วิเคราะห์: โค้งแรกชิงผู้ว่าฯ กทม. เบื้องหลังแคมเปญ "ไม่ชนคน แต่ชวนแข่งวาระเมือง" ของประชาธิปัตย์-ประชาชน

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 16 นาที

2 พรรคฝ่ายค้านทั้งพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลงต่อสู้แข่งขันในสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ท่ามกลางความท้าทายว่าแคนดิเดตที่พรรคส่งเข้าประกวดจะสามารถล้ม "แชมป์เก่า" ที่แข็งแกร่งอย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งขอไปต่อเป็นสมัยที่ 2 ในฐานะผู้สมัคร "อิสระ" ได้อย่างไร

บีบีซีไทยพูดคุยกับ 2 แกนนำ จาก 2 พรรค - พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ หรือ "จ้อน" เลขาธิการพรรคประชาชน และ สกลธี ภัททิยกุล หรือ "จั้ม" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ – ซึ่งมีบทบาทในวงยุทธศาสตร์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ให้วิเคราะห์สถานการณ์ในโค้งแรก ก่อนถึงวันตัดสินใจของชาวกรุงเทพฯ 4.5 ล้านคน 28 มิ.ย.

จุดแข็ง-จุดอ่อนของชัชชาติ จากมุมมองคู่แข่ง

เริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่าวิเคราะห์ชัชชาติอย่างไรก่อนเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพรรค

พิจารณ์ยอมรับว่า ชัชชาติเป็น "ผู้ว่าฯ ที่ขยัน" และ "นักบริหารที่ดีและเก่ง" แต่ "หลายอย่างที่น่าจะทำ ยังไม่ได้ทำ แกอาจจะขาดวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้าง"

ส่วนจุดแข็งของผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17 ในสายตาสกลธีคือ "ลงพื้นที่เยอะ" เป็นงานที่เน้นเรื่องร้องเรียนเป็นหลัก ฉะนั้นก็จะมีความพอใจของคนที่มาร้องแล้วมีการตอบสนอง แต่ตรงนี้เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน เพราะงานกรุงเทพฯ ไม่ได้มีงานหน้าเดียว-งานประจำวันเท่านั้น ถ้าให้พูดตรง ๆ ทางสำนักงานเขตหรือข้าราชการประจำก็ทำอยู่แล้ว เพียงแต่อันนี้เอาเทคโนโลยีอย่างทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) มาจับ ส่วนตัวมองว่า "คนจะเป็นผู้ว่าฯ ผู้บริหาร มันต้องบาลานซ์ให้ได้ทั้งงานประจำและงานภาพใหญ่ที่พัฒนากรุงเทพฯ ให้ดีกว่านี้ ซึ่ง 4 ปีนี้มันขาดหายไป"

สำหรับทราฟฟี่ฟองดูว์เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมืองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ พัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค (NECTEC) ซึ่ง กทม. ได้นำมาใช้เป็นช่องทางรับแจ้งปัญหาต่าง ๆ ของประชาชน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2565-2569) มีผู้แจ้งปัญหาเข้ามา 1.3 ล้านเรื่อง และได้รับการแก้ไขแล้ว 1 ล้านเรื่อง ชัชชาติพูดหลายครั้งว่าเป็นผลงานที่เขา "ภูมิใจและพอใจที่สุด" เพราะเป็นการ "สร้างความไว้วางใจจากประชาชนโดยไม่ต้องใช้เงินสักบาท" และ "ปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย"

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตจากสกลธี อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ยุค พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นพ่อเมืองที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (2559-2565) ว่าในช่วง 5 ปีเศษของอัศวินก็มีช่องทางให้แจ้งปัญหาผ่านแอปฯ ไลน์ "อัศวินคลายทุกข์" และมีผู้ร้องเรียนเข้ามาเป็นล้านเรื่องเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้ถูกจัดเป็นหมวดหมู่แล้วเช็กได้แบบนี้ กรณีทราฟฟี่ฟองดูว์อาจจะจบเป็นล้านเรื่องก็จริง แต่ไม่ใช่จบสมบูรณ์แบบ 100% มันมีจุดอ่อนตามที่มีประชาชนแชร์ให้เห็นว่ามีการแต่งภาพ เช่น มีสิ่งกีดขวางบนทางเท้า เจ้าหน้าที่ใช้เอไอแต่งภาพแล้วก็ส่งแจ้งปิดเคส แต่ของจริงยังอยู่เหมือนเดิม

4 ปีที่ยังไม่เปลี่ยน เบื้องหลังแคมเปญ "and MORE" และ "ง่าย ๆ"

แม้พรรคสีส้ม-สีฟ้าเห็นตรงกันว่าอดีตผู้ว่าฯ กทม. เน้นซ่อม "เส้นเลือดฝอย" ไม่ได้รื้อ "เส้นเลือดใหญ่" ของเมืองซึ่งชัชชาติเปรียบเปรยเป็นร่างกาย แต่ทั้ง 2 พรรคก็เห็นเหมือนกันว่าทีมชัชชาติมีความสามารถในการ "สื่อสารและประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ" และยังมีกระแสนิยมค่อนข้างสูง จึงไม่ต้องการทำแคมเปญรณรงค์หาเสียงที่พุ่งเป้าโจมตีตัวบุคคล แต่พยายามนำเสนอช่องว่างและโอกาสที่ กทม. จะดีกว่านี้ได้ โดยพูดถึง "สิ่งที่อยากทำ/ควรทำ แต่ชัชชาติยังไม่ได้ทำ"

"สิ่งที่ท่านผู้ว่าฯ ทำเป็นสิ่งที่ดี แต่มันเป็นพื้นฐานที่คนจะเป็นผู้ว่าฯ ต้องเป็นอยู่แล้ว คือถ้าคนอาสามาเป็นผู้ว่าฯ แล้วไม่ได้มีจิตใจหรือวิธีการทำงานที่เอาใจใส่ มันก็ไม่ควรสมัครมาเป็นแต่แรก แต่ความแตกต่างที่เราเสนอก็ตามสโลแกนเลย 'กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more' คำว่า 'and more' มันจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่แค่อำนาจของข้าราชการในงานประจำ แต่เป็นสิ่งอื่นที่ทำแล้วคุณภาพชีวิตของคน กทม. จะดีขึ้น" สกลธีกล่าว

สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. ยกตัวอย่างบางส่วน

  • ระบบรถขนส่งสาธารณะรอง (Feeder) เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะ: สมัยผู้ว่าฯ ชัชชาติเพิ่มมา 2-3 เส้น ซึ่งสำนักการจราจรขนส่ง (สจส.) มีแผนอยู่แล้วเป็น 10 เส้น เพียงแต่รอให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจแล้วเลือกจุดมาทำ
  • การจัดการขยะ: 4 ปีที่แล้วใช้วิธีฝังกลบ 60-70% มาวันนี้ก็ยังฝังกลบ 60-70% ผู้ว่าฯ ก็เพิ่งต่อสัญญาฝังกลบไปหลายสัญญา ยังไม่คิดวิธีอื่นที่จะจัดการขยะ ทั้งนี้กรุงเทพฯ มีศูนย์กำจัดขยะอยู่ 3 แห่งที่เขตสายไหม เขตอ่อนนุช เขตหนองแขม ทำอย่างไรถึงจะมีโรงกำจัดขยะในโซนตะวันออก โซนธนบุรีบ้าง
  • การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV): 4 ปีที่ผ่านมาติดน้อยมากหากเทียบกับเมืองหลวงอื่นทั่วโลก
  • ศูนย์บัญชาการ กทม. (Command Center): 4 ปีเราก็ยังมีอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำเหมือนเดิม มีการลอกท่อ แต่ไม่รู้ว่าระดับน้ำเรียลไทม์ในห้องบัญชาการมีเท่าไหร่ มีเซนเซอร์ที่ท่อระบายน้ำหรือไม่ ซึ่งตัวห้องคอมมานด์เซ็นเตอร์มีอยู่แล้วตั้งแต่สมัยปลายผู้ว่าฯ อัศวินซึ่งผ่านงบไป แต่ตัวรายละเอียดที่จะติดเพิ่มเพื่อวัดสารพัดค่า ทั้งค่าน้ำ ค่าฝุ่น ค่ารถติด ทุกอย่างมาดูในห้องบัญชาการยังไม่เกิด

สกลธีเคยเสนอตัวชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระในการเลือกตั้งปี 2565 ภายใต้คำขวัญ "กทม. MORE ทำกรุงเทพฯ ให้ดีกว่านี้ได้" ซึ่งเป็นคำที่ปรากฏในแคมเปญหาเสียงของพรรคสีฟ้าในปี 2569 โดยเจ้าตัวบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่ทีมยุทธศาสตร์เลือกตั้งผู้ว่าฯ ของพรรค ปชป. คิดขึ้นมาพอดี

"มันบังเอิญว่าแคมเปญ 4 ปีที่แล้ว 'and MORE' มันยังใช้ได้อยู่ การที่มันเป็นได้มากกว่านี้ ดีได้มากกว่านี้ แปลว่ามันยังไม่มีอะไรแตกต่างไปจาก 4 ปีที่แล้วถูกไหม" รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จึงนำมาสู่วิสัยทัศน์ของ อนุชา บูรพชัยศรี แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. สังกัดประชาธิปัตย์ที่ว่า "ทำอะไรก็ตามที่อยู่ในอำนาจผู้ว่าฯ ให้ดีที่สุด และอะไรที่ไม่ใช่อำนาจผู้ว่าฯ แต่เป็นปัญหาของคนกรุงเทพฯ ก็ต้องขวนขวายประสานงาน สู้เพื่อคนกรุงเทพฯ"

สอดคล้องกับความเห็นของพิจารณ์ที่ชวนพินิจว่า สิ่งที่ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จากพรรค ปชน. นำเสนอไม่ได้ต่างกันมากกับสิ่งที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. สังกัดพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เคยเสนอเอาไว้ในครั้งก่อน

"ถ้าสิ่งที่วิโรจน์พูดไว้เมื่อปี 2565 แล้ว 4 ปีผ่านไปมันเปลี่ยนแปลงไป ชัยวัฒน์จะไม่พูดซ้ำ แต่เพราะมันยังไม่เปลี่ยนไง ชัยวัฒน์ก็เลยยังพูดคล้ายกับที่วิโรจน์เคยพูด" เลขาธิการพรรคสีส้มกล่าว ก่อนยกบางตัวอย่างของนโยบายหาเสียงรอบนี้ อาทิ

  • การสร้างโอกาสให้คน กทม. มากยิ่งขึ้น เช่น โอกาสทางเศรษฐกิจ ค้าขายง่าย ไม่ต้องจ่ายส่วยในการขอใบอนุญาตต่าง ๆ
  • การที่เมืองต้องเป็น "หลังพิง" ให้คนกรุงเทพฯ ได้มากยิ่งขึ้น หมายถึงเรื่องสวัสดิการ การมีศูนย์พัฒนาเด็ก, ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จ้างนักดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ที่บ้าน

เขาย้ำด้วยว่า การแก้ปัญหาตามเรื่องร้องเรียน ไม่ใช่ภาพที่พรรคอยากจะขับเคลื่อน เพราะปัญหามันไม่ใช่วาระที่จะเปลี่ยนแปลงเมืองหรือขับเคลื่อนกรุงเทพฯ มันมีแต่เส้นเลือดฝอย "เราเลยพยายามชวนคนกรุงเทพฯ ให้ตัดสินใจจากวาระ ชวนให้มองว่าอยากจะเห็นกรุงเทพฯ อีก 4 ปีข้างหน้าเป็นแบบไหน มากกว่าการคิดถึงตัวบุคคล"

4 ปีก่อน วิโรจน์สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ภายใต้คำขวัญ "พร้อมชนเพื่อคนกรุงเทพฯ" ประกาศชน 3 อย่าง ได้แก่ "ส่วยกรุงเทพฯ-ระบบราชการรวมศูนย์ส่วนกลาง-กลุ่มทุนผูกขาด" ซึ่งเป็นแคมเปญที่สะท้อนตัวตน-บุคลิกของนักการเมืองฝีปากกล้า ผู้ที่หัวหน้าพรรค ก.ก. ยกให้เป็น "เสาหลัก สส." ของพรรคส้มในสภา

มาครั้งนี้ ชัยวัฒน์มาในคำขวัญ "กรุงเทพฯ ง่าย ๆ" นำเสนอ 4 ชุดนโยบาย ได้แก่ เลี้ยงครอบครัวง่าย-ค้าขายง่าย-เดินทางง่าย-ใช้ชีวิตง่าย

"แคมเปญเราก็จะออกแบบให้เหมาะกับตัวแคนดิเดต วิโรจน์ดุดัน การสื่อสารก็จะเป็นในโทนนั้น ชนเพื่อให้ได้สร้างเมืองที่คนเท่ากัน วิสัยทัศน์คือสร้างเมือง ส่วนชัยวัฒน์ 'กรุงเทพฯ ง่าย ๆ' ก็คือสร้างกรุงเทพฯ ที่ง่ายสำหรับทุกคน ภาษาอาจต่างกัน แต่ความหมายเดียวกันและมีวิสัยทัศน์เดียวกันคือสร้างเมืองที่คนเท่ากัน" พิจารณ์ระบุ

อย่างไรก็ตาม โจ-ชัยวัฒน์ เคยยอมรับว่า "ผมก็ไม่ได้เก่งกว่าอาจารย์ชัชชาติ" แต่เชื่อในเจตจำนงการทำงานและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของพรรคและทีม ซึ่งคล้ายเป็นการจำนนต่อการต่อสู้-ต่อกรกับนักการเมืองของฉายา "บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" หรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เลขาฯ จ้อนขออธิบาย-ขยายความว่า แคนดิเดตจากพรรค ปชน. เพียงแต่ต้องการสื่อสารว่า กทม. ปัญหาเยอะและใหญ่กว่าอำนาจของผู้ว่าฯ "สิ่งที่ชัยวัฒน์พยายามจะบอก เขาไม่ได้จะขายตัวเองว่าเขาแน่กว่าชัชชาติ แต่เขากำลังจะบอกว่าเขาและ Ecosystem (ระบบนิเวศ) ของพรรคประชาชนนี่แหละมันดีกว่า และเสนอวาระที่จะขับเคลื่อนกรุงเทพฯ"

การชูยุทธศาสตร์ขายทีม ไม่ขายคน เป็นเพราะหากไปเทียบ-วัด-ชนกับชัชชาติแบบตัวต่อตัว อาจยากที่จะสู้ได้หรือเปล่า?

"ไม่ใช่ ๆ ว่าตัวต่อตัวแล้วแพ้ชัชชาติหมดนะ" พิจารณ์ปฏิเสธทันควัน ก่อนชี้ชวนให้คนกรุงคิดว่าการเลือกตั้งไม่ใช่การเลือกตัวบุคคล แต่คือการเลือกว่าอยากเห็นกรุงเทพฯ ในอีก 4 ปีข้างหน้าเป็นแบบไหน และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่มากกว่าตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ คนเดียว หมายถึงทั้งทีมบริหาร, ทีม ส.ก., สส.กทม. และพรรคที่สามารถทำงานเชื่อมโยงกัน

ขณะที่สกลธีได้ยินเสียงวิจารณ์ว่าบรรดาผู้ท้าชิงทั้งหลายมี "กระดูกคนละเบอร์" กับ "แชมป์เก่า" และรับว่าหากจะเทียบแบบนั้นก็ไม่ผิด เพราะ "ผู้ว่าฯ เป็นคนที่ทำแคมเปญ PR (ประชาพันธ์) ดีและเป็นมา 4 ปีแล้ว คนที่มาลงใหม่มันก็เสียเปรียบอยู่แล้ว แต่ผมไม่แน่ใจว่า 4 ปีที่มีภาพความขยันนั้น ภาพการพัฒนากรุงเทพฯ มันขยับไปแค่ไหน"

เขาไม่เถียงเรื่องงานประจำไม่ขาด แต่ย้ำว่าอดีตผู้ว่าฯ หลายคนก็ทำงานแบบนี้ เพียงแต่ไม่ได้ประชาสัมพันธ์มากแบบนี้เลยไม่ได้เห็นภาพเยอะ จึงคิดว่านี่อาจไม่ใช่จุดเด่น แต่เป็นเรื่องปกติที่ผู้ว่าฯ ควรเป็น ประเด็นชี้ขาดจึงน่าจะอยู่ที่วิสัยทัศน์ในการพัฒนากรุงเทพฯ ให้ไปข้างหน้าด้วย

กระดูก(อาจ)คนละเบอร์ แต่ใจมันได้

เมื่อให้แกนนำ 2 พรรคประเมินกระแสตอบรับจากคนเมืองในโค้งแรกหลังเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ โจ-ชัยวัฒน์ เมื่อ 5 พ.ค. และ เจมส์-อนุชา เมื่อ 16 พ.ค.

จั้ม-สกลธี กล่าวว่า อาจจะยังไม่ได้เปรี้ยงมาก เพราะเปิดตัวในเวลากระชั้นชิด แต่เชื่อว่าหลังวันสมัครและจับเบอร์ 28 พ.ค. คนอาจจะตื่นตัวและสนใจมากขึ้น และถ้าอนุชาได้แสดงวิสัยทัศน์หรือขึ้นเวทีดีเบตเพื่อนำเสนอนโยบายและแนวคิดของพรรค กระแสน่าจะดีขึ้น

"ถ้าพูดตรง ๆ คราวนี้มันไม่ใช่ 50-50 ด้วย โอกาสที่จะชนะมันน้อยกว่า ด้วยความที่ผู้ว่าฯ อาจจะมีภาพลักษณ์ที่ดี มีการทำ PR อย่างต่อเนื่อง ทำให้คนยังเชื่อว่าโอเคอยู่ แต่อย่างที่บอกว่ามันยังมีจุดอ่อน มีช่องให้เรานำเสนอสิ่งที่แตกต่างได้ และนอกจากผู้ว่าฯ แล้วยังมี ส.ก. ที่พรรคจำเป็นต้องส่งอยู่แล้ว ด้วยความที่เราเคยครองกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน เพราะฉะนั้นเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสู้ในสนามนี้" คีย์แมน กทม. ของพรรคสีฟ้ากล่าว

ว่ากันว่ามีการถก-เถียงกันหนักในวงหารือแกนนำพรรค ปชป. ว่าจะส่งหรือไม่ส่งผู้ว่าฯ หลังคนที่พรรคอยากได้ ตัดสินใจไม่มา บางคนไม่อยากเปลืองตัว บางคนจังหวะไม่ได้ อีกทั้งถ้าจะส่งก็ต้องลงทั้งแรงและทุน บางเสียงเสนอให้ส่งเฉพาะ ส.ก. แล้วชูแคมเปญขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าฯ ทว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นความจำเป็นในการส่งเพื่อรักษาฐานดั้งเดิมของพรรค ก่อนเคาะชื่ออนุชาที่พร้อมลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แล้วหวนกลับบ้านหลังเก่า-บ้านสีฟ้า ที่สำคัญคือเขา "ดูแลตัวเองได้"

สกลธียอมรับว่า พรรคได้ทาบทามและพูดคุยกับหลายคน แต่มาลงตัวที่อนุชาซึ่งมีข้อดีคือ 1. มีพื้นฐานทางธุรกิจ ฉะนั้นก็จะมีทักษะการบริหาร 2. มีบุคลิกของนักประสานงาน-ประนีประนอม ซึ่งเหมาะกับงานผู้ว่าฯ ในระหว่างที่กฎหมายยังมีข้อจำกัดเรื่องอำนาจ 3. เคยอยู่ในงานการเมือง เป็นทั้งอดีต สส.กทม. และโฆษกรัฐบาล ก็จะเห็นภาพมิติทั้งปัญหาในพื้นที่และปัญหาระดับชาติ

ด้านจ้อน-พิจารณ์แจกแจง "ดีเอ็นเอพรรคส้ม" ในตัวของชัยวัฒน์ ซึ่งสัมผัสได้ตั้งแต่ตอนมาสมัครเป็น สส. เมื่อปี 2566 เห็นถึงความตั้งใจที่อยากขับเคลื่อนเรื่องหนี้และผลักดันนโยบาย อีกทั้งการทำงานกับพรรคในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่มีอะไรส่อว่าจะมีความคิดเห็นทางการเมืองหรือความเชื่อที่แตกต่าง การให้ความเห็นในที่ประชุม สส. ก็ยังไม่เห็นอะไรทำให้เคลือบแคลงสงสัย

ทว่านอกจากกระดูกคนละเบอร์กับชัชชาติ ชัยวัฒน์ยังยอมรับในสถานะ "มวยแทน" ของวิโรจน์ที่ซุ่มทำทีมท้องถิ่น กทม. ตั้งแต่ปี 2567 แต่มาติดบ่วง "คดี 44 สส." หลังเลือกตั้งทั่วไป 2569 ทำให้พรรคจำต้องส่ง โจ-ชัยวัฒน์ ขึ้นสังเวียนแทน

"มันมีปัญหาในเรื่องนี้จริง ๆ เพราะเราอยู่ภายใต้นิติสงคราม" พิจารณ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 44 อดีต สส. ผู้ถูกร้อง ยอมรับ ก่อนกล่าวเสริมว่า แต่การบริหารพรรคก็ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และไม่ใช่ว่าจิ้มคนนั้นคนนี้มาลง แต่เกิดจากเจ้าตัวที่เสนอตัวเข้ามาทำงานตรงนี้

"มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาแข่งขันกับอาจารย์ชัชชาติ แต่เขาก็พร้อมจะรับภารกิจ ก็คือทั้งตัวเขาเองมีเจตจำนง มีความตั้งใจที่อยากมาทำ บางคนตั้งใจนะ เราไปคุยกับคนหลายคน แต่ถ้าเจอชัชชาติเหรอ ไม่เอาดีกว่า ก็เป็นแบบนั้น แต่อาจารย์โจไม่ใช่ เขาบอกชัชชาติก็ชัชชาติ เขาพร้อม" พิจารณ์เล่า

คิดว่านี่คือแคนดิเดตผู้ว่าฯ ที่ดีที่สุดแล้วที่พรรคจะนำเสนอต่อคน กทม. ใช่หรือไม่?

  • พิจารณ์: ผมคิดว่าเรากำลังวนอยู่ในการเลือกผู้ว่าฯ แบบเลือกคน ซึ่งในแง่หนึ่งมันใช่ แต่สำหรับพรรค ปชน. คนที่จะมาเป็นผู้ว่าฯ เรามีวาระที่อยากทำกรุงเทพฯ ร่วมกันตรงกันไหม จะเป็นวิโรจน์ ชัยวัฒน์ หรือใครก็ตาม มันต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันและเข้าใจตรงกันว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากจะสร้างกรุงเทพฯ

"เราไม่ได้ต้องการคนเดียวที่จะมาทำได้ทุกอย่าง เราไม่ได้ต้องการพระเอกขี่ม้าขาว เราต้องการทีม ต้องการ Ecosystem ของพรรคประชาชน และอยากให้มองวาระที่พรรคประชาชนโดยแคนดิเดตของเรานำเสนอ ที่อยากจะสร้างเมืองที่ให้โอกาส เปิดโอกาส แล้วก็เป็นสปริงบอร์ด เป็นหลังพิงให้กับประชาชน คือเรามีรัฐไทยที่มันทำนโยบายโดยอาจจะปะผุ แล้วก็ทอดทิ้งกลุ่มคนเปราะบางไปอยู่แล้ว ในเมื่อเราบริหารประเทศไม่ได้ เรามาบริหาร กทม. เราก็อยากจะสร้างกรุงเทพฯ ที่ดูแลคนที่ด้อยโอกาสจริง ๆ สร้างสวัสดิการที่ดีจริง ๆ" เลขาธิการพรรค ปชน. กล่าว

  • สกลธี: มันคือดีที่สุดที่เราหาได้ตอนนี้และเราเต็มที่ โอเค อาจจะไม่ได้ใหม่ สด ว้าวขนาดนั้น แต่คนที่จะมาลุย ใจเขาต้องได้ด้วย ในสภาพการเมืองปัจจุบันที่คู่แข่งเป็นชัชชาติซึ่งยังคงมีความนิยมเยอะ

"คนที่ใหม่ สด แต่ใจมันไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะสนามเลือกตั้งมันต้องสู้กัน ต้องใช้กำลัง ต้องดีเบต ต้องทำอะไรหลายอย่าง ถ้าเกิดใจมันไม่เอา มันไม่ไหว ต่อให้สดแค่ไหน มันอาจจะไปตายกลางสนามรบก็ได้" รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว

คะแนนผู้ว่าฯ ที่คาดหวัง เก้าอี้ ส.ก. ที่คาดหมาย

ชัชชาติเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ที่ชนะการเลือกตั้ง 22 พ.ค. 2565 ด้วยคะแนนสูงสุดถึง 1.38 ล้านเสียง (คิดเป็น 51.84% ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง) ทิ้งห่างคู่แข่งขันเบอร์รอง ๆ ลงไป ชนิดที่ต่อให้นำคะแนนของ 4 คนมารวมกันแล้วก็ยังห่างจากผู้ว่าฯ คนที่ 17 มากโข ได้แก่ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ สังกัด ปชป. เข้าที่สองด้วยคะแนน 2.54 แสนคะแนน, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สังกัดพรรค ก.ก. ได้ 2.53 แสนคะแนน, สกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครอิสระ ได้ 2.3 แสนคะแนน และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครอิสระ ได้ 2.14 แสนคะแนน

ขณะที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จำนวน 50 เขต พรรคเพื่อไทย (พท.) ยึดครองเก้าอี้ได้สูงสุด 20 คน รองลงมาคือพรรค ก.ก. 14 คน, พรรค ปชป. 9 คน, พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) 2 คน, พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 2 คน, กลุ่มรักษ์กรุงเทพ 2 คน, และกลุ่มเพื่อไทยหนองจอก 1 คน

เมื่อต้องท้าชิงกับผู้ว่าฯ หน้าเก่า แต่ละพรรคคาดหวังคะแนนเท่าไร และต้องตามหาเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มไหน?

สกลธีชี้ว่า คะแนนของผู้ว่าฯ กับ ส.ก. นั้นแตกต่างกันและอาจไม่ได้ไปด้วยกัน ในส่วนของผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่เป็นการเลือกด้วยกระแส ขณะที่ ส.ก. มีความเป็นเอกเทศสูง คนมักเลือกผู้สมัครที่ยึดโยงกับพื้นที่ ไม่เหมือนเวลาเลือก สส. เพราะฉะนั้นคนที่แข็งอยู่แล้ว ถ้าเกิดใส่สีเสื้อที่ส่งเสริม โอกาสจะกลับเข้าสภา กทม. ก็มีสูง

เขายังเปิดเผยเป้าหมาย ส.ก. ขั้นต่ำของพรรคว่า "ไม่ควรน้อยกว่าเดิม" หรือประมาณ 9-10 เขตเป็นอย่างน้อย

ถ้าย้อนดูคะแนนที่ผู้สมัครจากขั้วอนุรักษนิยม – สุชัชวีร์, สกลธี, อัศวิน – ได้รับในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 อยู่ที่ 7 แสนคะแนน ใกล้เคียงกับคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์กว่า 8 แสนคะแนนในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 แม้การตัดสินใจของโหวตเตอร์ในการเลือกตั้งระดับชาติกับระดับท้องถิ่นจะมีปัจจัยแตกต่างกันไป แต่สกลธีระบุว่าพอบ่งบอกฐานคะแนนที่ผู้สมัครซึ่งไม่ใช่ชัชชาติและชัยวัฒน์ "น่าจะแบ่ง ๆ กันไปในก้อนนี้"

หากคาดหวังชัยชนะ เจมส์-อนุชา ต้องหาคะแนนให้ได้เท่าไร?

"ถ้าจะชนะก็ต้องได้ 8-9 แสน เพราะผู้ว่าฯ คราวที่แล้วได้ 1.3 ล้าน แต่ครั้งนี้คาดว่าอาจลดลง แต่จะลดลงแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่า ดร.โจจะแรงขึ้นมาแค่ไหน เพราะโหวตเตอร์ของชัชชาติก็เป็นส้มส่วนหนึ่งด้วย" สกลธีวิเคราะห์

ส่วนโอกาสจะเกิดการเลือกตั้งแบบ "สูตรไขว้" กาเลือกชัชชาติเป็นผู้ว่าฯ และกาเลือก ส.ก. จากพรรคส้ม/พรรคฟ้านั้น สกลธีบอกว่ายากจะคาดเดา เพราะเมื่อพรรค พท. ไม่ส่งผู้สมัครอย่างเป็นทางการ ก็จะกลายเป็น 3 ส่วนหลัก ส้ม-ฟ้า-เขียว ตัดกัน และต้องดูว่าชัชชาติจะออกแรงสนับสนุน ส.ก. หรือไม่ ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็ยัง 50-50 เพราะเจ้าตัวบอกว่าไม่เกี่ยว แต่ผู้สมัคร ส.ก. ก็อ้างว่าหนุนแก

พรรค ปชป. เคยครองใจคนกรุงในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ 4 ครั้งติดต่อกัน (2547, 2551, 2552, 2556) โดยผู้ว่าฯ คนสุดท้ายของพรรคคือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน 1.25 ล้านเสียง (คิดเป็น 47.75%) ซึ่งในช่วงนั้นมี "พรรคทักษิณ" ครองอำนาจรัฐบาลกลาง

ในสนามใหญ่ พรรคสีฟ้านำ สส.กทม. เข้าสภาได้ครั้งสุดท้ายเมื่อ 15 ปีก่อน โดยกวาดที่นั่ง สส.กทม. 23 คน จากทั้งหมด 33 เขต และได้คะแนนบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ใน กทม. ราว 1.27 ล้านเสียงในการเลือกตั้งปี 2554 แต่ในการเลือกตั้งทั่วไป 3 ครั้งหลังสุด (2562, 2566, 2569) ปชป. ยัง "สูญพันธุ์ใน กทม." อย่างต่อเนื่อง

ทว่าในยุค "ฟื้นฟูพรรค" ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คะแนนพรรคเริ่มกระเตื้องขึ้น ซึ่งในคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 3.03 ล้านเสียงที่พรรค ปชป. ได้รับมาจากชาวกรุเทพฯ 2.93 แสนเสียง

บีบีซีไทยถามว่า แคนดิเดตผู้ว่าฯ ต้องได้คะแนนเท่าไร หรือมีที่นั่ง ส.ก. เท่าไรจึงจะถือว่า ปชป. กลับมาแล้วใน กทม. อภิสิทธิ์ตอบว่า "ต้องได้มากกว่าคนอื่น... สัก1 คะแนนก็พอ"

ขณะที่พรรคสีส้มยึดกุมจิตใจคนเมืองในการเมืองสนามใหญ่ สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งปี 2566 ที่ปักธง สส.กทม. ได้ 32 เขต หลุดไปเพียงเขตเดียว ก่อนกลายเป็น "จังหวัดสีส้ม" ยก 33 เขตในการเลือกตั้งล่าสุดปี 2569 และได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ใน กทม. 1.31 ล้านเสียง

พิจารณ์พูดถึงตัวเลขเป้าหมาย ส.ก. ของพรรคว่า "ต้องพยายามให้ได้เกินครึ่งหนึ่งของสภา" ถึงแม้พรรคจะชนะการเลือกตั้งระดับชาติแบบ "แลนด์สไลด์" มา 2 ครั้งติด แต่ไม่ได้แปลว่าพรรคเป็นเจ้าของเสียงของคนกรุงเทพฯ เราคิดว่าคนกรุงเทพฯ ก็ยังให้โอกาสพรรคส้มอยู่ ดังนั้นก็นำเสนอให้เห็นว่า ส.ก. แต่ละเขตจะมีวาระเขตอย่างไร อยากขับเคลื่อนอะไร ไม่ใช่รอเกาะไปกับแคนดิเดตผู้ว่าฯ เท่านั้น

"ผมคิดว่าเรามีโอกาสที่จะชนะมากกว่าครึ่งหนึ่ง เราค่อนข้างมั่นใจในพื้นที่เดิมของ ส.ก. คิดว่าประชาชนน่าจะให้โอกาสเราอยู่ผ่านการทำงานของ ส.ก.... ขั้นต่ำคือ 25 เขต แต่เราคาดหวังมากกว่านั้น" เลขาธิการพรรค ปชน. ระบุ

อย่างไรก็ตามใน 50 เขต พิจารณ์บอกว่ามีเพียง 6 เขตเทานั้นที่เป็น ส.ก. คนเดิม, มีอย่างน้อย 2 เขตที่ขอเลิก-ไม่ไปต่อทางการเมือง, มีบางเขตขอย้ายไปอยู่สีอื่น/กลุ่มอื่น และมีบางเขตที่พรรคอยากเปิดโอกาสให้ผู้สมัครหน้าใหม่

สำหรับคะแนนของผู้ว่าประชาชนจะเพิ่มขึ้นจากคะแนนวิโรจน์แค่ไหนอย่างไรนั้น เขาบอกว่าเร็วไปที่จะประเมิน ขอรอดูภาพรวมหลังปิดรับสมัครแล้ว

แต่แกนนำทั้ง 2 พรรคเห็นตรงกันว่าชัชชาติอาจไม่ได้คะแนนเท่าเดิม เพราะน่าจะมีผู้สมัครกลุ่มอื่นมาตัดคะแนน และต้องรอดูความตื่นตัวของประชาชนด้วย เพราะ 4 ปีก่อนมีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียง 60% ซึ่งน้อยกว่าการเลือกตั้งระดับชาติที่มาใช้สิทธิ 71.42%

สิ่งที่พรรคจะได้หลัง 28 มิ.ย.

ไม่ว่าผลการเลือกตั้ง 28 มิ.ย. จะออกมาอย่างไร สิ่งที่สกลธีบอกว่าพรรค ปชป. จะได้ก็คือการรักษาฐานคะแนน-รู้คะแนนในยุคฟื้นฟูพรรค

"ถ้าเราไม่มีหัว ส่งแต่ ส.ก. มันก็จะว้าเหว่... ครั้งนี้เราไม่มีคำว่าแพ้ ถ้าได้ก็คือชนะ คือดี แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็เป็นการรักษาฐาน ดูว่าแนวร่วมของพรรคในวันที่พรรคกลับมา มันเปลี่ยนไปหรือไม่ มันมากขึ้น-น้อยลงขนาดไหน เพราะการเลือกครั้งนี้มันไม่ใช่ว่าพี่เจมส์ลงไปสู้คนเดียว แต่บุคลากรของพรรคทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า, พี่กรณ์ (จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค), พี่องอาจ (คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค) ผม ทุกคนลงไปสู้หมด ฉะนั้นมันก็จะวัดคะแนนของพรรคได้ระดับหนึ่งใน กทม." รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว

ขณะที่พิจารณ์ตอบคำถามเดียวกันนี้ว่า พรรคจะได้อะไรไม่สำคัญเท่ากับคนกรุงเทพฯ จะได้อะไร สำหรับพรรค ปชน. มาทำงานการเมืองเพราะอยากทำให้การเมือง-เศรษฐกิจ-สังคมดีขึ้น พรรคมีหน้าที่นำเสนอวิสัยทัศน์และวาระที่อยากจะเห็นกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร

"ถ้าประชาชนกรุงเทพฯ ไม่ได้ให้ความไว้วางใจเรามากพอ เราไม่ชนะ แต่เราก็ได้สร้างดิจิทัลฟุตปรินท์ไว้แล้วว่ากรุงเทพฯ ควรพัฒนาในเรื่องไหน แต่ถ้าประชาชนให้ความไว้วางใจเรามากพอ ให้เราได้ผู้ว่าฯ ผมคิดว่าเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพฯ นั่นคือสิ่งที่พรรคได้ และทำให้คนทั้งประเทศเห็นว่า เออ... พรรคส้มบริหารได้" ผู้บริหารพรรค ปชน. ซึ่งเป็นสมาชิก ครม. เงากล่าว

ท้ายที่สุดหากพรรคสีส้มซึ่งชู "การเมืองแห่งความหวัง" ต้องพ่ายซ้ำในสนามท้องถิ่น หลังจากแพ้ศึกเลือกตั้ง สส. เมื่อ ก.พ. มาหมาด ๆ จะทำให้เกิดความสิ้นหวังในหมู่สมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรคหรือไม่?

"ผมคิดว่าผิดหวังไม่ผิดหวังเนี่ย คือเรา Put our best (ทุ่มเทอย่างเต็มที่) แล้วหรือยัง ไม่รู้คนอื่นมองยังไง แต่ว่าอย่างรอบพี่วิโรจน์ ในเชิงสถิติคือมาอันดับ 3 ด้วยซ้ำ แต่ผมว่าไม่มีใครผิดหวังกับผลการเลือกตั้ง ผมว่าเราทำแคมเปญที่ดี เราทุ่มเทกับมันเต็มที่ และเชื่อว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของเสียงประชาชนในทุกการเลือกตั้ง" เขากล่าวทิ้งท้าย