You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ไทยจะมีกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองฉบับที่ 24 หรือไม่ จับตาวุฒิฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข 30 มิ.ย.
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
ที่ประชุมวุฒิสภา 30 มิ.ย. เตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข ในวาระ 2 (พิจารณารายมาตรา) และวาระ 3 (พิจารณาทั้งฉบับ)
หากได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีก็จะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีเนื้อหา 13 มาตรา อยู่ภายใต้หลักการ "3 ไม่" คือ ไม่นิรโทษกรรมคดีทุจริตประพฤติมิชอบ, ไม่นิรโทษกรรมคดีที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ไม่นิรโทษกรรมคดี 112 ทุกกรณี นั่นทำให้ผู้ถูกกล่าวหา/จำเลย/ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ได้รับประโยชน์จากการออกกฎหมายฉบับนี้
ร่างกฎหมายนี้จะถือเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมเหตุการณ์ทางการเมืองฉบับที่ 24 ในรอบ 94 ปี นับจากมีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) นิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. 2475 ลงวันที่ 26 มิ.ย. 2475 ให้การกระทำของคณะราษฎร เป็นกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับแรก ต่อมามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาคณะรัฐประหารรวม 11 ครั้ง (9 ครั้งตราในรูปแบบ พ.ร.บ. และ 2 ครั้งเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว) และออกกฎหมายนิรโทษกรรมในเหตุการณ์อื่น ๆ อีก 11 ครั้ง
ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 เมื่อ 21 ต.ค. 2568 แล้วส่งเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อ ซึ่งลงมติรับหลักการในวาระ 1 เมื่อ 28 ต.ค. 2568 พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. เป็นประธาน กมธ.
ต่อมามีการยุบสภาเมื่อ 12 ธ.ค. 2568 กระบวนการพิจารณาจึงหยุดชะงักลง ก่อนที่รัฐบาล "อนุทิน 2" จะร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายนี้ต่อไป ทำให้ กมธ. กลับมาพิจารณาต่อจนแล้วเสร็จ และเสนอรายงานเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา 30 มิ.ย. โดยไม่มีการแก้ไขหลักการสำคัญจากร่างที่สภาเห็นชอบแต่อย่างใด
บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ดังนี้
นิรโทษกรรมย้อนหลัง 20 ปี
ร่างกฎหมายนี้กำหนดให้นิรโทษกรรมการกระทำตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเริ่มชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อเหลือง ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันที่สภามีมติรับหลักการร่างกฎหมายนี้
เมื่อกรอบเวลากว้างถึง 20 ปี บีบีซีไทยเข้าใจว่าจะทำให้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองเข้าข่ายได้รับอานิสงส์จากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้หลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น
- 2549-2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือ "คนเสื้อเหลือง"
- 2550-2553 แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ "คนเสื้อแดง"
- 2556-2557 คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) หรือ "ม็อบนกหวีด"
- 2557-2561 ขบวนการนักศึกษาและประชาชนฝ่ายต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
- 2563-2565 กลุ่มคณะราษฎร/ราษฎร หรือ "ม็อบ 3 นิ้ว"
เงื่อนไขต้องห้ามนิรโทษกรรม
ความผิด "ต้องห้าม" ไม่ให้นิรโทษกรรมที่เขียนล็อกกันมาตั้งแต่ในชั้น สส. และต่อเนื่องถึงชั้น สว. มี 3 ข้อคือ 1) ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ 2) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หมิ่นประมาทกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท) 3) ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัวหรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม
แม้ กมธ. ไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในส่วนนี้ซึ่งปรากฏในมาตรา 3 แต่มี กมธ. เสียงข้างน้อยขอสงวนความเห็น และ สว. ขอแปรญัตติแก้ไขข้อความในทำนองเดียวกัน ในส่วนที่ระบุว่า พ.ร.บ. นี้มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานตามมาตรา 112 โดยให้เพิ่มข้อความว่า "เฉพาะกรณีผู้กระทำความผิดมีอายุเกิน 18 ปีในขณะกระทำความผิด" พูดง่าย ๆ ว่าไม่ปิดทางนิรโทษกรรมคดี 112 หากผู้กระทำผิดอายุน้อยกว่า 18 ปี
สำหรับ กมธ.เสียงข้างน้อยที่ผลักดันประเด็นนี้แต่แพ้โหวตกลางห้องประชุม กมธ. ประกอบด้วย นางกัลยา ใหญ่ประสาน, นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย, นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์, นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ ส่วนสมาชิกที่ขอสงวนคำแปรญัตติคือ นางอังคณา นีละไพจิตร ทั้งหมดเป็น สว. นอกกลุ่มใหญ่
ผิดแบบไหนได้นิรโทษกรรม
ประเภทความผิดที่มีสิทธิได้รับการพิจารณานิรโทษกรรมปรากฏในบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมี 42 ฐานความผิด ตามกฎหมายต่าง ๆ รวม 29 ฉบับ อาทิ
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
- ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร มาตรา 113 (ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ, ล้มล้างอำนาจ 3 ฝ่าย) มาตรา 114 (เฉพาะตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ) มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่นฯ) มาตรา 117 (ประท้วงหยุดงาน) มาตรา 118 (เหยียดหยามธงชาติ)
- ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร มาตรา 124 (เปิดเผยความลับประเทศ)
- ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย มาตรา 135/1 (2) หรือ (3) มาตรา 135/2 และมาตรา 135/3
- ความผิดต่อเจ้าพนักงาน
- ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม
- ความผิดเกี่ยวกับศาสนา
- ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน
- ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน
- ความผิดต่อร่างกาย
- ความผิดต่อเสรีภาพ
- ความผิดฐานหมิ่นประมาท
- ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
- ความผิดฐานบุกรุก, ความผิดลหุโทษต่าง ๆ
ความผิดตาม พ.ร.ก.
- ความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
ความผิดตาม พ.ร.บ.
- ความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558
- ความผิดตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
- ความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493
- ความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522
- ความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535
- ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
- ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559
- ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490
ความผิดประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือรัฐประหาร
- ความผิดตามประกาศและคำสั่งหัวหน้า คปค. และ คสช.
นอกจากนี้ กมธ. ของวุฒิสภายังเพิ่มการกระทำความผิดใน 2 กฎหมายเข้าไปใหม่คือ ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 ตามข้อเสนอของทนายความผู้รับผิดชอบคดีของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งให้ข้อมูลว่าจำเลยในคดีดังกล่าวถูกฟ้องตามกฎหมายนี้ ซึ่งยังมิได้รวมอยู่ในบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
ปัดนิรโทษกรรมคดีฮั้วเลือก สว.
ในระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา กมธ.เสียงข้างมากได้ปรับปรุงลำดับของกฎหมายที่ปรากฏในบัญชีแนบท้าย โดยจัดเรียงตามลำดับศักดิ์ของกฎหมายกล่าวคือ ปรับเอาความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) มาขึ้นก่อนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา, พระราชกำหนด, พระราชบัญญัติ, ประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือรัฐประหาร และกรณีเป็นกฎหมายลำดับเดียวกันก็จะไล่เรียงตามลำดับตัวอักษร
นั่นทำให้ ความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 (เฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ) ปรากฏเป็นลำดับแรกที่จะได้สิทธิรับการพิจารณานิรโทษกรรม ตามด้วยความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 (เฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ)
จุดนี้เองที่ทำให้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา เมื่อนายสมชาย แสวงการ อดีต สว. "สะดุดใจและเกิดความสงสัยอย่างแรง" ต่อบัญชีแนบท้ายใหม่ โดยเขาระบุว่า "ไม่ต้องการให้ใครสอดไส้ ลักไก่นิรโทษกรรมบางคดี" เช่น คดีฮั้วเลือก สว., คดีเลือกตั้ง สส., คดี กกต. ถูกฟ้อง หรือคดีความผิดต่อความมั่นคงในและนอกราชอาณาจักรที่ค้างอยู่ที่ ป.ป.ช.
"กฎหมายใดไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีมูลฐานความผิดใดที่ต้องนิรโทษกรรม ไม่ต้องใส่เผื่อไว้ให้คลางแคลงใจ ตัดออกไปดีกว่าที่จะทำให้ร่างกฎหมายดี ๆ เสียของไป เพราะขาดความเชื่อใจ" อดีต สว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของเขาซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะเมื่อ 26 มิ.ย.
ร้อนถึง พล.ต.อ.ฉัตรวรรษต้องรีบออกมาปฏิเสธ-รับประกันว่า ในบัญชีแนบท้ายไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยกฎหมายทั้งหมดกำหนดมาตั้งแต่ร่างของสภาแล้ว วุฒิสภาไม่ได้แก้ไข เพียงแต่จัดลำดับใหม่
เช่นเดียวกับนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะเลขานุการ กมธ. ที่ระบุว่า "ไม่คิดจะทำ" เรื่องการนิรโทษกรรมตัวเอง เพราะกระบวนการทุกอย่างยังอยู่ในชั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ถูกชี้มูลทั้งนั้น พร้อมพาดพิงกลับคนที่ออกมาสื่อสาร "ให้ข่าวเฟคนิวส์" ขอให้ช่วยอ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ละเอียดด้วย
ผู้ชี้ขาดการนิรโทษ-การพ้นผิด
ร่างกฎหมายนี้กำหนดให้มี คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข 9 คน มีหน้าที่และอำนาจสำคัญคือ การวินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและการพ้นจากความรับผิดทั้งปวงตาม พ.ร.บ. นี้ โดย "ให้ถือว่าเป็นที่สุด มีผลผูกพันให้หน่วยงานของรัฐ ในกระบวนการยุติธรรมต้องรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง"
นอกจากนี้ยังมีอำนาจรับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง, เรียกเอกสาร สิ่งของ หรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงได้ ฯลฯ
สำหรับคณะกรรมการสร้างเสริมสันติสุข มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน, รมว.ยุติธรรมเป็นรองประธาน ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม, เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล), ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมายฯ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน), ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมายฯ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.), ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ, ปลัดสานักนายกรัฐมนตรี
กมธ. วุฒิสภาได้ปรับแก้เล็กน้อย โดยเพิ่มข้อความว่า "การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขซึ่งได้กระทำโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครอง"
ร่างกฎหมายนี้กำหนดให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขต้องดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. นี้ภายใน 180 วันวันนับแต่วันที่ประชุมครั้งแรก
ผลของกฎหมาย
หากมีการประกาศใช้กฎหมายนี้ การกระทำใด ๆ ของ "บุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง" ในช่วงที่กฎหมายนี้กำหนด ในความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้าย พ.ร.บ. รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน "ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทาความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางวินัยเท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ"
ผลที่จะตามมาหากผู้ได้รับการนิรโทษกรรม
- เป็นผู้ต้องหา: ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการระงับหรือยุติการสอบสวนหรือการฟ้องคดี
- เป็นจำเลยในชั้นศาล: ให้ศาลนั้นยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
- ถูกศาลสั่งลงโทษ: ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น
- อยู่ระหว่างการรับโทษ: ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป
- กรณีมีการบันทึกประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิด: ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นผล และจะนำประวัติอาชญากรรมนั้นไปใช้กับบุคคลนั้นในทางที่เป็นโทษมิได้ และให้หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่และอำนาจลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญานั้น
ร่างกฎหมายนี้ยังระบุเอาไว้ในมาตรา 11 ด้วยว่า บรรดาการกระทำที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ. นี้ ถ้าผู้กระทำความผิดอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในขณะกระทำความผิดร้องขอไม่ว่าผู้นั้นจะถูกดำเนินคดีหรือแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหรือไม่ และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเห็นสมควรเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิด แล้วส่งแผนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ใช้มาตรการและสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา ตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตามมา กมธ. จากฝากฝั่ง สว. กลุ่มใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า "สว. สีน้ำเงิน" 3 คน ประกอบด้วย พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย, นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์, น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส ได้ขอสงวนความเห็นในมาตรานี้ โดยขอให้เติมเนื้อความไปว่า ความในวรรคหนึ่งมาให้บังคับใช้กับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112" พูดง่าย ๆ ว่าเป็นการสำทับเพิ่มเติมว่าไม่ให้นิรโทษกรรมคดี 112 ทุกกรณี
แต่ถึงกระนั้น มีข้อสังเกตของ กมธ. ปรากฏในรายงานฉบับนี้ เกี่ยวกับกระบวนการรับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรม หากคณะกรรมการสร้างเสริมสันติสุขพิจารณาแล้วพบว่ามีผู้ต้องขังจากการกระทำตามความในมาตรา 7 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ. นี้
"ควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารโทษทางอาญาหรือการคุมขังในสถานที่คุมขังไปยัง รมว.ยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อันจะเป็นมาตรการในการสนับสนุนเป้าหมายในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้โอกาสสังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข..." ข้อสังเกตของ กมธ. วุฒิสภา ระบุ