อิหร่านชี้พร้อมรับมือกับ 'ปฏิบัติการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา' จากสหรัฐฯ

    • Author, ไมเคิล เรซ
    • Reporting from, นิวยอร์ก
    • Author, มิตเชลล์ ลาเบียก
    • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

สหรัฐอเมริกาเดินหน้าประกาศ "วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ" เพื่อต่อต้านประเทศอิหร่านและข่มขู่ประเทศผู้ให้การสนับสนุนแล้ว ขณะที่ฝั่งรัฐบาลอิหร่านชี้ว่าพวกเขามีแผนระยะสองปี เพื่อการรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรวงกว้างเช่นกัน

อาลี มาดานีซาเดห์ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่าน "มีความพร้อมอย่างเต็มที่ต่อมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ" และเชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้อีกครั้งของรัฐบาลสหรัฐฯ นี่คือการตอบโต้สิ่งที่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวถึง "ปฏิบัติการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา"

ภายใต้การข่มขู่ครั้งล่าสุดต่อรัฐบาลอิหร่าน เบสเซนต์กล่าวว่าสหรัฐฯ จะ ตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับอิหร่าน และเสริมว่า ประเทศใดก็ตามที่ยังคงมีความร่วมมือทางการเงินกับอิหร่าน จะถูกโดดเดี่ยวจากระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังการกลับลำไปมาของสหรัฐฯ รวมไปถึงการขยายเส้นตายออกไปหลายต่อหลายครั้ง กับความพยายามที่จะยุติความขัดแย้ง

ภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังการประกาศของเบสเซนต์ มาดานีซาเดห์ระบุว่าอิหร่านได้ "เฝ้ารอแผนการเหล่านี้มาเป็นเวลานานแล้ว"

"รัฐบาลทั้งมีความพร้อม และพร้อมตลอด และมีแผนการระยะเวลา 2 ปี เพื่อบริหารจัดการเหตุการณ์เหล่านี้" มาดานีซาเดห์กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐ

เขาเสริมด้วยว่าทั้งจีนและรัสเซีย ต่างก็ไม่ "ตอบรับ" มาตรการของสหรัฐฯ และประเมินว่าประเทศอื่น ๆ ก็จะทำเช่นเดียวกัน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรและการใช้แรงกดดันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา และรัฐบาลจีนจะดำเนินการทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของจีน

สงครามดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และเพื่อตอบโต้ต่อคำขู่ล่าสุด อิหร่านได้เตือนว่าจะระงับการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากภูมิภาค หากสงครามยังคงดำเนินต่อไป

นอกจากนี้สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ารัฐบาลอิหร่านยังได้ออกคำเตือนครั้งใหม่ต่อเรือเดินทะเลว่า ห้ามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่ได้รับอนุญาต

โดยปกติแล้ว น้ำมันและก๊าซประมาณหนึ่งในห้าของโลก จะถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือแคบ ๆ ทางตอนใต้ของอิหร่าน แต่การขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าวได้ถูกอิหร่านขัดขวางไว้ในทางปฏิบัตินับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ. ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในการแถลงข่าวเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประกาศรายละเอียดของปฏิบัติการที่ถูกขนานนามว่า "ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ" (Operation Economic Outcast) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังเปิดฉาก "การโจมตีทางเศรษฐกิจ" ต่อเครือข่ายทางการเงินทั่วโลกของอิหร่าน

"ขณะนี้อิหร่านต้องเผชิญทางเลือกที่ชัดเจน มีเพียงสองเส้นทางอยู่ตรงหน้า นั่นคือ การถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลกอย่างสมบูรณ์... หรือกลับคืนสู่ภาวะปกติ พร้อมโอกาสในการกลับเข้าร่วมระบบเศรษฐกิจโลก" เขากล่าว

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยังอ้างว่า สหรัฐฯ "ไม่ได้เพียงแค่ควบคุมหรือบริหารจัดการภัยคุกคามจากอิหร่านอีกต่อไป แต่กำลังยุติมันอย่างสิ้นเชิง"

เบสเซนต์กล่าวว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ติดตามและจัดทำแผนผังเครือข่าย ผู้ประสานงาน และช่องทางการเงินที่อิหร่านใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรและค้าขายน้ำมัน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังระบุว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการเล่นงาน 5 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางเรือ นอกจากนี้ ยังได้คว่ำบาตรองค์กร บุคคล และเรือที่เกี่ยวข้องอีกเกือบ 60 รายการ/บุคคล

เบสเซนต์กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้จะ "บีบวงล้อมให้แน่นขึ้นและปิดกั้นทุกแหล่งรายได้ที่อาจเป็นไปได้" ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps - IRGC) และรัฐบาลอิหร่านโดยรวม

พร้อมกันนี้ เขาได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ให้ความช่วยเหลือหรือมีการค้ากับอิหร่าน โดยระบุว่า พวกเขาไม่สามารถ "อ้างว่าไม่รู้หรือมองไม่เห็นว่ากำลังเอื้อประโยชน์ต่อกิจกรรมเหล่านี้"

แม้เขาจะปฏิเสธที่จะระบุชื่อประเทศใดเป็นพิเศษ แต่กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะโทรศัพท์พูดคุยกับผู้นำหลายประเทศ พร้อม "คำร้องขอเฉพาะเจาะจงให้ยุติการติดต่อกับรัฐบาลอิหร่าน"

เบสเซนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องให้เวลาแก่ผู้คนและภาคธุรกิจในการทำความเข้าใจมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ แต่เขาย้ำว่า "ทุกฝ่ายควรตระหนักว่า เราจะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว และเราเอาจริงกับเรื่องนี้"

'อาจไม่ได้รุนแรงมากนัก'

เดวิด ออกซ์ลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและสินค้าโภคภัณฑ์ของ แคปิตอล อีโคโนมิกส์ (Capital Economics) แสดงความสงสัยต่อประสิทธิผลของการประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้

เขากล่าวว่า "จากการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ที่กลับมาดำเนินการอีกครั้ง ซึ่งกำลังบีบคั้นการส่งออกน้ำมันของอิหร่านอยู่แล้ว ผลกระทบโดยตรงของ 'วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ' ต่อรายได้จากพลังงานของอิหร่านจึงน่าจะไม่รุนแรงนัก"

ออกซ์ลีย์กล่าวเพิ่มเติมว่า "เราคาดว่ามาตรการชุดใหม่นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการไหลเวียนของพลังงานจากอิหร่านในวงจำกัดและในระยะสั้น"

เขาระบุว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ น้ำมันราว 90% ของอิหร่านถูกส่งออกไปยังจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ "ที่ผ่านมาไม่เคยยอมรับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และมีแนวโน้มว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อในครั้งนี้เช่นกัน"

ตลอดช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา หนึ่งในคำขู่ก่อนหน้านี้คือคำกล่าวของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนเม.ย. ที่ระบุว่า "อารยธรรมทั้งหมดทั้งสิ้นจะพินาศในคืนนี้" หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามและเปิดให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติ

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา สหรัฐฯ ได้ลดท่าทีแข็งกร้าวดังกล่าวลง หลังจากที่ปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางเข้ามาแทรกแซงและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้แนวทางทางการทูตมากขึ้น

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามอิหร่านกำลังส่งผลต่อทั้งสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นได้กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลสูงกว่าระดับเมื่อหนึ่งปีก่อนอย่างมาก

ในสหรัฐฯ ราคาน้ำมันเบนซินได้พุ่งสูงเกิน 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และปัญหาความสามารถในการครองชีพได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันกังวลมากที่สุดก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. ที่จะถึงนี้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ซึ่งเป็นราคาน้ำมันอ้างอิงของตลาดโลก อยู่ที่ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เมื่อสัปดาห์ก่อน เบสเซนต์ประกาศว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าดำเนินการในตลาดพันธบัตร โดยการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดพันธบัตรและลดอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืม

ปัจจุบัน รัฐบาลอิหร่านเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่เข้มงวดจากสหรัฐฯ อยู่แล้ว

เมื่อปี 2015 บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และพันธมิตรหลายประเทศของสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจำนวนมาก เพื่อแลกกับการที่อิหร่านยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของตน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุว่าข้อตกลงนี้มี "ข้อบกพร่องตั้งแต่รากฐาน" และได้กลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดต่ออิหร่านอีกครั้ง

สมัยที่โจ ไบเดน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาพยายามหลายครั้งที่จะรื้อฟื้นข้อตกลงยุคโอบามา แต่ความพยายามดังกล่าวไม่ประสบผลสำเร็จ

เมื่อเดือน เม.ย. ปีนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้เปิดฉากมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อธนาคารและบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน หลังจากเห็นชัดว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ไม่สามารถบีบให้อิหร่านยอมจำนนได้