ผู้คนทั่วโลกจำนวนมากขึ้นมองจีนในมุมบวกมากกว่าสหรัฐฯ ผลศึกษาฉบับใหม่ศูนย์วิจัยพิวบอกอะไร ?

Closeup of Xi and Trump wearing suits, and smiling

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผลการสำรวจบ่งชี้ว่า ผู้คนจำนวนมากมองว่าจีนแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ๆ น้อยกว่าสหรัฐฯ
    • Author, เทสซา หว่อง
    • Role, ผู้สื่อข่าวดิจิทัลประจำเอเชีย
    • Reporting from, สิงคโปร์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

ผลการศึกษาฉบับใหม่ของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่าจีนได้รับมุมมองเชิงบวกมากกว่าสหรัฐอเมริกาแล้ว นี่นับเป็นครั้งแรกที่ศูนย์วิจัยดังกล่าวบันทึกผลการศึกษาในลักษณะนี้ได้

ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในสหรัฐฯ แห่งนี้ บ่งชี้ว่ามุมมองเชิงบวกต่อจีนเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในหลายประเทศ ขณะที่ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ กลับย่ำแย่ลง

โดยภาพรวมแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามมีความเชื่อมั่นในตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ในระดับต่ำทั้งคู่ ทว่าสี จิ้นผิง ได้คะแนนสูงกว่าทรัมป์

ขณะเดียวกัน แม้สหรัฐฯ ถูกมองว่าให้ความเคารพต่อเสรีภาพส่วนบุคคลมากกว่าจีน แต่จีนกลับถูกมองว่าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นน้อยกว่าสหรัฐฯ

ศูนย์วิจัยพิวได้สำรวจความคิดเห็นของผู้คนกว่า 42,000 คนใน 36 ประเทศ ระหว่างเดือน ก.พ. ถึง พ.ค. ที่ผ่านมา

Chart showing 25 countries with a more favourable view of China than the US
คำบรรยายภาพ, ศูนย์วิจัยพิวสำรวจความคิดเห็นประชาชนมากกว่า 42,000 รายใน 36 ประเทศ ระหว่างเดือน ก.พ. ถึง พ.ค. เห็นได้ว่าในประเทศไทยเองก็มีมุมมองเชิงบวกต่อจีนมากกว่าสหรัฐฯ

ผู้ตอบแบบสอบถามถูกถามว่า พวกเขามีความคิดเห็นต่อมหาอำนาจแต่ละประเทศในระดับใด โดยแบ่งเป็นเชิงบวกอย่างมาก ค่อนข้างเชิงบวก ค่อนข้างเชิงลบ หรือเชิงลบอย่างมาก

ศูนย์วิจัยพบว่า ใน 25 จาก 36 ประเทศ มีผู้ที่มีมุมมองเชิงบวกต่อจีนมากกว่าต่อสหรัฐฯ

โจนาธาน ชูลแมน หนึ่งในนักวิจัยของโครงการศึกษา กล่าวว่านี่เป็นครั้งแรกที่ศูนย์วิจัยพิวซึ่งติดตามทัศนคติของประชาคมโลกต่อมหาอำนาจทั้งสองมาตั้งแต่ปี 2002 พบผลลัพธ์เช่นนี้ในประเทศจำนวนมากขนาดนี้

ศูนย์วิจัยพิวเคยสำรวจพบว่ามุมมองเชิงบวกต่อสหรัฐฯ เคยลดลงมาแล้วในอดีต ได้แก่ ในปี 2008 ช่วงปลายรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และในปี 2017 ช่วงเริ่มต้นวาระแรกของประธานาธิบดีทรัมป์

อย่างไรก็ตาม ชูลแมนบอกกับบีบีซีว่าในช่วงเวลาดังกล่าว มุมมองเชิงบวกต่อจีนก็มักอยู่ในระดับใกล้เคียงกันหรือต่ำกว่าเล็กน้อย

งานศึกษาล่าสุดพบว่า สเปน อินโดนีเซีย อิตาลี กรีซ และแคนาดา เป็นกลุ่มประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงมุมมองไปในทางบวกต่อจีนมากที่สุด

ในการสำรวจปีนี้ มีเพียง 6 ประเทศที่ยังมองสหรัฐฯ ในแง่บวกมากกว่าจีน โดยส่วนใหญ่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ ได้แก่ โปแลนด์ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ อินเดีย ญี่ปุ่น และอิสราเอล

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยพิวยังพบว่าค่ามัธยฐานของความเห็นเชิงบวกต่อสหรัฐฯ ใน 20 ประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่ค่ามัธยฐานของความเห็นเชิงบวกต่อจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แผนภูมิแสดงเปอร์เซ็นของผู้ที่มีมุมมองเชิงบวกต่อละประเทศในแต่ละปี

นักวิจัยยังพบว่ามากกว่า 1 ใน 3 ของประเทศที่ทำการสำรวจนั้นมีมุมมองเชิงบวกต่อจีนเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยพวกเขาอ้างอิงจากชุดข้อมูลที่ขยายเพิ่มเติมจากเดิม โดยชุดข้อมูลดังกล่าวมีข้อมูลของสหรัฐฯ ด้วย

นอกจากนี้มุมมองเชิงบวกต่อจีนยังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในบางประเทศที่สำรวจในปีนี้ ได้แก่ อิตาลี สเปน โคลอมเบีย เม็กซิโก อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไนจีเรีย และตุรกี

นักวิจัยพบว่าโดยทั่วไปแล้วประเทศที่มีรายได้ปานกลางมักมีมุมมองเชิงบวกต่อจีน ขณะที่ประเทศที่มั่งคั่งกว่ามักมีมุมมองเชิงลบต่อจีนมากกว่า แต่แนวโน้มนี้กลับไม่เกิดขึ้นกับสิงคโปร์ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ต่อหัวสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่สำรวจ และมีระดับมุมมองเชิงบวกต่อจีนในระดับสูง

มุมมองที่เป็นบวกมากที่สุดและเป็นลบมากที่สุดต่อจีนในการสำรวจครั้งนี้ต่างมาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยชาวปากีสถานราว 90% ดูเหมือนจะมีมุมมองเชิงบวกต่อจีน ขณะที่ชาวญี่ปุ่นมีเพียง 11% เท่านั้นที่มีมุมมองเช่นนั้น

สีกับทรัมป์

การสำรวจครั้งนี้ยังถามผู้ตอบแบบสอบถามด้วยว่า พวกเขามีความเชื่อมั่นในตัวสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์หรือไม่ ว่าพวกเขาทั้งสองจะตัดสินใจในเรื่องกิจการระหว่างประเทศอย่างถูกต้อง

โดยรวมแล้ว ระดับความเชื่อมั่นต่อผู้นำทั้งสองอยู่ในระดับต่ำ โดยคะแนนส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่า 50% อย่างไรก็ตาม หลายประเทศที่เข้าร่วมการสำรวจมีแนวโน้มเชื่อมั่นในสีมากกว่าทรัมป์

สีได้คะแนนสูงสุดและต่ำสุดจากคำถามนี้จากปากีสถานและญี่ปุ่นตามลำดับ โดยอยู่ที่ 83% และ 7%

คะแนนความนิยมสูงสุดและต่ำสุดของสี จิ้นผิงในการสำรวจครั้งนี้มาจากปากีสถานและญี่ปุ่นตามลำดับ โดยอยู่ที่ 83% และ 7%

ส่วนคะแนนที่ให้กับทรัมป์ สูงสุดอยู่ที่ 68% จากฟิลิปปินส์ และต่ำสุดอยู่ที่ 4% จากเวสต์แบงก์/เยรูซาเลมตะวันออก

ชูลแมนกล่าวว่าจากการสำรวจของพวกเขาพบว่า โดยทั่วไปแล้ว "ผู้คนไม่ได้มีทัศนคติที่รุนแรงต่อสี จิ้นผิง มากเท่ากับผู้นำคนอื่น ๆ"

ขณะที่สำหรับทรัมป์ "ผู้คนมีแนวโน้มที่จะให้คำตอบในการสำรวจความเห็นมากกว่า และมักให้คำตอบแบบสุดโต่ง"

การสำรวจยังพบว่า แม้ผู้คนจำนวนมากยังคงเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เคารพเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชนมากกว่ารัฐบาลจีน แต่ช่องว่างดังกล่าวได้ลดแคบลงแล้ว

ศูนย์วิจัยพิวได้ตั้งคำถามเพิ่มเติมในประเทศรายได้ปานกลางหลายประเทศ เพื่อสำรวจมุมมองเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจทั้งสองด้วย และผลสำรวจพบว่าค่ามัธยฐาน 75% เห็นว่าสหรัฐฯ แทรกแซงกิจการของประเทศอื่นเป็นอย่างมากหรือค่อนข้างมาก ขณะที่ 45% มีความเห็นเช่นเดียวกันกับจีน

"ความไม่แน่ไม่นอนของสหรัฐฯ ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวล"

สถาบันอื่น ๆ ก็ได้ดำเนินการวิจัยลักษณะคล้ายกันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

บริษัทสำรวจความคิดเห็นแกลลัพ (Gallup) พบว่าจีนมีคะแนนการยอมรับจากทั่วโลกแซงหน้าสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นระยะห่างของคะแนนที่จีนนำหน้ามากที่สุดในรอบ 20 ปี

ทว่า การสำรวจความคิดเห็นสาธารณะโลกเกี่ยวกับจีนประจำปีของเอเชีย โซไซตี (Asia Society) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของสหรัฐฯ ชี้ว่าภาพลักษณ์ของจีนที่ตกต่ำลงในช่วงการระบาดของโควิด-19 ฟื้นตัวกลับมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ฉง จา เอียน นักวิชาการไม่ประจำของสถาบันคาร์เนกี ไชนา (Carnegie China) บอกว่าผลการสำรวจล่าสุดของศูนย์วิจัยพิวไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ

"ความไม่แน่ไม่นอนของนโยบายสหรัฐฯ รวมถึงการใช้กำลังและความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตามมา ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวล" เขากล่าว

การสำรวจของศูนย์วิจัยพิวเริ่มขึ้นไม่นาน หลังจากทรัมป์เพิ่มความเข้มข้นของวาทกรรมเกี่ยวกับการผนวกกรีนแลนด์ และสหรัฐฯ การจับกุมนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเปิดฉากสงครามกับอิหร่านในช่วงที่มีการสำรวจความคิดเห็นด้วย

ดร.ฉงกล่าวเสริมว่า "คำถามว่าจีนได้รับความนิยมอย่างแท้จริงหรือไม่นั้นยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่ในเวลานี้จีนดูเป็นประเทศที่คาดการณ์ได้มากกว่า นอกจากนี้ปักกิ่งยังพยายามอย่างหนักในการปรับปรุงภาพลักษณ์ของตน" โดยเฉพาะกับประเทศกำลังพัฒนา

สำหรับความแตกต่างระหว่างคะแนนนิยมของจีนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ระดับความเชื่อมั่นในตัวของสี จิ้นผิง ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่านั้น ดร.ฉงกล่าวว่า แม้จีน "อาจเป็นประเทศที่คาดการณ์ได้มากกว่า และทำให้บางคนรู้สึกสบายใจมากขึ้น แต่สิ่งนั้นไม่ได้ลบล้างข้อเท็จจริงที่ว่าสีเป็นผู้นำเผด็จการคนสำคัญ"

เขาชี้ว่าภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จีนได้ "ดำเนินจุดยืนที่แข็งกร้าวมากขึ้นและขยายขอบเขตการอ้างสิทธิ์มากขึ้น รวมถึงยืนกรานหนักขึ้นที่จะให้ผู้อื่นยอมรับมุมมองเกี่ยวกับโลกของจีนเอง" อีกทั้งยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยภายในประเทศด้วย

"ผมคิดว่าผู้คนมักโยงนโยบายที่มีลักษณะบีบบังคับมากขึ้นและเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจน้อยลงเข้ากับตัวสีโดยตรง แต่เชื่อมโยงองค์ประกอบในเชิงบวกมากกว่า เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เข้ากับจีนในภาพรวม"