You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ทำไมเจนซี (Gen Z) ในจีนถึงกลับมาหลงใหลในตัว "เหมา เจ๋อตุง" ในฐานะ "คุณครู" แม้ว่าอดีตผู้นำจากไป 50 ปีแล้ว
- Author, เฉิน เหยียน
- Role, บีบีซีแผนกภาษาจีน
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
"มีบุรุษผู้ยิ่งใหญ่มากมาย แต่มีเพียง 'คุณครู' (Teacher) ท่านเดียวเท่านั้น"
"คุณครู" กลายมาเป็นคำที่คนรุ่นใหม่ในจีนจำนวนมากมักใช้เรียก เหมา เจ๋อตุง อดีตผู้นำจีนผู้ล่วงลับบนโลกออนไลน์ว่า
หากค้นหาคำว่า "เหมา เจ๋อตุง" (Mao Zedong) หรือ "คุณครู" (Teacher) บนแพลตฟอร์มวิดีโอ บิลิบิลิ (Bilibili) จะพบวิดีโอมากมายของเหมา เจ๋อตุงจากภาพยนตร์และละครโทรทัศน์จำนวนมาก
วิดีโอเหล่านี้มีเนื้อหาครอบคลุมช่วงชีวิตต่าง ๆ ของเหมา เจ๋อตุง ตั้งแต่ช่วงวัยหนุ่ม ช่วงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร และช่วงที่เขาเป็นผู้นำที่บริหารความสัมพันธ์ในยุคสงครามเย็นระหว่างจีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต หลายคลิปมียอดวิวนับล้านครั้งและมีความคิดเห็นนับหมื่นรายการ ซึ่งรวมถึงคำสรรเสริญ เช่น "บุรุษผู้ยิ่งใหญ่จงเจริญ"
ฐานผู้ใช้ของ บิลิบิลิ ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ โดยผู้ใช้เกือบ 60% มีอายุระหว่าง 18-24 ปี
แต่ทำไมหลังการจากไปครบ 50 ปีของ เหมา เจ๋อตุง เขาจึงกลับมามีความโดดเด่นในวัฒนธรรมออนไลน์ของเยาวชนจีนอีกครั้ง
เหมา เจ๋อตุง ในมุมมองที่ต่างออกไป
ในฐานะบุคคลสำคัญทางการเมืองผู้กำหนดทิศทางจีนในศตวรรษที่ 20 เหมา เจ๋อตุงเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์และผู้นำประเทศจีน นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐในปี 1949 จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในปี 1976 เขาได้นำพาจีนผ่านช่วงก้าวกระโดดครั้งใหญ่ และการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งเป็นแคมเปญที่หล่อหลอมเศรษฐกิจและสังคมของประเทศใหม่ แต่ต้องแลกมาด้วยความตายของผู้คนนับล้าน
หนึ่งในผู้คนที่รู้สึกผูกพันกับเขาในปัจจุบันคือ ตง นักศึกษาในเมืองหนานจิงที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย
เขาเพิ่งจะรู้สึกซาบซึ้งใจกับวิดีโอของผู้หญิงสาวสองคนที่กำลังร้องเพลงรักชาติอยู่หน้าอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ของเหมา เจ๋อตุงในวัยหนุ่ม ที่เกาะส้ม (Orange Isle) ในเมืองฉางชา (Changsha)
"พวกเธอร้องเพลงด้วยความรู้สึกท่วมท้น และรูปปั้นก็ทั้งสูงสง่าและดูหนุ่มแน่น พอได้ดูแล้วอยู่ ๆ ผมก็รู้สึกมีอารมณ์ร่วมด้วยขึ้นมาเหมือนกัน" ตงบอกกับบีบีซี
เพื่อนร่วมชั้นหลายคนของเขาต่างมีส่วนร่วมในชุมชนออนไลน์ของคนรุ่นใหม่ที่ถกเถียงกันเรื่องบ้านเมือง ซึ่งมักเป็นที่รู้จักกันในนาม "วงสนทนาการเมืองบนคีย์บอร์ด"
อีกหนึ่งตัวชี้วัดของกระแสนี้คือ ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา หนังสือ "รวมบทนิพนธ์ของเหมา เจ๋อตุง" กลับกลายเป็นหนังสือที่มีผู้ยืมมากที่สุดในห้องสมุดมหาวิทยาลัยชิงหัวอย่างคาดไม่ถึง และยังคงครองแชมป์ติดต่อกันทุกปีจนถึงปี 2025
ที่น่าสังเกตคือ ความสนใจที่คนรุ่นใหม่มีต่อเหมา เจ๋อตุงในปัจจุบันนั้น แตกต่างไปจากเรื่องเล่ารับรู้ของสาธารณชนในช่วงที่พ่อแม่ของพวกเขาเติบโตขึ้นมา
ในปี 1981 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้อนุมัติมติฉบับหนึ่งซึ่งร่างขึ้นภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิง มตินี้ได้วางรากฐานการประเมินตัวเหมา เจ๋อตุงอย่างเป็นทางการ โดยชั่งน้ำหนักระหว่างความสำเร็จและความผิดพลาด ซึ่งมักถูกสรุปย่อว่า "ความสำเร็จ 70% ความผิดพลาด 30%"
ในช่วงยุคของเติ้ง เสี่ยวผิง และต่อมาในยุคของเจียง เจ๋อหมิน รูปภาพของเหมา เจ๋อตุงค่อย ๆ เลือนหายไปจากสถานีรถไฟ จัตุรัสสาธารณะ และห้องเรียน
ผู้คนเริ่มมองเหมา เจ๋อตุงในฐานะบุคคลทางประวัติศาสตร์มากกว่าการมองเป็นเทพเจ้า และมองว่าเป็นปุถุชนที่มีข้อจำกัด ขณะเดียวกัน เติ้ง เสี่ยวผิง ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยแห่งเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งก็คือโครงการปฏิรูปเพื่อสร้างเศรษฐกิจแบบตลาดภายในประเทศและเปิดประตูเศรษฐกิจสู่เวทีโลก
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน เหมา เจ๋อตุงได้กลับมามีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนหนุ่มสาวชาวจีนอีกครั้ง และคนจำนวนมากรวมถึงตง ก็แทบจะไม่เรียกชื่อของเขาตรง ๆ แต่หันมาเรียกว่า "คุณครู" แทน
แต่คำเรียกว่า "คุณครู" มีที่มาที่น่าสนใจ
ระหว่างการพบกันของ เอ็ดการ์ สโนว์ นักข่าวชาวอเมริกันในปี 1970 มีรายงานว่าเหมา เจ๋อตุงเคยเปรยไว้ว่าเขาไม่ชอบฉายาอย่าง "ผู้ยิ่งใหญ่ในสี่ด้าน" ซึ่งเป็นคำขวัญทางการเมืองที่ใช้ยกย่องเขาในฐานะครูผู้ยิ่งใหญ่ ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ ผู้บัญชาการผู้ยิ่งใหญ่ และผู้คุมเรือหรือถือหางเสือเรือผู้ยิ่งใหญ่ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม โดยเขากล่าวว่า "เหลือเพียงสิ่งเดียว... คือคุณครู เพราะฉันเป็นครูมาโดยตลอด"
ตงและเพื่อนร่วมชั้นเรียนสามารถพูดคุยเรื่องของเหมา เจ๋อตุงได้อย่างเปิดเผยและยาวเหยียด แต่เมื่อพูดถึงผู้นำจีนคนปัจจุบันอย่าง สี จิ้นผิง ตงกลับรู้สึกว่า "มันไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาพูดคุยกันได้อย่างเปิดเผยสักเท่าไหร่"
การศึกษาโดยสถาบันเมอร์เคเตอร์เพื่อการศึกษาจีน (Mercator Institute for China Studies - MERICS) พบว่า แม้พื้นที่ออนไลน์ของจีนจะยังคงเปิดให้มีการอภิปรายสาธารณะได้ในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่แตะต้องระดับผู้นำสูงสุดอย่างแท้จริงมักจะถูกตั้งใจหลีกเลี่ยง
รายงานดังกล่าวแย้งว่า "พื้นที่อภิปรายอันเปราะบาง" นี้ เป็นผลมาจากทั้งการเซ็นเซอร์ของรัฐและการเซ็นเซอร์ตัวเอง
ไม่ใช่แค่เรื่องของความโหยหาอดีต
จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญหลายคน ความสนใจต่อเหมา เจ๋อตุงในกลุ่มคนรุ่นใหม่อีกครั้งนั้น เชื่อมโยงกับมุมมองที่พวกเขามีต่อปัญหาทางสังคม เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งและการเลื่อนชั้นทางสังคมที่ลดลง
ฟลอเรียน ชไนเดอร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยไลเดน ผู้ศึกษาวัฒนธรรมทางการเมืองของเยาวชนจีนมาอย่างยาวนาน กล่าวว่า คนหนุ่มสาวในปัจจุบันต้องเผชิญกับความเป็นจริงที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ๆ อย่างมาก
พ่อแม่ของพวกเขาเคยมีชีวิตอยู่ในยุคที่การเติบโตทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของทุกคนให้ดีขึ้น ในขณะที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากในปัจจุบันกลับรู้สึกว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังท่ามกลางความก้าวหน้าตามคำสัญญาของการปฏิรูปของเติ้ง
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า อัตราการว่างงานในเขตเมืองสำหรับกลุ่มเยาวชนอายุ 16-24 ปีที่ไม่ได้กำลังศึกษาอยู่ พุ่งสูงขึ้นถึง 17.9% ในเดือน ก.ค. 2026 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการปรับปรุงระเบียบวิธีทางสถิติเมื่อสามปีก่อนหน้านั้น
คำศัพท์ใหม่ ๆ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในคำศัพท์ประจำวันของเยาวชน "996" หมายถึงการทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ หลายคนเลือกที่จะ "นอนราบ" หรือทำตัวเฉื่อยชา แทนที่จะต้องเข้าไปติดอยู่ในวงจรอันหนักหน่วงของการ "อินโวลูชั่น" (involution) ซึ่งเป็นภาวะที่คนเราต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพียงเพื่อรักษาตำแหน่งเดิมของตัวเองเอาไว้
ท่ามกลางฉากหลังนี้ คำวิพากษ์วิจารณ์ทุนนิยมของเหมา เจ๋อตุง ได้สร้างความสั่นสะเทือนและโดนใจคนรุ่นใหม่บางส่วน ชไนเดอร์กล่าวว่าบางคนนำแนวคิดของเหมามาใช้เพื่อแสดงความไม่พอใจกับสิ่งที่พวกเขามองว่าคือการที่ "เงินทุนเข้าครอบงำรัฐ" ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองงานเขียนของเหมาเป็นเสมือนแนวทางในการรับมือกับความย้อนแย้งต่าง ๆ ในชีวิต
ตงแสดงมุมมองที่คล้ายคลึงกันว่า "พวกเราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าการทำงานหนักจะได้รับผลตอบแทน แต่พอโตขึ้นจริงๆ เรากลับพบว่างานไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ และบ้านก็ราคาแพงเกินเอื้อม"
เขาบอกด้วยว่าภาษาของเหมานั้นตรงไปตรงมาและแบ่งผู้คนออกเป็นกลุ่มชัดเจน
"เขาบอกคุณอย่างชัดเจนว่าใครคือผู้กดขี่และใครคือผู้ถูกกดขี่ กรอบแนวคิดที่เรียบง่ายเช่นนั้นเข้าใจง่ายกว่าศัพท์เทคนิคทางเศรษฐศาสตร์"
"การฟื้นคืนกระแสของเหมาไม่ใช่แค่เรื่องของความโหยหาอดีต" ชไนเดอร์กล่าว "แต่มันสะท้อนถึงความพยายามของคนรุ่นใหม่ในการใช้ภาษาทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่แล้ว เพื่อระบุชื่อและทำความเข้าใจกับความเหลื่อมล้ำและความไม่มั่นคงที่พวกเขาเผชิญอยู่"
พลังทางการเมือง
การประเมินอย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อเหมา เจ๋อตุง ยังคงอิงตามมติปี 1981 ที่ว่าความสำเร็จของเหมา เจ๋อตุงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ในขณะที่ความผิดพลาดเป็นเรื่องรอง
มติประวัติศาสตร์ฉบับที่สามของพรรค ซึ่งนำมาใช้ในปี 2021 ได้วางให้ "การฟื้นฟูยิ่งใหญ่แห่งประชาชาติจีน" เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวของชายผู้นี้
ภายใต้กรอบนี้ การปฏิวัติของเหมา เจ๋อตุงมักถูกทำความเข้าใจว่าเป็นช่วงเวลาที่จีน "ลุกขึ้นยืน" สถาปนาสาธารณรัฐประชาชน ปกป้องเอกราชของชาติ และวางรากฐานสำหรับการฟื้นฟูประเทศ
เหมา เจ๋อตุงจึงไม่เพียงแต่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ต้องประเมินทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวเท่านั้น แต่เขายังถูกนำเสนอในฐานะหนึ่งในต้นกำเนิดของวาทกรรมเรื่องความแข็งแกร่งของชาติในปัจจุบันอีกด้วย
ชไนเดอร์เชื่อว่า "นโยบายการศึกษาของพรรคมีส่วนอย่างน้อยที่สุดในความรับผิดชอบต่อการฟื้นคืนกระแสความนิยมในตัวเหมา เจ๋อตุงในปัจจุบัน สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก จีนในยุคของเหมาถูกสร้างขึ้นบนจินตนาการที่ว่าผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้คือ วีรบุรุษผู้ไร้ข้อกังขา"
เขาให้เหตุผลว่า เยาวชนจำนวนมากยังไม่คุ้นเคยกับความเป็นจริงอันเลวร้ายของการก้าวกระโดดครั้งใหญ่และการปฏิวัติวัฒนธรรม หรือมีความเข้าใจที่บิดเบือนเกี่ยวกับบทบาทของเหมา เจ๋อตุงในเหตุการณ์เหล่านั้น
ชไนเดอร์เตือนว่า ความชื่นชมเหมา เจ๋อตุงในระดับรากหญ้านี้แฝงไปด้วยพลังทางการเมืองมากกว่าที่จะสังเกตได้ในแวบแรก
"นี่คือพัฒนาการที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด เพราะวัฒนธรรมการคลั่งไคล้เหมาแบบจากล่างขึ้นบนนี้มีลักษณะเป็นประชานิยมอย่างเด่นชัด และจะไม่หยุดอยู่แค่การตั้งคำถามต่อวิธีการปกครองในปัจจุบันอย่างแน่นอน"
เขาเปรียบเทียบมันกับการแสดงออกถึงความรักชาติในจีนว่า "ความรู้สึกเชิงประชานิยมเช่นนี้อาจถูกเซ็นเซอร์ได้ในระดับหนึ่ง แต่การควบคุมมันให้เด็ดขาดนั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง"
สำหรับตงและคนรุ่นราวคราวเดียวกัน "กระแสคลั่งไคล้เหมา" ในปัจจุบันอาจยังอีกยาวไกลว่าจะสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตหรือพัฒนาไปสู่รูปแบบอัตลักษณ์ทางการเมืองที่ยั่งยืนกว่าเดิม นั่นเป็นเรื่องที่ต้องคอยดูกันต่อไป