กรมอุตุฯ เตือนฝนตกหนัก 23-27 ก.ย. แต่มีโอกาสแค่ไหนที่จะเกิดมหาอุทกภัย ตามคำเตือนของเพจดัง

Published
เวลาอ่าน: 9 นาที

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีหลายคำเตือนว่าประเทศไทยจะเผชิญกับอุทกภัยรุนแรง โดยคำเตือนหนึ่งที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายมาจากเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า ที' ลมฟ้าอากาศ ที่ระบุเมื่อวานนี้ (21 ก.ย.) ว่า "เหลือเวลาอีก 120 ชั่วโมง นับจากนี้!! มหาอุทกภัย ในภาคตะวันออก กำลังจะเริ่มต้นขึ้น"

เพจดังกล่าวอ้างว่าจะเกิด "น้ำท่วมใหญ่ทั้งภาค" ซึ่งก่อให้เกิด "ความสูญเสียทางทรัพย์สินมหาศาล" ทว่าในช่วงเช้าของวันนี้ (22 ก.ย.) โพสต์นี้รวมถึงหน้าโปรไฟล์ของเพจไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว

หากพิจารณาจากคำเตือนของหลายหน่วยงานราชการยังไม่มีการประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเกิดภัยพิบัติในระดับมหาอุทกภัย แต่ก็มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังถึงปริมาณฝนในหลายพื้นที่ไปจนถึงระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเมื่อเวลา 5.00 น. ของวันนี้ (22 ก.ย.) คาดการณ์ว่าในช่วงระหว่างวันที่ 23-27 ก.ย. 2569 ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยจะเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกก่อน ก่อนจะกระทบกับพื้นที่ภาคอื่น ๆ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ในระยะถัดไป จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่กำลังจะเคลื่อนจากเวียดนามเข้าสู่ไทย ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น

ประกาศของกรมอุตุฯ ยังแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม พร้อมแจ้งเตือนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง โดยเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 23-27 ก.ย.

ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประกาศเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (22 ก.ย.) ให้ประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง 10 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร "ให้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"

บีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลกับผู้บริหารกรมอุตุนิยมวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ เพื่อประเมินว่ามีโอกาสแค่ไหนที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ และพื้นที่ใดบ้างที่ต้องเฝ้าระวัง

กรมอุตุฯ - ผู้เชี่ยวชาญชี้ ฝนจะตกหนักจริง แต่ไม่ถึงขั้น มหาอุทกภัย

นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมอุตุนิยมวิทยา บอกกับบีบีซีไทยว่า มีโอกาสที่ฝนซึ่งจะตกหนักหลายพื้นที่ในช่วงปลายสัปดาห์นี้จะทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากในภาคตะวันออกและภาคกลาง ไปจนถึงอาจเกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง เช่น เขตเขาใหญ่ในพื้นที่ จ.สระบุรี และปราจีนบุรี แต่จะไม่รุนแรงถึงขั้นที่เพจเฟซบุ๊ก ที' ลมฟ้าอากาศ โพสต์เตือนไว้ว่า "ฝนจะถล่มอย่างบ้าคลั่ง ทั้งวันทั้งคืน"

"อันนี้เขาคงเตือนด้วยความหวังดี แต่ข้อเท็จจริงมันไม่ได้ขนาดนั้น เพราะว่าฝนที่จะตกแบบไม่ลืมหูลืมตาเลย มันต้องเป็นฝนที่อยู่ในระดับที่เป็นพายุหมุนเขตร้อน ก็คืออาจจะเป็นลักษณะของดีเปรสชัน แล้วก็โซนร้อน แล้วก็พายุไต้ฝุ่น" รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวกับบีบีซีไทย

รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่าฝนที่เกิดจากพายุหมุนเขตร้อนนั้น เมื่อตำแหน่งจุดศูนย์กลางของพายุเคลื่อนผ่านไปยังที่ใดที่หนึ่งจะทำให้เกิดฝนตกแช่อยู่ 2-3 วัน ในขณะที่ฝนรอบนี้มีที่มาจากร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องฝนที่เคลื่อนที่ผ่าน ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนที่มาเติม ทำให้ปริมาณและพฤติกรรมการตกของฝนลดต่ำลงไปอีก โดยจะรุนแรงน้อยกว่าระดับของพายุดีเปรสชัน

แม้จะไม่รุนแรงเท่า แต่นายนัฐวุฒิยอมรับว่าจะมีบางพื้นที่ที่จะเกิดน้ำท่วม "อย่างแน่นอน" โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคกลาง ไปจนถึงกรุงเทพฯ และ จ.นครราชสีมา ที่มีฝนตกลงมาก่อนหน้านี้เนื่องจากฝนตกสะสมจน "ศักยภาพการอุ้มน้ำของดินมันเต็มที่แล้ว" หมายความว่าฝนที่ตกลงมาเติมจะไม่สามารถซึมเข้าไปในดิน แต่จะไหลเอ่อบนผิวดิน และไปสู่แม่น้ำลำคลองต่าง ๆ

"พอน้ำไหลบนผิวดินปั๊บ มันก็จะลงไปสู่ลำคลอง ลงไปสู่แอ่งต่าง ๆ พื้นที่ไหนที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ที่มีน้ำท่วมซ้ำซาก รอบนี้ท่วมแน่นอน" รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยากล่าว

ด้าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต ประเมินว่า พื้นที่ภาคตะวันออกมีความเสี่ยงจะเกิดน้ำท่วมในบางจุดในช่วง 4-5 วันข้างหน้าจริง แต่ "ไม่ควรจะพูดว่าเป็นมหาอุทกภัย"

"เราก็ต้องดูในอดีตเขา [ฝน] ตกลักษณะไหน ภาคตะวันออกมีหลายจังหวัด ผมยกตัวอย่างจันทบุรีหรือตราด เคยโดนประจำอยู่แล้ว คำว่ามหาอุทกภัยเลยไม่ได้สื่อความหมายอะไร ก็คือโดนอยู่แล้ว ฝนตกในเวลาจำกัด ฝนตก 200-300 มิลลิเมตร แล้วมันก็ท่วมอยู่แล้ว เป็นปกติของมัน" รศ.ดร.เสรีบอกกับบีบีซีไทย พร้อมบอกว่าพื้นที่ที่เขาเป็นห่วงคือบริเวณนิคมอุตสาหกรรมใน อ.พานทอง จ.ชลบุรี ที่เคยถูกน้ำท่วมเมื่อปี 2556

"ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของฝนตกหนักในเวลาจำกัด 3-4 วันแล้วก็ต้องระบายออก ซึ่งทางระบายน้ำ [บริเวณคลองพานทอง] มันมีปัญหาอยู่... เพราะว่าข้อจำกัดก็คือ คลองมันแคบ มันก็ต้องใช้วิธีสูบอย่างเดียว" รศ.ดร.เสรี ยกตัวอย่าง ก่อนจะย้ำว่า "คาดการณ์ว่าฝนตกหนักแน่นอน... แต่ว่าไม่ถึงกับมหาอุทกภัยอย่างที่เข้าใจกัน"

น้ำจะท่วมในระดับไหนช่วงสุดสัปดาห์นี้

  • ภาคตะวันออก

รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า ลักษณะพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีความลาดชันและอยู่ใกล้ทะเล ทำให้เขาเชื่อว่าต่อให้น้ำจะท่วมก็จะไม่ลากยาวเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน เหมือนกับเหตุน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

"หาดใหญ่มีลำน้ำสาขาอยู่อันเดียวคือต้องไหลลงผ่านเมืองเท่านั้น แต่ภาคตะวันออก น้ำที่เป็นลำน้ำเล็ก ลำน้ำน้อยที่จะไหลลงทะเลมีเยอะมาก" เขาบอก "แต่ถามว่ามันท่วมไหม ท่วมครับ ท่วมนานไหม ไม่นาน ท่วมทั้งภาคเลยหรือเปล่า คงไม่ใช่ มันจะท่วมเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมซ้ำซากที่มีท่วมอยู่เป็นประจำ"

นายนัฐวุฒิประเมินว่าในช่วง 24-26 ก.ย. ที่ภาคตะวันออกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่คาดการณ์ว่าจะมีฝนเกินกว่า 100 มิลลิเมตร (มม.) ใน 24 ชม. หากสามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่เหล่านั้นได้เร็วก็จะลดปัญหาเรื่องการท่วมขัง และลำน้ำสาขาต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีปริมาณน้ำเยอะมาก เพราะฉะนั้นถ้าตกมาในปริมาณนี้ก็ยังมีความสามารถที่จะผลักดันน้ำลงสู่ทะเลได้ค่อนข้างเร็ว

ขณะที่ รศ.ดร.เสรี คาดการณ์ว่าตั้งแต่วันนี้ (22 ก.ย.) ไปจนถึงวันเสาร์ (26 ก.ย.) บางพื้นที่ในภาคตะวันออกอาจเจอฝนสะสมรวมถึง 300 มิลลิเมตร (มม.) ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการเตือนให้เตรียมความพร้อมไว้ ซึ่งผลกระทบจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการเตรียมการและประสิทธิภาพในการระบายน้ำด้วย

"ถ้าพูดถึงในรอบ 4-5 ปี มันอาจจะหนักกว่าในรอบ 4-5 ปีได้ เพราะว่าฝนเที่ยวนี้ พูดง่าย ๆ ระดับ 300 มม. มันไม่ค่อยเคยเจอ... เพราะฉะนั้นก็ต้องเตือนไปนะ ให้เขาเตรียมพร้อม แค่นั้นเอง" รศ.ดร.เสรี กล่าว

"อย่างตราด ตราดเคยตก[หนักที่สุด]ในรอบ 1,000 ปี ผมจำไม่ได้ว่า 1-2 ปีที่แล้วนี่เอง… คราวนั้นเขาไม่รู้ตัว ตอนนี้เราก็แจ้งไปล่วงหน้าเพื่อให้เขารู้ตัว แต่มันไม่น่าจะถึงรอบ 1,000 ปี แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องเตือน"

  • ภาคกลาง

แม้คำเตือนของเพจดังจะมุ่งไปที่ภาคตะวันออก แต่นายนัฐวุฒิบอกว่าพื้นที่ที่เขา "เป็นห่วง" คือภาคกลาง

"แถวอยุธยา แถวอ่างทอง พื้นที่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากตอนนี้ฝนที่ตกแถบพิษณุโลก สุโขทัย ที่ตกก่อนหน้านี้มันก็มีปริมาณน้ำอยู่พอสมควร และเขื่อนเจ้าพระยาก็พยายามจะระบายน้ำตัวนี้ลงมาข้างล่างซึ่งน้ำตัวนี้ก็ลงมาอยู่แถบอยุธยา แถบพื้นที่ด้านล่างแล้ว และมันก็อยู่ห่างจากตลิ่งไม่ได้มาก" รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาระบุ

เขาประเมินสถานการณ์ว่าหากมีฝนรอบนี้เติมเข้ามาอีก ซึ่งน่าจะตกหนักเป็นพิเศษในช่วงวันที่ 25-26 ก.ย. อาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ที่อยู่ในทุ่งทำการเกษตร ไปจนถึงเกิดน้ำล้นตลิ่งตามลำน้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาได้ในบางพื้นที่ ส่วนกรุงเทพฯ เองก็อาจเจอน้ำท่วมขังได้ในบางซอยที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ หากเจอฝนขนาด 100 มม. ขึ้นไป ซึ่งอาจต้องมีการสูบน้ำหรือเตรียมพื้นที่รับน้ำไว้ อย่างไรก็ดี เขายืนยันว่า "มันไม่ได้เหมือนปี 2554 แน่นอน"

"ถ้าจะท่วมกรุงเทพฯ มันมีอยู่ 3 ปัจจัย 1. น้ำทะเลหนุนซึ่งตอนนี้ก็ยังหนุนอยู่ แต่หนุนไม่เยอะ ช่วงหนุนสูงสุดจะอยู่ราวเดือน พ.ย. 2. น้ำเหนือที่ปล่อยจากเขื่อนหรือไหลมาจากภาคเหนือ ซึ่งตอนนี้ก็ไม่ได้เยอะเหมือนปี 2554 และ 3. น้ำฝนที่ตกมาเติมซึ่งอันนี้จะมีเพิ่มมาในรอบ 3-4 วันนี้"

รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา บอกว่าเมื่อรวมทั้ง 3 ปัจจัยแล้วยังไม่สามารถทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่บริเวณกว้างได้ แต่ถ้าเป็นท่วมตามพื้นที่ลุ่มต่ำหรือพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซากตรงนี้อาจเจอ

Google Flood Hub อ้างอิงข้อมูลจากอะไร

ส่วนกรณีที่มีการอ้างอิงข้อมูลจากกูเกิล ฟลัด ฮับ(Google Flood Hub)ซึ่งแจ้งเตือนน้ำท่วมในหลายพื้นภาคตะวันออกและภาคกลางของไทยนั้น แหล่งข่าวจากกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุกับบีบีซีไทยว่า เว็บไซต์ดังกล่าวใช้ข้อมูลจากแบบจำลองต่าง ๆ ที่มีการเผยแพร่และนำมาคำนวณ ซึ่งก็มีแบบจำลองระดับโลกมาประกอบการคำนวณด้วยจริง แต่แบบจำลองสภาพอากาศต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ละวันก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ดังนั้นจึงไม่ใช่ข้อมูลที่จะยืนยันความถูกต้องได้ 100%

"แบบจำลองก็มีความคลาดเคลื่อน" แหล่งข่าวจากกรมอุตุฯ กล่าวถึงความไม่แน่นอนของข้อมูลต้นทางและบอกว่าหากยิ่งเป็นข้อมูลที่พยากรณ์ล่วงหน้านานเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูงขึ้น และทำให้ข้อมูลปลายทางที่ปรากฏบนเว็บโซต์ของกูเกิลก็มีโอกาสเปลี่ยนได้เรื่อย ๆ เช่นกัน

"ยิ่งเอาระยะเวลานานมาใช้ เช่น 120 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมงข้างหน้า ความไม่แน่นอนมันสูง เพราะฉะนั้นแบบจำลองก็เปลี่ยนทุกวัน"

นอกจากนี้ เขาบอกว่าในการคาดการณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมพื้นที่ใด ไม่เพียงแต่ต้องใช้แบบจำลองสภาพอากาศต่าง ๆ เท่านั้น แต่ต้องใช้การวิเคราะห์อื่น ๆ ประกอบด้วย ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีสภาพพื้นที่และมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน

"เกณฑ์เตือนภัยฝนในแต่ละพื้นที่มันไม่เหมือนกัน สภาพฝนไม่เหมือนกัน" แหล่งข่าวรายนี้กล่าว "กูเกิล ฟลัด ฮับ จำได้ไหมว่าเมื่อสองวันก่อนก็เตือนว่ากรุงเทพฯ จะเกิดน้ำท่วมใหญ่... จำได้ไหมที่เขาบอกว่าน้ำจะท่วมทั้งเมือง ฝนจะตกหนัก แล้วเหตุการณ์จริงคือแค่ตกบางจุด" เจ้าหน้าที่จากกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยาอธิบาย

ขณะที่ รศ.ดร.เสรี มองว่ายัง "เป็นไปไม่ได้" ที่จะเกิดมหาอุทกภัยบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในเวลานี้

"มหาอุทกภัยเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่าขณะนี้เอง ปริมาณฝนในลุ่ม [แม่น้ำเจ้าพระยา] เอง ยังน้อยกว่าค่าเฉลี่ยตั้งเกือบ 15-18% อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า น้ำที่ผ่านนครสวรรค์แค่ประมาณ 1,400 [ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที] ซึ่งถ้าเทียบกับปี 2554 มันตั้ง 4,600 [ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที] ซึ่งมันต่างกันเยอะ" เขาให้เหตุผล

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติรายนี้ย้ำว่า ฝนที่จะตกในช่วงกลางสัปดาห์ถึงปลายสัปดาห์นี้มีผลที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมทั้งในภาคกลางและภาคตะวันออก

"เพียงแต่ว่าฝนที่จะตกมารอบนี้ 4-5 วัน มันจะทำให้น้ำท่วมรอการระบายหมายความว่าพื้นที่ภาคกลางมันตกแล้วมันระบายไม่ค่อยได้ไง พื้นที่มันเรียบ พื้นที่ต่ำ เพราะฉะนั้นตรงไหนที่เป็นชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ เขาก็เตรียมเครื่องสูบน้ำ แล้วก็มี 2 พื้นที่แค่นั้นเองที่ห่วง คือ ตะวันออกนี่หนักที่สุดอยู่แล้ว... แต่ว่าภาคกลางลุ่มเจ้าพระยาก็จะเป็นเรื่องน้ำท่วมขังกับการระบาย"

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมพร้อมแค่ไหน

รศ.ดร.เสรี ชี้ว่าเรื่องหนึ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือจะทำอย่างไรกับผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ที่อาจถูกน้ำท่วม ซึ่งเขาไม่ได้มีคำตอบตายตัวว่าพื้นนี่ไหนที่อาจต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อน เนื่องจากอาจต้องพิจารณาเป็นรายพื้นที่ไป ซึ่งทั้งหน่วยงานในพื้นที่และชาวบ้านก็มีบทบาทสำคัญ

ส่วนอีกเรื่องที่เขาแนะนำคือหากเป็นไปได้ ควรใช้โอกาสนี้กักเก็บน้ำไว้เผื่อสำหรับหน้าแล้ง ซึ่งเขาประเมินว่าจะรุนแรงขึ้นในปีหน้า

"ปีหน้ามันจะเจอซูเปอร์เอลนีโญซึ่งภาคตะวันออกเป็นเมืองผลไม้อย่างทุเรียน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้น 4-5 วันข้างหน้า เพื่อให้เขาเก็บน้ำ ตอนนี้เราก็เตือนว่า เฮ้ย ถ้ามีน้ำเยอะนะ คุณเก็บเลยนะ ในบ่อ สระคุณ เพราะว่าปีหน้าช่วงผลผลิตออกเดือน มี.ค. มันจะร้อนแล้งมาก ถ้าคุณไม่มีน้ำเลี้ยง มันไม่ดี" รศ.ดร.เสรีกล่าว

ขณะที่นายนัฐวุฒิบอกว่าปัจจุบันประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถประเมินสถานการณ์ได้จากการดูเรดาร์ตรวจอากาศบนเว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งจะแสดงข้อมูลว่าขณะนี้มีฝนตกในพื้นที่ใดบ้างและตกหนักแค่ไหน

"ตอนนี้ประชาชนสามารถดูและประเมินความเสี่ยงได้เกือบเรียลไทม์เลยและอาจสังเกตจากลำน้ำ ลำคลองใกล้บ้านว่าระดับน้ำเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีทั้งฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ และระดับน้ำในคลองเพิ่มขึ้นพร้อมกันก็อาจจะต้องเริ่มเตรียมความพร้อม เช่น ยกของขึ้นที่สูง หรือเตรียมสิ่งของจำเป็นตามคำแนะนำของ ปภ. ซึ่งถ้าเตรียมส่วนนี้ครบถ้วนแล้ว ก็จะช่วยลดผลกระทบได้" รองอธิบดีกรมอุตุฯ บอก

"สมมติลำน้ำมันมาจากอีกฟากหนึ่ง มันไหลไปอีกด้านหนึ่ง ถ้าฝนตกด้านล่างก็ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะยังไงก็ไม่มีน้ำมาเติมแน่ ๆ แต่ถ้าฝนตกต้นลำน้ำเขา แล้วตกในระดับ [สี] แดงเถือกของที่ตัวเรดาร์จับได้ ตกต่อเนื่องเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงไม่ไปไหนเลย เขาอยู่ท้ายน้ำเขาก็ต้องเตรียมยกของ เพื่อไม่ให้ฉุกละหุก ส่วนตรงนี้เขาเตรียมการได้" นายนัฐวุฒิ กล่าว