'ถ้าย้อนเวลากลับไปได้… ก็จะทำเหมือนเดิม': เปิดใจผู้เปลี่ยนเพศภาพตัวเองไปมาระหว่าง ผู้หญิง-ทอม-ทรานส์แมน อย่างต่ำ 7 ครั้ง

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 14 นาที

ย้อนกลับไปช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา คุณอาจจำโพสต์ไวรัลระดับที่มีคนแชร์หลายหมื่นครั้ง กับเรื่องราวของ "ความลื่นล้มทางเพศ" ที่มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กคนหนึ่งออกมาแชร์เส้นทางชีวิตของตัวเอง ตั้งแต่ยังเป็นสาวสวยผมยาว ก่อนจะสลับมาเป็นลุคทอมผมสั้น แล้วสลับกันอยู่อย่างนั้นอีกกว่าสองสามรอบ จนมาสู่การเป็นทรานส์แมนในปัจจุบัน

เขาคนนี้คือ "กัสพัชญ์ วัฒนาเสรีนนท์"

บีบีซีไทยมีโอกาสได้พูดคุยกับกัสพัชญ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นตัวตนของเขาในแง่มุมต่าง ๆ ไม่เพียงแค่ในด้านเพศสภาพที่สังคมมองเห็น แต่คือการต่อสู้กับความ "สับสน" และความพยายามในการค้นพบ "ความเป็นตัวของตัวเอง" ที่มาพร้อมกับประสบการณ์การเป็น 'เด็กเอ็นฯ' ณ เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา พร้อมบทสัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านแพทยศาสตร์และสังคมวิทยา

จากสายป่านถึงอิงฟ้า: ชอบแบบไหนก็ตัดผมแบบนั้น

จุดเริ่มต้นทั้งหมดของเส้นทางตามหาตัวตนจริง ๆ ของกัสพัชญ์นั้น มาจากนักแสดงหญิงคนไทยที่มีชื่อว่า "อภิญญา สกุลเจริญสุข" หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "สายป่าน" ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากเป็นสาวเท่ ๆ บ้าง เขาเล่าให้บีบีซีไทยฟังที่บ้านของเขาในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

กัสพัชญ์ เล่าว่า เขาเติบโตขึ้นมาด้วยลุคของหญิงสาวผมยาวตามมาตรฐานความงามไทยทั่ว ๆ ไป แต่ที่ผ่านมา เขาเองก็ยอมรับว่าเป็นเลสเบียน (lesbian) หรือหมายถึงกลุ่มผู้หญิงที่มีความรัก ความรู้สึกต่อผู้หญิงด้วยกัน มาโดยตลอด ทว่าจุดเปลี่ยนในเชิงรูปลักษณ์ภายนอก ก็เกิดขึ้นในช่วงปี 2562 ซึ่งขณะนั้นตัวเองกำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นปี 2 ในระดับอุดมศึกษา

"ตอนนั้นพี่สายป่านเขาตัดผมสั้น เราไม่เคยคิดอยากเป็นทอม เราแค่อยากตัดผมสั้นเหมือนสายป่าน อยากเป็นสาวเท่ ๆ" กัสพัชญ์เล่า

กัสพัชญ์เป็นชาวกาฬสินธุ์ แต่บ้านพักของเขานั้นตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองค่อนข้างไกล และเขาคิดว่า ร้านตัดผมในเมืองน่าจะให้บริการดีและถูกใจมากกว่าแถวบ้าน เขาจึงเดินทางเข้ามาในตัวเมืองเพื่อเรื่องตัดผม

เขาเดินทางเข้าไปในตัวเมืองของจังหวัดกาฬสินธุ์เพื่อไปตามหาร้านตัดผม ก่อนจะไปเจอร้านตัดผมผู้ชายที่มีเจ้าของร้านและช่างเป็นคุณลุงสูงอายุคนหนึ่ง

"ลุงคะ ขอทรงผมสายป่านได้ไหมคะ" เขาเล่าช่วงเวลาที่เข้าไปบอกความต้องการของตัวเองให้กับช่างตัดผมสูงวัยคนนั้นฟัง แต่เพราะไม่มีประสบการณ์และไม่รู้ว่าควรต้องแนบรูปทรงผมที่ตัวเองต้องการไปด้วย สุดท้ายแทนที่เขาจะได้ผมทรง 'สายป่าน' ก็กลายเป็นทรงผมสาวหล่อแบบที่แก้ไขไม่ทันแล้วมาแทน

"เราคิดว่าได้เป็นทอมแน่เลย กลับบ้านแม่ด่าแน่เลย" เขาเล่าอย่างติดตลก

หลังทำใจเดินเข้าไปบ้านไปให้แม่ของตัวเองตกใจเล่น เพราะจากผมที่เคยยาวถึงกลายหลังถูกตัดจนสั้นมาก เขาก็เดินหน้าต่อสู่งานเทศกาลรับน้องที่ตัวเขาเองจะต้องขึ้นไปร้องเพลง

เสียงตอบรับ หรือถ้าจะเขียนให้ตรงเป๊ะ ๆ กับคำบอกเล่าของกัสพัชญ์ ก็คือ 'เสียงกรี๊ด' ของเด็ก ๆ ปีหนึ่งอย่างถล่มทลายทำให้เขาคิดว่าการเดินสายนี้ถือว่าถูกต้องแล้ว

แต่แล้วไม่นาน เขาก็เริ่มรู้สึกว่าลุคผมสั้นนั้นไม่ตอบโจทย์และเลือกกลับไปไว้ผมยาวอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็อยู่ในลุคนี้ได้ไม่นานนัก เนื่องจากแฟนที่เขาคบอยู่ในขณะนั้นชอบลุคที่เขาเป็นสาวหล่อผมสั้นมากกว่า เขาจึงตัดสินใจตัดผมสั้นกลับมาสวมลุคทอมอีกครั้ง

กัสพัชญ์ เล่าว่า "พอเป็นทอมรอบสอง มัน(ดู)โปรกว่าเดิม (ดูเป็น) มืออาชีพกว่าเดิม" และมีการค้นคว้าการวางตัวในลุคนี้แบบลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งการหาข้อมูลการใช้ผ้ารัดหน้าอก ไปจนถึงการแต่งกายและทรงผม จนเขา "คิดว่าตัวเองหล่อมาก ช่วงนั้นคิดว่าเป็นปีทองของการเป็นทอม"

นี่เป็นช่วงเวลาที่กัสพัชญ์อยู่ในลุคทอมนานที่สุดเป็นระยะเวลาราวสองปี แต่แล้วเขาก็เลิกลากับแฟนคนที่คบมาในระหว่างนั้น เขาจึงมีความคิดที่จะกลับมาไว้ผมยาวอีกรอบ ประกอบกับตอนนั้นมีการแข่งขันมิสแกรนด์ไทยแลนด์ปี 2565 ซึ่งเขาชอบ อิงฟ้า วราหะ ซึ่งเป็นผู้เข้าแข่งขันในปีนั้นอย่างมาก จนทำให้หันมาไว้ผมยาวอีกครั้งหนึ่ง และนี่ก็เป็นช่วงจังหวะที่เขาเริ่มไปทำศัลยกรรมจมูกและคางบ้างแล้ว เพราะ "คิดว่าต้องเป็นช่วงที่เป๊ะที่สุดของการเป็นผู้หญิง หลังจากหล่อสุดมาแล้ว"

ในช่วงนั้นเอง ซึ่งตรงกับปี 2566 ด้วยรูปลักษณ์ที่กลับมาดูเป็นผู้หญิง ประกอบกับทักษะการร้องเพลงและการเดินสายประกวดร้องเพลงที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ทำให้กัสพัชญ์หันมาสู่แวดวงการร้องเพลงกลางคืน

ในช่วงแรกเขาทำอาชีพนี้เสริมไปกับการเรียนมหาวิทยาลัย แต่เมื่อพบว่าการร้องเพลงไปด้วยและเรียนไปด้วยทำให้เขาหารายได้ไม่พอ เขาจึงตัดสินใจไปหยุดเรียนไว้และออกมาร้องเพลงกลางคืนอย่างเต็มตัว อย่างไรก็ดี รายได้ที่เขาหาได้ตอนนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ราว 15,000 - 16,000 บาท/เดือน ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี

จาก 'เด็กเอ็น' สู่เมืองปอยเปตหารายได้ แต่เกือบต้องแลกมาด้วยชีวิต

กัสพัชญ์ เล่าว่า ตอนนั้นในลุคผู้หญิงผมยาว เขาคบหาอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำอาชีพ 'เด็กเอ็น' ซึ่งย่อมาจาก 'เอ็นเตอร์เทนเมนต์' หรือคืออาชีพรับจ้างกินดื่มเที่ยวตามผับ บาร์ หรือร้านคาราโอเกะยามค่ำคืนต่าง ๆ และเพราะถึงจะหยุดเรียนมาทำงานร้องเพลงเต็มตัวเขาก็ยังรู้สึกว่าได้เงินไม่พออยู่ดี เขาจึงสอบถามหาช่องทางเข้าไปทำงานเป็น 'เด็กเอ็น' เช่นเดียวกัน

เขาเล่าว่าเรตรายรับที่เขาได้ตอนนั้นคือราว 1,500 บาท/4 ชั่วโมง ซึ่งหากวิ่งงานสองที่ คืนหนึ่งเขาสามารถหาเงินได้ราว 3,000 บาท โดยที่ยังไม่รวมทิปอื่น ๆ อีก เขาจึงหันมารับงาน 'เด็กเอ็น' เต็มตัวและทิ้งการร้องเพลงไปเลย

หลังจากนั้นไม่นาน เขามารู้ว่าแฟนที่เขาคบอยู่ตอนนั้นรู้จักกันคนไทยที่ข้ามมาทำงานฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากันเยอะ และได้รายได้ดี เขาจึงคิดจะข้ามไปทำงานเก็บเงินบ้าง

"เราไม่รู้จักปอยเปตด้วยซ้ำตอนนั้น ไม่รู้จักเลย แค่ได้ยินชื่อก็กลัวแล้ว ชื่อมันไม่น่าไปมาก" เขาเล่า ทว่าสุดท้าย เขาก็เดินทางไปยังปอยเปตอยู่ดีเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2567

กัสพัชญ์ เล่าว่าผู้คนที่นั่นส่วนใหญ่จะใช้เงินสกุลบาทของไทยเป็นหลัก และการใช้จ่ายของลูกค้านั้นอู้ฟู่กว่าที่ไทยมาก โดยแทบไม่มีใครใช้แบงก็ร้อยหรือแบงก์ห้าร้อยกันเลย "อารมณ์แบบว่าจ่ายแบงก์พันไม่เอาตังค์ทอนเลย"

เขาเล่าต่อไปว่าสำหรับอาชีพอย่างเด็กเอ็นนั้นก็ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องขายบริการร่วมไปด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเด็กเอ็นหลายคนก็รับงานดังกล่าวเช่นเดียวกัน

"มันไม่ได้ไม่ได้มีแค่การขายบริการ คือมันเป็นงานเอ็นเตอร์เทน ที่เราไปเอ็นเตอร์เทนลูกค้าเฉย ๆ แค่มันได้เงินเยอะเพราะว่าที่นั่น เขาเงินสะพัด" กัสพัชญ์ ชี้

ทว่าสิ่งที่เขาอธิบาย ไม่ได้เป็นการลดระดับความอันตรายที่หญิงไทยซึ่งเลือกเดินทางไปทำงานที่เมืองชายแดนแห่งนี้ต้องเผชิญเลย

กัสพัชญ์ เล่าว่า ในครั้งแรกที่เขาเดินทางไปทำงานที่ปอยเปตนั้น ก็เป็นครั้งที่เขาโดนมอมยาจนน้ำลายฟูมปากและเกือบเอาชีวิตไม่รอดกลับมา

เขาเล่าว่าวันนั้นตัวเองไม่ได้ทำงาน และมีเพื่อนชาวอินโดนีเซียมาชวนไปงานวันเกิดคนรู้จัก เขาจึงจัดสินใจไปด้วย โดยตอนแรกทุกคนไปรวมตัวกันที่ร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง จนเมื่อเวลาผ่านไปจึงจะย้ายร้านไปยังชั้นล่างของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองปอยเปต

กัสพัชญ์ ตัดสินใจไปต่อกับกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะเห็นว่าไปกันเยอะ และไม่ได้คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทว่าเมื่อไปถึงสถานที่ที่สองนี้ และเริ่มชนแก้วดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทางเจ้าภาพจัดเตรียมไว้ให้ "ก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย"

เขาเล่าว่างานวันเกิดครั้งนี้นอกจากชาวอินโดนีเซียคนนั้น ก็ยังมีผู้หญิงไทยอีกคนที่เขารู้จักไปด้วย ซึ่งจังหวะที่เกิดเหตุนั้น ตอนแรกผู้หญิงไทยคนนี้เดินออกไปข้างนอก แต่เมื่อเธอเดินกลับมาก็ทันเห็นตอนที่เขาเหมือนตาเหลือกและน้ำลายฟูมปากแล้ว ซึ่งในช่วงที่เขาอาการหนักขนาดนั้น ชาวอินโดนีเซียที่ชวนเขามาร่วมงานวันเกิดกลับเอาแต่บอกว่า "จะไปต่อกับฉันไหม ไปต่อกับฉันเถอะ"

จนผู้หญิงไทยคนดังกล่าวต่อบอกว่า "มันจะตายอยู่แล้ว ยังให้มันไปไหนอีก" ซึ่งตอนแรกชาวอินโดนีเซียคนนี้ก็จะไม่ยอมให้หญิงไทยคนดังกล่าวเอาตัวกัสพัชญ์ออกมาจากใต้โรงแรมแห่งนั้น จนหญิงไทยคนดังกล่าวต้องโทรศัพท์ไปหาคนรู้จัก ให้พา รปภ.ลงมารับตัว

สุดท้ายเมื่อ กัสพัชญ์ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองมีถุงปัสสาวะพ่วงอยู่ และเห็นว่าปัสสาวะของตัวเองนั้นเป็นสีเขียว จนเมื่อเขาได้ถามพยาบาลว่าเกิดอะไรขึ้น พยาบาลจึงบอกกลับมาว่าน่าจะเป็นการ "overdose (ยาเกินขนาด)" และแพทย์ที่รักษาเขาตอนนั้นก็บอกว่า "ถ้ามาส่งช้าอีกนิดเดียวก็คือไม่รอดเลย"

จากประสบการณ์ครั้งนั้น เขาเตือนว่า สำหรับคนที่คิดจะมองหาช่องทางการทำเงินจริง ๆ แม้ปอยเปตอาจทำให้หาเงินครั้งละมาก ๆ ได้ แต่เขาย้ำว่า "อย่าดีกว่า เคยได้ยินไหมเขาบอกว่าถ้าคนดี ๆ เขาไม่เอาตัวเองไปอยู่ในปอยเปต มีคำพูดนี้อยู่นะจริง ๆ แล้วอันนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่ได้ไปสัมผัสมา"

ยอมเป็นเด็กเอ็นผมยาว-แลกเงิน แม้ไม่ใช่ตัวตนอีกแล้ว

หลังผ่านความเป็นความตายและชีวิตช่วงนั้นมาได้ กัสพัชญ์ ตัดสินใจกลับไทยและตัดผมสั้นอีกครั้ง เข้าสู่ช่วงเวลาของการเป็นทอมครั้งที่ 3

ตอนแรกเขาตั้งใจว่ากลับมาจากปอยเปตจะมาทำงานบาร์โฮสต์ทอมเพราะคิดว่าจะได้รายได้ดี แต่เมื่อกลับมาทำจริง ๆ ก็พบว่ารายได้จริง ๆ ที่เขาได้นั้นน้อยลงอย่างมาก เฉลี่ยหลังหักรอบการทำงาน 10 วัน ได้มาแค่ราว 6,000 - 7,000 บาท เท่านั้น

สุดท้ายเมื่อการหาเลี้ยงชีพเข้ามาบีบบังคับ ภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่กลับมาสู่ลุคทอมนั้น เขาก็กลับไปต่อผมยาว และเดินทางกลับไปยังปอยเปตอีกครั้ง และนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่เขาบอกว่าตัวเอง "บูมที่สุดแล้ว"

ทว่าในช่วงนั้นเอง ไม่เพียงแต่ความเสี่ยงในการใช้ชีวิตที่มีอยู่รอบตัว เขายังเผชิญกับภาวะที่รู้สึกว่ากำลังฝืนตัวเองแล้ว

"มันฝืนในการที่ต้องตื่นมาแต่งหน้าทำผม เป่าผมเป็นชั่วโมงเลยเพราะว่าเป็นผมต่อ แล้วเรารู้สึกว่าทำไมต้องแต่งหน้าหนัก ๆ ทุกวัน มันเหมือนไม่ใช่ตัวเรา เหมือนเราฝืนที่จะทำเพื่อไปทำงานเฉย ๆ แค่นั้นเอง… มันยังไม่มีอะไรตอบโจทย์เลย มีแค่เงินที่เราได้มา แต่มันไม่ได้รู้สึกว่ามีความสุข" กัสพัชญ์ เล่า

สุดท้ายครั้งนี้ เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า "ถ้าเราอยากเป็นในสิ่งที่เราอยาก เราต้องยอมเสียอะไรสักอย่างหรือเปล่า เราก็มาคิดแล้วคิดอีก คิดทบทวนใหม่ว่าถ้าเลือกที่จะทำ (รอบนี้)น่าจะเทคฮอร์โมนเลยดีกว่า มันจะได้เหมือนทำให้มั่นใจว่า 'กูไม่กลับไปเป็นผู้หญิงแล้วนะ'"

ทั้งหมดนี้คือความ 'สับสน' หรือ 'ความลื่นไหล' ทางการแพทย์

กัสพัชญ์ เล่าว่าเคยมีช่วงที่ตัวเองตื่นขึ้นมาแล้วก็รู้สึกว่าอยากกลับไปไว้ผมยาว ซึ่งพอกลับไปไว้ผมยาว เขาก็จะมีความสุขกับช่วงเวลานั้น แต่บางครั้งตื่นขึ้นมาก็รู้สึกอยากลุกขึ้นไปตัดผมอีกแล้ว

"มันเรียกว่าสับสนทางเพศได้ไหมนะ" เขาตั้งคำถามกับตัวเอง

รศ.ดร.นพ.อติวุทธ กมุทมาศ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ทางเพศและสูตินรีแพทย์ และนายกสมาคมเพศวิทยาคลินิกและเวชศาสตร์ทางเพศ (ประเทศไทย) อธิบายว่า ตามกรณีกัสพัชญ์ เท่าที่เขาได้รับทราบข้อมูลซึ่งไม่ได้เป็นการประเมินด้วยตัวเองโดยตรงตามกระบวนการทางการแพทย์ เขามองว่ากัสพัชญ์ ไม่ได้ "สับสน" เพราะ "เขาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องความชอบเลย เขาชอบผู้หญิงมาตลอด"

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้อธิบายว่า หลายต่อหลายครั้งที่สังคมใช้คำว่า "ความลื่นไหล" โดยกว้างมาครอบกับสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนและมีการจัดประเภทไว้อย่างเป็นระบบ และในกรณีของกัสพัชญ์นั้น หลายคนก็อาจมองรวม ๆ เป็นเรื่องของความลื่นไหลทางเพศ

ทว่าในเชิงการแพทย์นั้น เขาอธิบายว่า ความลื่นไหลนั้นสามารถแบ่งได้เป็น ความลื่นไหลทางเพศวิถี (Sexual Fluidity) กับ ความลื่นไหลทางเพศสภาพ (Gender Fluidity)

สำหรับกรณีแรกนั้น ความลื่นไหลทางเพศวิถี จะเชื่อมโยงอยู่กับ เพศวิถี (Sexual Orientation) ของแต่ละคน ซึ่ง รศ.ดร.นพ.อติวุทธ อธิบายว่า เพศวิถี คือ "สิ่งที่ธรรมชาติกำหนด" เช่น ชายคนหนึ่งเกิดมามีเพศวิถีว่ารักชาย คือการรักบุคคลเพศเดียวกันก็คือเป็น 'Homosexuality' "โดยที่เขาไม่ได้ว่าเลือก ไม่ได้ชอบ ไม่ได้เป็นรสนิยม มันเหมือนกับว่าสมองหรือว่าปัจจัยทางชีวภาพบังคับเราตั้งแต่เกิดแล้วว่าเราเกิดมาจะต้องเป็นบุคคลที่รักเพศเดียวกัน… ไม่ได้เป็นสิ่งผิดปกติทางจิตใจด้วย"

ขณะที่ ความลื่นไหลของเพศสภาพ นั้นจะเชื่อมโยงอยู่กับเพศสภาพ (Gender/Gender Identity) ซึ่ง รศ.ดร.นพ.อติวุทธ ชี้ว่า คือความรู้สึกตระหนักรู้ถึงเพศของตัวเองที่ออกมาจากภายใน "ของตัวเองออก ว่าเราสัมผัสตัวเองหรือตระหนักตัวเองว่าเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยกตัวอย่างว่า หากบุคคลหนึ่งเกิดขึ้นมามีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด คือเกิดมาเป็นเพศชาย มีอวัยวะเพศชายคือมีองคชาต แต่โตขึ้นมารับรู้ว่าตัวเองเป็น ทรานส์วูเมน (transwoman) โดยจะผ่านกระบวนการเปลี่ยนผ่านทั้งจากการรับฮอร์โมนหรือการผ่าตัด เวลาแพทย์จะระบุ ก็จะระบุว่าเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด แต่ทั้งหมดยังอยู่ในกรอบของเพศสภาพ

จากหลักทฤษฎีเบื้องต้นนี้ รศ.ดร.นพ.อติวุทธ เลยมองว่าสิ่งที่ กัสพัชญ์ เผชิญอยู่นั้นอยู่ในฝั่งของเพศสภาพมากกว่า และไม่ได้มองว่าเป็นความสับสนแต่อย่างใด เพราะตลอดทั้งเส้นทางของ กัสพัชญ์นั้น ไม่ว่าเขาจะมีเพศสภาพเป็นอย่างใดเขาไม่ได้รู้สึกผิดเลย "ถ้าจะวิเคราะห์ก็มองว่าเขาน่าจะ Fluid (ลื่นไหล) มากกว่าสับสน"

มองผ่านมุมของสังคมวิทยา

ขณะที่เมื่อนำกรณีของ กัสพัชญ์ มามองในมิติของสังคมวิทยา ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีความสนใจทางวิชาการในประเด็นสตรินิยมและเพศวิถี บอกกับบีบีซีไทยว่า ในสังคมนั้นมักมีความเชื่อในระเบียบต่อประเด็นเพศสภาพว่ามี 2 กล่อง คือเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย ขณะที่ประเด็นเรื่องเพศวิถี ปัจจุบันมีการเปิดรับมากขึ้น เช่น เป็นคนรักต่างเพศ (Heterosexual) รักเพศเดียวกัน (Homosexual) หรือรักสองเพศ (Bisexual)

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ชี้ว่า สุดท้ายมนุษย์ก็ยังมีกล่องของกลุ่มประเภทต่าง ๆ อยู่ดี ดังนั้นเมื่อมีกรณีคนที่อยู่ระหว่างกลาง (In-Between) คือไม่อยู่ในกล่องไหนเลย แรก ๆ ก็จะถูกมองว่าไม่ปกติหรือเบี่ยงเบน อย่างไรก็ดี เธอชี้ว่า สุดท้ายแล้วทั้งเพศสภาพและเพศวิถีเองไม่ใช่สิ่งที่อยู่นิ่งอยู่กับที่แต่สามารถลื่นไหลไปได้

"มันไม่มีใครที่คุณอยู่ในกล่อง แล้วอยู่อย่างนั้น จริง ๆ มันเคลื่อนเลื่อนไหลไปมา ทีนี้ก็อาจจะมีคนเถียงว่าแล้วทำไมที่เหลือเขาดูชัดเจนว่าเขาเป็นอะไรใช่ไหม แล้วคุณรู้ได้ไงว่าเขาอยู่ในกล่องจริง… ทีนี้มันก็จะมีมนุษย์ที่เดินข้ามไปข้ามมา คือดูเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อันนั้นอาจจะทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกรำคาญ ที่เขารำคาญหรือจริง ๆ กลัวก็เพราะว่าคุณไปแทรกแซงระเบียบที่เขารู้สึกว่าโลกมันต้องเป็นอย่างนี้ หน้าตาอย่างนี้" ผู้เชี่ยวชาญด้านสตรีนิยมและเพศวิถี กล่าว

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศสภาพผู้นี้ยังชวนผู้อ่านคิดต่อไปอีกว่า ในเส้นทางการเติบโตของมนุษย์เราไม่มีใครหยุดอยู่กับที่ ไม่พัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย และการแสดงออกทางร่างกาย (bodily display) ก็เปลี่ยนไปตามอายุ ตามโลกที่ผู้คนได้เผชิญหรืออาศัยอยู่ เปลี่ยนไปตามการตระหนักรู้ถึงความชอบของแต่ละคน

"มันมีใครที่บอกว่าเมื่อตอนสิบขวบเป็นไง ตอนนี้อายุสามสิบเป็นอย่างเดิมบ้าง มันแปลก ๆ นะ คนเรามันก็เรียนรู้ได้ คุณเองก็ไม่ได้นิ่งนะ ไม่ได้มีใครนิ่งอยู่ตลอดไป"

เธอยังเสริมด้วยว่า มิติหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากจากกรณีของกัสพัชญ์ คือในช่วงที่เขาเลือกกลับมาต่อผมและกลับไปทำงานที่ปอยเปตเพื่อหาเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นช่วงที่เขาไม่ได้รู้สึกมีความสุขกับลุคผมยาวแล้วเช่นเดียวกัน คือตัวอย่างของการสะท้อนความเป็นจริงที่ดีว่ามิติเรื่องเศรษฐกิจและอาชีพเข้ามาแทรกอยู่กับเพศสภาพแล้วและเรื่องทั้งหมดนี้ก็เกี่ยวข้องกับ "การแสดงออก" (perform)

"กรณีแบบนี้มันทำให้เห็นว่าทำให้สามารถมองเห็น 'gender as performance' [เพศสภาพในฐานะการแสดง] ได้ มันเหมือนกับมันมีบทใช่ไหม มีบทของเพศสภาพ มีบทของการเป็นคนรักคนต่างเพศที่ทุกคนรับรู้ แล้วคุณก็แค่แสดงมัน" โดยนี่คือสิ่งที่เธอเปรียบเทียบกับกรณีของกัสพัชญ์ที่เลือกกลับไปต่อผมยาว และมีท่าทีกริยาแบบผู้หญิงเพื่อรับงานลูกค้า

ในวันที่เทคฮอร์โมนเป็น ทรานส์เมน อุปสรรคก็ไม่ได้จบลง

หลังตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า ณ ตอนนี้ การเป็นทรานส์เมนคือสิ่งที่ตอบโจทย์ตัวเองมากที่สุด กัสพัชญ์จึงเดินทางไปปรึกษาจิตแพทย์ก่อนจะเริ่มรับฮอร์โมนเพศชายอย่างต่อเนื่อง

แม้จะศึกษามาเป็นอย่างดี แต่เมื่อแพทย์ระบุว่าความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้จะมีอะไรบ้าง ซึ่งรวมไปถึงเนื้่อเสียงที่จะเปลี่ยนไป และจะส่งผลกระทบต่อการร้องเพลงของตัวเองอย่างแน่นอน เขายอมรับว่า "เหมือนช็อตไปแป๊ปหนึ่ง เพราะลืมคิดถึงเรื่องนี้ไป" แต่สุดท้าย เขาก็เลือกที่จะทำตามความตั้งใจแรก

กัสพัชญ์ เริ่มรับฮอร์โมนมาได้แล้วหนึ่งปีเต็ม และช่วงแรก ๆ เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายค่อนข้างเยอะ ซึ่งใจจริงของเขานั้นไม่ได้ตกใจอะไร แต่เป็นความตื่นเต้นและรู้สึกดีใจเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ดี หลังกลับมาจากปอยเปต เขาเลือกกลับเข้าสู่วงการบาร์โฮสต์ทอมอีกครั้ง โดยเขาอธิบายว่าโดยทั่วไปผู้ให้บริการส่วนใหญ่ก็จะเป็นทอมที่ไม่ได้มีการรับฮอร์โมนเพศชายใด ๆ ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นบุคคลที่ไม่ตรงกับมาตรฐานความงามทอมไทยไปแทน

"ตอนนั้นเราเป็นผู้หญิงผอมมาก ๆ หนัก 47-48 กิโลกรัม แล้วเราอยากเพิ่มน้ำหนัก เราไม่อยากเป็นทรานส์ผอม ๆ อะไรอย่างนี้ แล้วทีนี้พอเราเทคฮอร์โมน เราก็เลยเพิ่มน้ำหนัก เหมือนคนรอบข้าง โฮสต์รอบข้างอะไรก็บอกว่า 'โอ้ยตอนเป็นผู้หญิงก็ดีอยู่แล้ว หรือไม่ก็เป็นทอมรอบก่อนหล่อกว่าอีก น่ารักกว่าอีก' หนูโดนพูดแบบนี้ทุกวัน กรอกหูเราทุกวันจนมันจะรู้สึกเขวเลยนะ ช่วงหนึ่งมีรู้สึกแบบว่าหรือเลิกเทคดี" กัสพัชญ์เล่า

เขาเปิดอกว่า เรื่องมาตรฐานความงามนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพศสภาพไหนสุดท้ายเขาก็หนีไม่พ้นอยู่ดี แม้ในตอนที่เป็นผู้หญิงเขาจะตรงไม้บรรทัดความงามหญิงไทย หรือตอนที่เป็นทอมจะตรงมาตรฐานความหล่อของกลุ่มคนที่ชอบก็ตาม

ทว่าสุดท้ายเขาก็เลือกก้าวข้ามเสียงวิจารณ์จากสังคมและเดินหน้าทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริง ๆ

ตลอดช่วงแรก ๆ ที่เขาเริ่มรับฮอร์โมน เขาไม่ได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวเลย จนเมื่อเวลาผ่านไปราวครึ่งปี เขาก็ได้กลับบ้าน กัสพัชญ์เล่าอย่างติดตลกว่าแม่ของเขาถึงกับจำไม่ได้ และคิดว่าเขาเป็นลูกของป้าที่เป็นผู้ชาย

เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจว่าครอบครัวของเขาคอยสนับสนุนในทุกสิ่งที่เขาเป็นมาเสมอ แม้จะเข้าใจบ้าง หรือไม่เข้าใจบ้างว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการเป็นทรานส์แมนนั้นจะมีผลอะไรบ้าง แต่แม่ของเขาเองก็รู้สึก "ทึ่งมาก ว่ามันเปลี่ยนได้ขนาดนี้เลยเหรอ"

เมื่อเราถามคำถามสุดท้ายว่าความสุขของเขาตอนนี้คืออะไร กัสพัชญ์ตอบว่า "คือการได้เป็นตัวเอง การได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น เหมือนเมื่อก่อนเราตื่นมาเรายังสับสนใช่ไหม ตื่นมายังรู้สึกว่าอยากผมยาว อยากผมสั้น แต่ทุกวันนี้เราตื่นมาเรารู้สึกว่า เฮ้ยดีใจอ่ะ ส่องกระจกแล้วดีใจที่เราเป็นร่างนี้ ใช่ มันรู้สึกว่าตื่นมาแล้ว Happy (มีความสุข) กับร่างนี้จังเลย"

ส่วนมิติเรื่องหน้าที่การงานนั้น ท้ายที่สุดแล้ว กัสพัชญ์ ก็ยอมรับว่าเขาคงทำงานในวงการนี้ต่อไปได้อีกไม่นาน เพราะทั้งผลกระทบเรื่องสุขภาพและอายุที่มากขึ้น สุดท้ายเขายังอยากหาลู่ทางกลับไปค้าขายสินค้าที่บ้านเกิดของตัวเอง