You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เรื่อง 'ธรรมาภิบาลมากกว่าอุดมการณ์' เหตุใดการประท้วงของวัยรุ่นเจนซีในอินเดีย อาจต่างจากการประท้วงอื่นที่เคยเกิดขึ้น
- Author, สุติก บิสวาส
- Role, ผู้สื่อข่าวประจำประเทศอินเดีย
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากความกลัวที่คนรุ่นใหม่ชาวอินเดียหลายล้านคนคุ้นเคยกันดี นั่นคือความกลัวที่ว่าหากการสอบที่เป็นตัวกำหนดอนาคตของพวกเขาไม่สามารถเชื่อถือได้แล้ว แล้วจะมีอะไรที่เชื่อถือได้อีก ?
หลายสัปดาห์ต่อมานับจากการสอบนั้น ในวันจันทร์วันหนึ่ง ชายและหญิงอายุน้อยนับหมื่นคนพยายามเดินขบวนไปยังอาคารรัฐสภาของอินเดีย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตอบโต้ด้วยการใช้แก๊สน้ำตาและกระบอง แต่ก็มีผู้ประท้วงอีกหลายพันคนหวนคืนสู่ท้องถนนอีกครั้งในวันถัด ๆ มา
พรรคประชาชนแมลงสาบ หรือ ซีเจพี (Cockroach Janta Party - CJP) ซึ่งเป็นขบวนการที่นำโดยเยาวชนซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากความโกรธแค้นต่อปัญหาข้อสอบรั่วไหลซ้ำซาก ได้กลายเป็นการระดมพลของนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียรอบหลายปีอย่างรวดเร็ว
ขบวนการนี้กำลังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษาและให้ ธาร์เมนทรา ปราธาน รมว.ศึกษาธิการลาออกจากตำแหน่ง โดยมี โซนัม วังชุก นักเคลื่อนไหว เป็นศูนย์กลางของการประท้วง เขาระบุว่าตนอดอาหารประท้วงนาน 26 วันเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวนี้จนกระทั่งน้ำหนักตัวลดลง 11 กก. แม้เขาจะยุติการอดอาหารไปแล้วเมื่อช่วงดึกวันพฤหัสบดี แต่แกนนำนักศึกษาระบุว่าการประท้วงจะดำเนินต่อไปจนกว่าข้อเรียกร้องจะได้รับการตอบสนอง
คำถามที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ นี่เป็นเพียงการประท้วงของนักศึกษาทั่วไป หรือเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะประวัติศาสตร์อินเดียก็มีเหตุผลที่ทำให้ต้องระมัดระวังและมีความหวังไปพร้อม ๆ กัน
ขบวนการนักศึกษาเคยมีโอกาสได้เข้ามาพลิกโฉมการเมืองอินเดียเป็นระยะ ๆ เช่น การเคลื่อนไหว "นาฟ นิรมาน" (Nav Nirman) ในรัฐคุชราตเคยมีส่วนช่วยจุดชนวนการเคลื่อนไหวของ ชัยปรากาช นารายัน ผู้นำฝ่ายสังคมนิยมรุ่นเก๋า เพื่อต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี ในทศวรรษ 1970 ในขณะที่การเคลื่อนไหวอื่น ๆ เคยปะทุขึ้นอย่างดุเดือดก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้การเคลื่อนไหวที่นำโดยพรรคซีเจพีแตกต่างออกจากการเคลื่อนไหวปกตินั้นไม่ได้อยู่แค่ที่ขนาดของการชุมนุมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธรรมชาติและขอบเขตของข้อร้องเรียนด้วย
การประท้วงครั้งนี้แตกต่างจากการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดหลายครั้งที่เคยมีการต่อต้านรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญชาติ กฎหมายเกษตรกรรม หรือนโยบายข้อพิพาทอื่น ๆ แต่การเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้มีรากฐานมาจากเรื่องอุดมการณ์เป็นหลัก และไม่ได้มีรากฐานมาจากผลประโยชน์ของชุมชนหรือกลุ่มทางสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียว
ในทางกลับกัน การเคลื่อนไหวนี้ตั้งคำถามว่ารัฐยังคงสามารถรับประกันความยุติธรรมในระบบการสอบ ซึ่งเป็นหนทางหลักที่คนหนุ่มสาวชาวอินเดียนับล้านคนมองว่าเป็นการเลื่อนสถานะทางสังคมได้หรือไม่
"ระบบการสอบและระบบการศึกษาคาบเกี่ยวไปถึงเรื่องวรรณะ ชนชั้น และเพศ ในระดับที่ค่อนข้างมาก ฐานเสียงหลักที่เข้าร่วมการประท้วงเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มเดียว" ยาพินี อียาร์ นักวิชาการอาวุโสรับเชิญจากมหาวิทยาลัยบราวน์ กล่าวกับบีบีซี
ขอบเขตที่กว้างขวางเช่นนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำให้การเคลื่อนไหวนี้มีความโดดเด่นทางการเมืองอีกด้วย
"การเคลื่อนไหวนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่ความล้มเหลวในการบริหารจัดการ ความไร้ความสามารถของรัฐในการจัดการสอบอย่างยุติธรรมและป้องกันไม่ให้ข้อสอบรั่วไหล ทำให้สิ่งนี้กลายเป็นความท้าทายทางการเมืองรูปแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงสำหรับพรรคภารติยะ ชนะตะ" ราหุล เวร์มา นักวิชาการจาก ศูนย์วิจัยนโยบาย (Centre for Policy Research) ซึ่งเป็นคลังสมองในกรุงนิวเดลี กล่าวกับบีบีซี
เขาย้ำด้วยว่า ความแตกต่างนั้นเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองไป ซึ่งต่างจากการประท้วงในอดีตที่มีรากฐานมาจากอุดมการณ์หรือนโยบาย การประท้วงครั้งนี้ตั้งคำถามถึงความสามารถในการบริหารประเทศของพรรค พรรคภารติยะ ชนะตะ หรือ บีเจพี (Bharatiya Janata Party - BJP) โดยเวร์มากล่าวว่า "พวกเขาต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่"
เขาเสริมว่า ผู้ประท้วงหลายคนไม่ใช่ผู้ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามของพรรคบีเจพี
แต่กลุ่มผู้ประท้วงคือ "เยาวชนอินเดียที่มีความทะเยอทะยานและพ่อแม่ของพวกเขาที่มองว่าการสอบเหล่านี้เป็นเส้นทางสู่การเลื่อนฐานะทางสังคม"
ดังนั้น เมื่อข้อร้องเรียนเกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลมากกว่าอุดมการณ์ ผู้เชี่ยวชาญรายนี้จึงโต้แย้งว่าพรรคบีเจพีไม่สามารถระดมผู้สนับสนุนของตนหรือใช้กลยุทธ์โต้กลับทางการเมืองที่เคยช่วยรับมือกับการประท้วงในอดีตได้อย่างง่ายดายนัก
การชุมนุมประท้วงในวันจันทร์ที่ผ่านมาดูเหมือนจะช่วยตอกย้ำการประเมินดังกล่าวให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มักมีการเปรียบเทียบการประท้วงครั้งนี้กับการเคลื่อนไหวต่อต้านคอร์รัปชันในปี 2011 โดยจุดที่ถูกกล่าวถึงบ่อยคือพลังของพรรคซีเจพีในการเข้าถึงผู้คนผ่านช่องทางออนไลน์ ในขณะที่ผู้คนยังคงเคลือบแคลงสงสัยว่ากระแสความเคลื่อนไหวในโลกดิจิทัลจะสามารถลามมาสู่ท้องถนนได้จริงหรือไม่ กระนั้นแล้ว ยอดผู้เข้าร่วมชุมนุมในวันจันทร์ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้จริง
โชโยจีต ปาล ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ผู้ศึกษาเรื่องเทคโนโลยีและสังคม กล่าวว่าโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นราว "เชื้อเพลิงที่รอวันปะทุจากหตุการณ์ต่อไป" โดยมีอารมณ์ความรู้สึกขับเคลื่อนความเร็วและขอบเขตในการเข้าถึง
เขากล่าวพร้อมเสริมว่า การ "ระเบิดจากภายใน" ครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยเงื่อนไขที่ผู้ประท้วงมีความคับข้องใจสะสมมานาน ขณะเดียวกันรัฐเองก็ไร้ความรับผิดรับชอบ และโครงสร้างของโซเชียลมีเดียทำให้การปะทุในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำได้อีก
คำถามในตอนนี้คือ กระแสความตื่นตัวออนไลน์นี้จะกลายเป็นสิ่งที่ยั่งยืนหรือไม่
"ผมคิดว่าการรวมตัวกันในวันจันทร์ที่ผ่านมาได้บ่งชี้ว่าการเคลื่อนไหวนี้อาจก้าวข้ามจุดเปลี่ยนสำคัญไปแล้ว" เวร์มากล่าวและเสริมว่า การที่การเคลื่อนไหวจะเติบโตต่อไปจากจุดนี้ได้หรือไม่นั้น ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของรัฐบาลเป็นสำคัญ
แต่สำหรับอียาร์ แล้วการประท้วงในวันจันทร์ได้เผยให้เห็นแง่มุมที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยสหภาพนักศึกษา กลุ่มฝ่ายซ้าย และองค์กรต่าง ๆ เช่น กองทัพภีม (Bhim Army) ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชนของวรรณะทลิตได้เข้าร่วมการชุมนุมด้วย แต่พวกเขากลับ "มีจำนวนน้อยกว่ากระแสการหลั่งไหลของนักศึกษาจากทั่วประเทศที่ออกมาด้วยใจจริง"
เธอกล่าวว่า "นั่นคือสิ่งที่มีความเอกลักษณ์ไม่เหมือนการประท้วงครั้งสำคัญใด ๆ ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของอินเดีย"
ในทำนองเดียวกัน อียาร์เชื่อว่าการเคลื่อนไหวนี้ได้เติบโตจนเกินกว่าองค์กรที่เป็นจุดเริ่มต้นและเกินเลยการอดอาหารประท้วงของวังชุกไปไกลแล้ว
เธอกล่าวว่า "ซีเจพีอาจเป็นตัวจุดประกาย แต่มันได้กลายเป็นสิ่งที่ใหญ่กว่าพวกเขาไปแล้ว"
นักศึกษาไม่ได้ออกมาเพราะวิธีการที่รัฐรับมือกับการประท้วงเท่านั้น แต่เป็นเพราะพวกเขาต้องการ "พื้นที่และสถานที่สำหรับระบายความอัดอั้นตันใจอย่างลึกซึ้ง" ที่สะสมมามาระยะหนึ่งแล้ว เธอกล่าวว่า "มีม โปสเตอร์ และคำขวัญต่าง ๆ บ่งบอกว่าความคับข้องใจนั้นขยายวงกว้างออกไปไกลกว่าเรื่องข้อสอบรั่วไหลเสียอีก"
หลังจากที่ปล่อยให้รัฐมนตรีและโฆษกพรรคเป็นฝ่ายรับมือในตอนแรก ผู้นำระดับสูงของพรรคบีเจพี ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลก็ได้เข้ามาจัดการเองในวันพุธ
โดย ราชนาถ สิงห์ รมว.กลาโหม กล่าวหาว่าฝ่ายค้านกำลังใช้ประโยชน์จากนักศึกษา "เป็นเครื่องมือทางการเมือง" พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขข้อกังวลของพวกเขาผ่านทางรัฐสภา
โมดีก็ได้ออกมาพูดถึงประเด็นนี้ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในวันพฤหัสบดี
เขาโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ว่า "ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าสวัสดิภาพและอนาคตของเยาวชนของเราอีกแล้ว" พร้อมทั้งประกาศจัดตั้งศาลพิจารณาคดีรวดเร็วเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำข้อสอบรั่ว "อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด" โดยกล่าวว่า "ผู้ใดที่พยายามทำลายอนาคตของเยาวชนของเรา จะไม่ได้รับการละเว้นอย่างเด็ดขาด"
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคำมั่นสัญญาเหล่านี้จะเพียงพอที่จะคลี่คลายสถานการณ์การประท้วงได้หรือไม่
อียาร์เชื่อว่าการเคลื่อนไหวนี้ได้ไปสะกิดความวิตกกังวลต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตำแหน่งงานที่หายาก และความรู้สึกที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าโอกาสต่าง ๆ ในอนาคตกำลังลดน้อยลง ซึ่งเกิดขึ้นในวงกว้าง
"มีความไม่พอใจทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งและผู้คนเองก็อยู่ในสภาวะทุกข์ยาก ประมวลออกมาเป็นความไร้ซึ่งความหวังต่ออนาคต สิ่งนี้อาจสะท้อนถึงความเหนื่อยหน่ายต่อรัฐบาลซึ่งนับวันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น รัฐบาลนั้นอยู่ในอำนาจมาเป็นเวลานานแต่กลับล้มเหลวในการทำตามสัญญาจนมีเป็นที่รู้กัน และตอนนี้อาจมาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว" อียาร์อธิบาย
สำหรับเธอแล้ว การประท้วงนี้เป็นมากกว่าความล้มเหลวของนโยบายเพียงเรื่องเดียว
"ข้อความจากผู้ประท้วงนั้นชัดเจน พวกเราเหนื่อยล้าแล้ว เราต้องการการเมืองรูปแบบใหม่ ไวยากรณ์ทางการเมืองแบบใหม่ที่หยั่งรากในความคิด และมุ่งเน้นไปที่ธรรมาภิบาลและการส่งมอบผลงาน"
อย่างไรก็ตาม ความคับข้องใจดังกล่าวจะสามารถดำรงอยู่ต่อไปในฐานะขบวนการทางการเมืองได้หรือไม่นั้นยังคงเป็นอีกคำถามหนึ่ง
สุหาส ปัลชิการ์ นักรัฐศาสตร์ ให้เหตุผลว่าการเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนแมลงสาบอาจเป็นเพียงช่องทางระบายความโกรธเกรี้ยวของประชาชน ก่อนที่จะค่อย ๆ แผ่วปลายไป เช่นเดียวกับการประท้วงของเกษตรกร
"การเคลื่อนไหวของแมลงสาบจะไปสิ้นสุดที่ไหน บางทีก็อาจจะไม่ได้ไปไหนเลย มันจะเป็นการเปิดโอกาสให้ระบายความคับข้องใจแล้วก็ค่อย ๆ เงียบหายไป" เขาเขียนบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์
นอกจากนี้เขายังเตือนไม่ให้มองขบวนการนี้อย่างฝันหวานในฐานะการลุกฮือของคนรุ่นเจนซี
"มันคงจะเป็นความผิดพลาดหากจะจินตนาการว่านี่คือขบวนการของเยาวชนหรือขบวนการเจนซี สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความเชื่อที่สะดวกสบายสำหรับบรรดานักวิเคราะห์เท่านั้น" เขาให้เหตุผลว่า "ลักษณะทางอุดมการณ์และการเมือง... ในขณะนี้ยังมีความลื่นไหล" โดยมีกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มจะเข้ามาแสวงหาอิทธิพลเหนือขบวนการนี้
เขากระตุ้นว่า สิ่งที่ผู้ประท้วงได้แสดงให้เห็นอย่างปฏิเสธไม่ได้คือความเต็มใจที่จะเผชิญหน้ากับรัฐ
"คนรุ่นใหม่ได้แสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลและความรังเกียจของพวกเขา พวกเขาต้องทนรับแรงกระแทกจากตำรวจที่ไร้ความปรานีของรัฐบาลประชาธิปไตย พวกเขายังได้แสดงให้เห็นด้วยว่า มีเพียงการเคลื่อนไหวบนท้องถนนเท่านั้นที่จะทำให้ระบอบนี้... ยอมรับฟังและพูดคุย"
ปัลชิการ์ให้เหตุผลว่า พลังดังกล่าวจะสามารถคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมถึงการปราบปรามของรัฐ การปิดกั้นสื่อ ความท้าทายด้านความเป็นผู้นำ และความยากลำบากในการสร้างแนวร่วมทางสังคมในวงกว้าง
สุรชิต มาจุมดาร์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru University) ในกรุงนิวเดลี ชี้เช่นกันว่าการเคลื่อนไหวนี้ได้แสดงให้เห็นถึงบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าปัญหาข้อสอบรั่วไหลไปมากแล้ว
"การประท้วงในปัจจุบันและการตอบสนองอย่างฉับพลันที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความไม่พอใจในวงกว้างของคนรุ่นใหม่และนักศึกษาที่มีต่อสภาพการณ์ในประเทศและระบบการศึกษา ซึ่งก้าวข้ามประเด็นปัญหาข้อสอบรั่วไหลเฉพาะจุดไปแล้ว" เขากล่าวกับบีบีซี
เขาให้เหตุผลว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการระดมพลของนักศึกษาในอดีต ขบวนการเคลื่อนไหวในปัจจุบันดูเหมือนจะมี "ขอบเขตที่กว้างและมีขนาดใหญ่กว่า"
มาจุมดาร์ยังปฏิเสธแนวคิดที่ว่าการประท้วงเหล่านี้ไร้อุดมการณ์ เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของเกษตรกรก่อนหน้านี้ เขากล่าวว่าสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า "จิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตอยู่ในสังคมอินเดีย"
สำหรับอียาร์ แรงขับเคลื่อนทางประชาธิปไตยนั้นกำลังพลิกโฉมการเมือง
"ผู้คนกำลังแสวงหาความรับผิดชอบในการบริหารประเทศในพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือการเลือกตั้ง ช่องว่างระหว่างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งและความรับผิดชอบทางประชาธิปไตยที่อยู่นอกพื้นที่เลือกตั้งคือปรากฏการณ์ใหม่ของการเมืองในอินเดีย" อียาร์อธิบาย
ดังนั้น การที่จะบอกได้ว่าสิ่งนี้เป็นมรดกตกทอดอันเป็นเอกลักษณ์ของการประท้วงของพรรคซีเจพี หรือเป็นเพียงช่วงเวลาชั่วครู่ของการระบายความโกรธเกรี้ยวของประชาชนนั้น มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้