สรุปปมสำคัญจากการเบิกความของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. มือรวบรวมพยานหลักฐาน "คดี 44 สส." ในการไต่สวนนัดแรกของศาลฎีกา

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

ศาลฎีกาเปิดไต่สวน "คดี 44 สส." นัดแรก โดยมีข้าราชการ ป.ป.ช. ขึ้นเบิกความเพียงปากเดียว ขณะที่ฝ่ายผู้คัดค้านตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช. มุ่งเน้นรวบรวมพยานหลักฐานที่ "เป็นโทษ" มากกว่าพยานที่ "เป็นคุณ" กับอดีต สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) หรือไม่

นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกลุ่มไต่สวน 1 สำนักคดี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คือพยานบุคคลปากแรกและปากเดียวที่ขึ้นเบิกความในฐานะพยานฝ่ายผู้ร้องในวันนี้ (25 ส.ค.)

เขาเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีมีการกล่าวหา 44 สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 112) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564 ก่อนสรุปสำนวนเสนอให้ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ชี้มูลความผิดนักการเมืองพรรคสีส้ม และส่งศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยต่อ

ศาลฎีกาใช้เวลา 2 ชม. ครึ่ง ในการไต่สวนวันนี้ โดยเปิดโอกาสให้คู่ความได้ซักถามอย่างเต็มที่ เฉพาะในส่วนของทนายความผู้รับมอบจากผู้คัดค้าน 2 คน, ผู้คัดค้านที่เป็นทนายตัวเอง 1 คน และผู้คัดค้านที่ไม่แต่งทนายอีก 1 คน ตั้งคำถามรวมกันไม่ต่ำกว่า 50 ข้อตามที่ศาลอนุญาต จากคำถามที่ส่งไปทั้งหมดกว่า 100 ข้อ

ขณะเดียวกันมีอดีต สส.ก้าวไกล ซึ่งเป็นตัวความ หรือมีสถานะเป็นผู้คัดค้าน ในคดีนี้อีก 6 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ภายในห้องพิจารณาคดีด้วย

ประเด็นสำคัญในการไต่สวนพยานปากแรก

นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พยานปากแรกของฝ่าย ป.ป.ช. ระบุว่า เขาทำหน้าที่รวบรวมพยานเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ให้คณะกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยเขาเป็นทั้งกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการไต่สวน ก่อนสรุปเป็นสำนวน 353 หน้า เสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการกลุ่มไต่สวน 1 สำนักคดีของ ป.ป.ช. ผู้นี้ ไม่ได้เป็นผู้จัดทำคำร้องยื่นต่อศาลฎีกาให้พิจารณาวินิจฉัยคดี 44 สส. แต่อย่างใด

ประเด็นสำคัญที่ได้จากการไต่สวนพยานปากนี้ ได้แก่

  • การรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ ของ ป.ป.ช. ซึ่งฝ่ายผู้คัดค้านตั้งข้อสังเกตว่ามุ่งเน้นพยานที่ "เป็นโทษ" มากกว่าพยานที่ "เป็นคุณ" หรือไม่ และยังได้สอบถามถึงเหตุผลในการเลือกอดีต สส.อนาคตใหม่/ก้าวไกล 9 คนเป็นพยานบุคคลตามที่ปรากฏในสำนวนของ ป.ป.ช.
  • การเปิดโอกาสให้อดีต 44 สส. ได้รับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ อย่างครบถ้วน เพื่อประกอบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในชั้น ป.ป.ช.
  • การมีส่วนร่วมของอดีต 44 สส. ในกระบวนการการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ตั้งแต่ขั้นตอนการหารือในที่ประชุมพรรค, การยื่นร่างเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร, การถอนร่างกลับไปปรับปรุงแก้ไข แล้วเสนอร่างกลับเข้าไปใหม่
  • การดำเนินการ หรือเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนรับรู้ข้อทักท้วงจากประธานสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่มีต่อร่างแก้ไขมาตรา 112 ของพรรค ก.ก.
  • มุมมองต่อการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมาย
  • บริบทสังคมการเมืองไทยในช่วงที่พรรค ก.ก. เสนอร่างแก้ไขมาตรา 112
  • พฤติการณ์อื่น ๆ ของผู้คัดค้านที่ถูกนำมาประกอบการพิจารณาของ ป.ป.ช. เช่น บางคนเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง, บางคนเป็นนายประกันให้ผู้ต้องหาในคดีมาตรา 112 ซึ่งพยานเบิกความว่าอ้างอิงจากวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน "คดีล้มล้างการปกครอง" และ "คดียุบพรรคก้าวไกล" เป็นหลัก และไม่มีข้อมูลปฐมภูมิ

ในระหว่างการไต่สวน นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งแต่งตัวเองเป็นทนายความ ได้ตั้งคำถามหลายข้อและถามอย่างละเอียดที่ชี้ให้เห็นการทำสำนวนแบบ "เหมารวม" พฤติการณ์ของผู้คัดค้านทุกคนเข้ากับข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. โดยไม่มีการวิเคราะห์แยกการกระทำเป็นรายบุคคล

ก่อนหน้านี้ เขาเคยชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในชั้น ป.ป.ช. ว่า เป็นหนึ่งใน สส. ที่ไม่เห็นด้วยกับการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 แต่ได้ร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่างกฎหมายเพราะเคารพมติพรรคถึงแม้จะเป็นเสียงข้างน้อย และหวังว่าเมื่อร่างได้รับการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว จะมีการถกเถียง ปรับปรุงและแก้ไขได้

ทนายพรรคส้มชี้คดีจริยธรรมต้องพิจารณาพฤติการณ์รายคน ไม่สามารถเหมารวมได้

ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานปากแรก นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากฝ่ายผู้คัดค้าน กล่าวว่า อดีต 44 สส. ได้โต้แย้งการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการทำสำนวนคดีนี้ ทั้งการรวบรวมพยานหลักฐาน กระบวนการไต่สวนซึ่งเห็นว่า "อาจไม่สอดคล้องกับกฎหมาย" และ "อาจไม่ได้ให้ความเป็นธรรมพอสมควร"

บีบีซีไทยถามว่า อดีต สส. ทั้ง 44 คนมีพฤติกรรมประกอบที่แตกต่างกันไป แต่ถูกรวมเป็นสำนวนเดียว จะถือว่าเป็นจุดแข็งในทางข้อต่อสู้ของฝ่ายผู้คัดค้านหรือไม่นั้น นายนิธิกล่าวว่า อาจจะไม่สามารถฟันธงได้ชัดเจนขนาดนั้น แต่ยืนยันหลักการว่าข้อกล่าวหาด้านจริยธรรม จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์เป็นรายบุคคล ไม่สามารถไปเหมารวมการกระทำของผู้คัดค้านคนอื่น หรือเหมารวมกับการกระทำของผู้คัดค้านอีกคนหนึ่งได้

"ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวน การกระทำเดียวกันที่ทำร่วมกันคือการเซ็นชื่อเสนอร่างกฎหมายเท่านั้น" ทนายความของอดีต สส.ก้าวไกล กล่าว

ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. กับพวกรวม 44 คน ว่ากระทำการฝ่าฝืนตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ประกอบข้อ 3 วรรคสอง และข้อ 27

  • ฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • ฐานไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน
  • ฐานกระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง "คดี 44 สส." เอาไว้พิจารณาวินิจฉัยเมื่อ 24 เม.ย. โดยมีคำสั่งให้ 10 สส. ซึ่งปัจจุบันสังกัดพรรคประชาชน (ปชน.) ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยห้าม "กระทำซ้ำ หรือกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง" มิฉะนั้นศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

การไต่สวนนัดที่สองจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 ก.ย. ยังเป็นการขึ้นเบิกความของพยานฝ่าย ป.ป.ช. ซึ่งจะดำเนินการจนครบ 9 ปาก นัดไต่สวนไว้ทั้งหมด 4 นัด (เดือน ส.ค.-ต.ค.) จากนั้นจึงเข้าสู่การไต่สวนพยานฝ่ายอดีต 44 สส. อีก 60 ปาก รวม 17 นัด (เดือน พ.ย. 2569-พ.ค. 2570)

ในการไต่สวน ศาลฎีกาจะยึดสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. เป็นหลัก แต่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริง และสามารถเรียกพยานหลักฐานมาไต่สวนเพิ่มเติมได้

ณัฐพงษ์ยืนยันความบริสุทธิ์-มั่นใจเต็มที่

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. หนึ่งในผู้คัดค้าน ไม่ได้เดินทางไปร่วมรับฟังการไต่สวนคดีที่ศาล แต่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่รัฐสภา โดยยืนยันในความบริสุทธิ์ของอดีต 44 สส. ที่เพียงแค่ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะ สส.

"อยากให้ย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่มีการยื่นแก้ไขกฎหมาย ในส่วนนี้พวกเราเองก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นความผิดอะไรในการใช้อำนาจในฐานะ สส. อยากให้มองอีกด้านหนึ่งด้วยว่าสิ่งที่พวกเราต้องการคือประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตย สส. ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่" หัวหน้าพรรคตระกูลส้มรุ่นที่ 3 กล่าว

หัวหน้าพรรค ปชน. ยังแสดงความ "มั่นใจเต็มที่" ในตัวรูปคดีหลัก ๆ คงไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งทีมกฎหมายของพรรคได้ดำเนินการทุกอย่างและเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่