You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
'ฉันถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว และถูกบังคับให้แต่งงานกับทหารอเมริกัน'
ยามเย็นอันอบอุ่นในเดือน ส.ค. บนเกาะซาโดะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตของฮิโตมิ โซกะ เปลี่ยนไปตลอดกาล
ก่อนหน้านั้นเธอออกไปจับจ่ายซื้อของใช้กับแม่ และระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเดินทางกลับบ้าน ซึ่งเป็นระยะทางที่ไม่ไกลนัก จู่ ๆ ก็มีชายสามคนโผล่มาจากด้านหลังและลักพาตัวทั้งสองแม่ลูกไป
โซกะเล่าย้อนว่า "พวกเขาเอาอะไรบางอย่างมาปิดปากเรา ก่อนจะใช้ถุงมาคลุมที่หัว"
หลายวันต่อจากนั้นผ่านไปอย่างเลือนราง เธอถูกพาตัวจากชายฝั่งไปขึ้นเรือซึ่งเธอคาดว่าเป็นเรือสปีดโบ๊ต ก่อนจะถูกนำตัวย้ายไปยังเรือที่ลำใหญ่กว่า
โซกะเล่าว่า เธอไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับแม่ที่เธอจดจำได้ว่าเป็นคนจิตใจดี ร่าเริง และแสนอบอุ่นของเธอเลย
"ฉันไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำอำลากับแม่เลย"
หลายวันต่อมาในที่สุดผ้าปิดตาก็ถูกเปิดออก ทันทีที่เธอได้มองเห็นโลกภายนอกอีกครั้ง เธอคิดในใจว่า "ที่นี่ไม่ใช่ญี่ปุ่น"
โซกะถูกนำตัวไปยังเกาหลีเหนือ และกลายเป็นเหยื่อของปฏิบัติการลักพาตัวโดยมีรัฐบาลเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970-1980
จากนั้นเธอต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่อไปอีก 24 ปี
ปฏิบัติการลักพาตัวที่รัฐอยู่เบื้องหลัง
หนึ่งในข้อสันนิษฐานคือทางการเกาหลีเหนือต้องการใช้ผู้ถูกลักพาตัวเป็น "ตำราเรียนที่มีชีวิต" เพื่อให้สายลับเรียนรู้ภาษาและพฤติกรรมของชาวญี่ปุ่น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแฝงตัวเข้าประเทศในเวลาต่อมา
ทางการญี่ปุ่นระบุว่ามีผู้ถูกลักพาตัวอย่างน้อย 17 รายในระหว่างปี 1977-1983 แม้คาดว่าจำนวนผู้สูญหายอาจมีมากกว่านี้
โซกะกล่าวว่า "จนถึงตอนนี้ ฉันก็ยังไม่รู้ว่า... พวกเขาจงใจมุ่งเป้ามาที่ฉัน หรือว่ามันเป็นการสุ่มเลือก"
ตลอดสองปีแรกเธอถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายทหาร เธอไม่รู้เลยว่าแม่ของเธออยู่ที่ไหน และไม่เคยถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมเธอจึงถูกนำตัวมาที่นี่ โซกะรู้สึกได้ว่าเธอคงไม่มีทางได้รับคำตอบที่เป็นความจริงจากพวกเขา
"ฉันมักจะออกไปนอกค่าย มองดูดวงจันทร์และดวงดาวบนท้องฟ้า แล้วร้องไห้คิดถึงครอบครัวที่อยู่ที่ญี่ปุ่น และได้แต่ถามตัวเองว่าเมื่อไรจะได้เจอพวกเขาอีกครั้ง"
แม้จะต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความโดดเดี่ยว เธอก็ยังไม่ละทิ้งความหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เป็นอิสระ
"ฉันเก็บความหวังนั้นไว้ในใจตลอดว่าสักวันเรื่องทั้งหมดนี้จะต้องจบลง และความหวังนั้นก็ไม่เคยหายไปไหน"
ในที่สุดในปี 1980 โซกะก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากค่ายทหารแห่งนั้น
เธอถูกบอกว่าเธอต้องแต่งงานกับชายที่เธอไม่เคยพบมาก่อนนั่นคือ ชาร์ลส์ เจนกินส์ ทหารอเมริกันที่แปรพักตร์ไปยังเกาหลีเหนือในปี 1965 เจนกินส์ได้ข้ามเขตปลอดทหารโดยเชื่อว่าเขากำลังจะถูกส่งไปรบในเวียดนาม และเชื่อว่าการยอมจำนนต่อเกาหลีเหนือจะทำให้เขาได้เดินทางกลับสหรัฐฯ ในที่สุด
การนำคนจากสองประเทศคู่ปรับสำคัญของเกาหลีเหนืออย่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ มาเป็นคู่สามีภรรยากันต่อสาธารณะ ถือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อชั้นดีสำหรับเปียงยาง
"ฉันยังจำวันแรกที่เราเจอกันได้ วันนั้นฝนตกหนักมาก และฉันรู้สึกทั้งกังวลและประหม่า" โซกะเล่า
แม้เธอจะไม่มีทางเลือกในการแต่งงานในตอนนั้น แต่โซกะก็เริ่มรักและผูกพันกับสามีคนนี้อย่างลึกซึ้ง ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกันสองคน และเจนกินส์มักจะทำของเล่นและเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็ก ๆ ให้ลูก ๆ
โซกะเล่าว่า "มันเป็นไปอย่างธรรมชาติ และช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขที่สุดคือตอนที่ลูก ๆ ของเราเกิดมา เขาอ่อนโยนกับลูก ๆ มากและดูแลพวกเธอเป็นอย่างดี นั่นคือสิ่งที่ฉันรักในตัวเขา"
ทั้งคู่ไม่มีอาชีพที่ได้รับค่าจ้างอย่างเป็นทางการ และด้วยการถูกควบคุมและจับตามองอย่างเข้มงวดโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือ ทำให้พวกเขามีทางเลือกอย่างจำกัดว่าจะใช้เวลาในแต่ละวันอย่างไร
โซกะเล่าว่า เธอมักใช้เวลาว่างไปกับการปลูกผัก "ที่นั่นไม่มีคอนเสิร์ต ไม่มีโรงหนัง แทบไม่มีอะไรให้ทำเพื่อความบันเทิงเลย ในทุกวันฉันต้องอยู่กับความกลัวและความกังวล แต่การมีครอบครัวอยู่รอบตัวก็สามารถช่วยปลอบประโลมใจฉันได้"
ชีวิตประจำวันของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันในปี 2002 เมื่อโลกได้รู้ความจริงเกี่ยวกับการถูกลักพาตัวของโซกะ
คิม จอง อิล อดีตผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ยอมรับระหว่างการประชุมสุดยอดที่มีเป้าหมายฟื้นฟูความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นว่า เกาหลีเหนือได้ลักพาตัวพลเมืองชาวญี่ปุ่น 13 คน จากทั้งหมด 17 คนที่ญี่ปุ่นเชื่อว่าพวกเขาถูกลักพาตัวไป
เจ้าหน้าที่เผยว่า มีผู้ถูกลักพาตัวเพียง 5 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ และไม่ได้ยืนยันว่า มิโยชิ แม่ของโซกะ เคยถูกนำตัวเข้าไปยังเกาหลีเหนือหรือไม่
หลังจากนั้นไม่นาน โซกะได้ทราบว่าเธอจะได้รับอนุญาตให้กลับญี่ปุ่นได้ชั่วคราว
โซกะกล่าวว่า "ตอนนั้นฉันคิดแค่ว่า อยากเจอครอบครัวที่ญี่ปุ่นมากจริง ๆ และบางทีฉันอาจมีโอกาสได้เจอแม่อีกครั้ง"
โซกะกล่าวอำลาสามีและลูกสาวที่เกาหลีเหนือ ก่อนขึ้นเครื่องบินกลับญี่ปุ่นเพื่อไปพบกับพี่สาวและพ่อของเธอซึ่งเฝ้ารอการกลับมาของเธอมานานกว่าสองทศวรรษ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
โซกะเล่าว่า "ทันทีที่เราได้กลับมาเจอกันและกอดกัน ทุกคนต่างก็ร้องไห้ออกมาไม่หยุด"
โซกะตัดสินใจอยู่ที่ญี่ปุ่นต่อ และต้องใช้เวลาถึงสองปีกว่าจะได้พบสามีและลูกสาวอีกครั้ง
ชาร์ลส์ สามีของเธอ กลัวว่าหากเดินทางไปญี่ปุ่น เขาอาจถูกทหารสหรัฐฯ จับกุมได้
ท้ายที่สุดหลังจากการเจรจา เขาได้รับโทษจำคุก 25 วันจากโทษทั้งหมด 30 วัน หลังให้การรับสารภาพในข้อหาหนีทหารและให้ความช่วยเหลือแก่ฝ่ายศัตรู ก่อนที่ครอบครัวจะได้รับอนุญาตให้ย้ายไปพำนักอย่างถาวรบนเกาะซาโดะในปี 2004
โซกะกล่าวว่า "แม้ว่าลูกสาวทั้งสองคนของฉันจะไม่เคยมาที่เกาะซาโดะมาก่อน แต่พวกเธอรู้ดีว่านี่คือบ้านเกิดของแม่ และในที่สุดพวกเธอก็หลงรักที่นี่"
เจนกินส์เสียชีวิตในญี่ปุ่นในปี 2017 และโซกะก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการรณรงค์เพื่อนำผู้ที่ถูกลักพาตัวจากญี่ปุ่นทุกคนกลับบ้าน
โซกะย้ำว่า "ทุกวันมีค่า" สำหรับผู้ที่ยังคงติดอยู่ในเกาหลีเหนือ
มีผู้ถูกลักพาตัวอยู่หนึ่งคนที่โซกะไม่มีวันยอมหมดหวังที่จะตามหานั่นคือมิโยชิ แม่ของเธอ
เธอหวังว่าความตั้งใจอันแน่วแน่ของเธอจะส่งไปถึงแม่ ไม่ว่าแม่จะอยู่ที่ใดก็ตาม
"ฉันคิดว่าแม่คงพูดว่า 'ในเมื่อ [โซกะ] ยังสู้และไม่ยอมแพ้ ฉันเองก็จะไม่ยอมแพ้เหมือนกัน"
เนื้อหานี้อ้างอิงจากตอนหนึ่งของรายการเอาต์ลุก (Outlook) ทางบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส บทความเขียนและเรียบเรียงโดยเบคกา จอห์นส์