน็ง กลับมีอายุน้อยมากที่สุดในทั้ง 4 ผู้ประนอม

"ผมมองว่าประสบการณ์การทำคดีด้านกฎหมายทางทะเล และความรู้ทางกฎหมายของเขาจะมาช่วยเสริมเยนเซน"

ดร.ภัทรพงษ์กล่าวย้ำว่าผู้ประนอมของแต่ละฝ่ายไม่ได้มีหน้าที่เป็นผู้แก้ต่างให้กับประเทศที่แต่งตั้งพวกเขาขึ้นมา เนื่องจากเมื่อประกอบกันเป็นคณะกรรมาธิการประนอมซึ่งมีทั้งหมด 5 คนแล้ว จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง เป็นอิสระ และไม่มีอคติต่อคู่พิพาท โดยเป้าหมายหลัก ๆ ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ คือ ต้องช่วยขับเคลื่อนให้การเจรจาระหว่างสองประเทศบรรลุข้อตกลงให้ได้ ไม่ใช่ช่วยแก้ต่างให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เขากล่าวต่อว่าในวันนี้ชัดเจนแล้วว่าฝ่ายไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับ ซึ่งเห็นได้จากการแต่งตั้งผู้ประนอมขึ้นมาแล้วในวันนี้ 2 คนด้วยกัน และหากจับสัญญาณจากคำแถลงของนายสีหศักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศของไทย ก็พอมองออกว่าฝ่ายไทยต้องการให้กระบวนการเจรจาอยู่ในกรอบเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเลเท่านั้น แต่ไม่ต้องการให้รวมการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน (Joint Development Area-JDA) เพื่อแสวงหาประโยชน์จากแหล่งพลังงานในอ่าวไทยซึ่งอยู่ใต้พื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนกัน

"หากจับสัญญาณตรงนั้น ซึ่งก็เป็นสัญญาณนิด ๆ ยังไม่เคลียร์มาก พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามันต้องเดินหน้าไปสู่การเจรจาเพื่อแบ่งเขตทางทะเลให้จบเสียที ดังนั้นเราก็ต้องการคนที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเล ถ้าจะให้ดีเลยก็คือเป็นคนที่เคยทำงานเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็เลยเข้าใจได้ว่าทำไมไทยเลือกอดีตผู้พิพากษาและประธาน ITLOS ถึง 2 คน"

ดร.ภัทรพงษ์กล่าวต่อว่า ศ.ดร.โวลฟรุม เป็นนักวิชาการชื่อดังด้านกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเล รวมถึงเป็นอดีตประธาน ITLOS มาก่อน จุดเด่นที่สุดคือเคยเป็นกรรมาธิการประนอมข้อพิพาททางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย โดยเป็นผู้ประนอมที่ฝ่ายติมอร์ฯ เป็นผู้แต่งตั้งขึ้นมา

"ฉะนั้นเขาจะมี contribute (มีส่วนช่วย) 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือความรู้และประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายทะเล อีกส่วนหนึ่งคือความรู้และประสบการณ์ด้านการประนอม ด้วยความที่เคยทำงานกับเยนเซนมาแล้ว ทำให้สามารถรู้มือรู้ใจกันว่าเราควรจะทำอย่างไร"

ส่วนนายฮอฟฟ์แมนน์มีพื้นเพเป็นนักกฎหมายและที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน จึงมีทักษะทั้งด้านการว่าความและการทูต นอกจากนี้เขาเพิ่งพ้นตำแหน่งศาล ITLOS มาได้ไม่นาน จึงเชื่อว่าจะเข้ามาทำงานเสริมกับความเชี่ยวชาญเดิมของ ศ.ดร.โวลฟรุม ซึ่งออกจากตำแหน่งประธานศาล ITLOS มานานแล้ว

"อีกข้อสังเกตหนึ่งคือไทยไม่ได้เลือกแค่นักกฎหมายหรือผู้พิพากษา แต่เลือก [อดีต] ประธาน ITLOS ขึ้นมาทั้งสองท่าน มันก็เสริมน้ำหนัก เสริม authority (หรือ) เสริมความน่าเชื่อถือด้วยครับ" ดร.ภัทรพงษ์กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญจากคณะนิติศาสตร์ มธ. อธิบายเพิ่มเติมว่า กระบวนการต่อจากนี้คือการเลือกประธานคณะกรรมาธิการประนอม ซึ่งผู้ประนอมของทั้งสองฝ่ายจะเป็นผู้คัดเลือกร่วมกัน

ดร.ภัทรพงษ์มองว่าคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับประธาน คือ ต้องไม่ได้เก่งแค่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความสามารถด้านการบริหารจัดการ เพื่อจัดลำดับการประชุมและทำให้การเจรจาดำเนินต่อเนื่องได้โดยไม่สะดุด รวมถึงต้องมีความสามารถในการสื่อสารกับสาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชนของทั้งสองประเทศ

เขากล่าวต่อว่าโดยปกติแล้วสัญชาติของประธานคณะกรรมการประนอมจะไม่ซ้ำกับผู้ประนอม 4 คนแรก ซึ่งตอนนี้มาจากเยอรมนี แอฟริกาใต้ เดนมาร์ก และฝรั่งเศส เพื่อความเป็นธรรมและความหลากหลายในคณะกรรมาธิการ

นอกจากนี้ ประธานมักเป็นผู้ที่มีความอาวุโสสูงและเป็นที่เคารพนับถือของทั้งสองฝ่าย จึงยากมากที่นักกฎหมายรุ่นใหม่ หรือ Rising Star จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้

อีกความเป็นไปได้หนึ่งคืออาจพิจารณาคัดเลือกผู้ที่เคยผ่านกระบวนการประนอมภาคบังคับมาแล้ว โดยไปดูจากรายชื่อคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาททางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลียที่เหลืออยู่

จากการสืบค้นโดยบีบีซีไทยพบว่า คณะกรรมมาธิการประนอมชุดดังกล่าวอีก 3 คน ได้แก่ ดร.โรซาลีน บอลคิน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลชาวออสเตรเลีย วัย 76 ปี, นายอับดุล จี. โคโรมา อดีตผู้พิพากษาศาล ITLOS สองสมัย ปัจจุบันอายุ 83 ปี, และ ศ.โดนัลด์ แมคเร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทางทะเลและกฎหมายระหว่างประเทศ ชาวแคนาดาวัย 82 ปี

นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. ยังเอ่ยชื่อนักการทูตชาวสิงคโปร์วัย 89 ปี ขึ้นมาด้วย

"อีกชื่อหนึ่งที่เป็นที่รู้จักและนับถือกันในวงการกฎหมายทะเล คือ ทอมมี โค ชาวสิงคโปร์ เป็นประธานการประชุมเจรจา UNCLOS เมื่อราว 40 ปีก่อน ซึ่งท่านก็ยังคงแอคทีฟอยู่ ยังโพสต์เฟซบุ๊กว่าสนับสนุนกระบวนการนี้ของไทย ในแง่องค์ความอาวุโส องค์ความรู้ ใน sense(ความรับรู้) การปฏิบัติงานก็ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ" ดร.ภัทรพงษ์ กล่าว และเสริมว่าอาจเฟ้นหาประธานจากอดีตผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลโดยเฉพาะได้ด้วยเช่นกัน