ไขข้อเท็จจริงเรื่องสรรพคุณของขมิ้นชัน อาหารเสริมจากสมุนไพรนี้ดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่

    • Author, ซาลา เบลล์
    • Role, บีบีซีโกลบอล เฮลธ์ (BBC Global Health)
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

ไม่ว่าคุณจะกำลังทำแกงกะหรี่ไก่แบบอินเดีย ข้าวหมกเนื้ออูฐแบบซูดาน ลักซาแบบมาเลเซีย หรือมาเฌอร์ โฌล (macher jhol) แกงกะหรี่ปลาสไตล์บังกลาเทศ ล้วนมีส่วนผสมอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือขมิ้นชัน

ทว่า นอกจากจะช่วยให้อาหารอร่อยแล้ว เครื่องเทศที่เก่าแก่และได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลกชนิดนี้สามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้กับสุขภาพของเราได้จริงหรือไม่

"ครอบครัวของฉันมีเชื้อสายปัญจาบ และฉันนึกไม่ออกเลยว่าจะมีอาหารจานไหนที่เราไม่ใช้ขมิ้นชัน" รากินี กัศยาป นักวิจัยด้านอาหารและผู้จัดพอดแคสต์ที่เชี่ยวชาญด้านชุมชนผู้อพยพเชื้อสายเอเชียใต้ กล่าวกับรายการฟู้ด เชน (Food Chain)

ขมิ้นชันมีอยู่ประมาณ 30 สายพันธุ์ และใช้กันอย่างแพร่หลายในการปรุงอาหารของชาวเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยการใช้ในระดับโลกตามการอพยพของผู้คนเชื้อสายเอเชียใต้ไปไกลถึงเกาะบาหลีและฟิจิในมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออก และหมู่เกาะแคริบเบียนทางซีกโลกตะวันตกอีกด้วย

"ข้อความส่งต่ออันทรงพลัง"

กัศยาปบอกว่าขมิ้นชันถูกกล่าวถึงในเอกสารโบราณเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน โดยพบได้ทั่วไปในเอเชียใต้ ซึ่งมีความเชื่อที่หยั่งรากลึกว่ามีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและต้านการอักเสบ

"เวลาไม่สบาย นั่นเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ฉันนึกถึง และมันให้ความรู้สึกสบายใจมาก ส่วนหนึ่งคือความสบายใจ ส่วนหนึ่งคือยา และอีกส่วนหนึ่งคือความทรงจำ" กัศยาป ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในนครดูไบ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อธิบาย

ในอินเดีย ขมิ้นชันยังเป็นส่วนหนึ่งของพิธีฮัลดี (Haldi) ซึ่งเป็นพิธีก่อนการแต่งงานที่มีการนำขมิ้นชันผสมเป็นเนื้อครีมมาทาบนใบหน้าเพื่อเสริมความงามอีกด้วย

ปัจจุบัน ยอดขาย[ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเป็นขมิ้นชัน]กำลังพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคในโลกตะวันตกเริ่มเชื่อถือสรรพคุณที่มีการกล่าวอ้างกันมาตั้งแต่โบราณเหล่านั้น

อาหารเสริมขมิ้นชัน ซึ่งส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของสารเคอร์คูมิน (curcumin) ที่มักเชื่อกันว่าเป็นสารที่ทำให้ขมิ้นชันมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ถูกทำการตลาดว่าสามารถช่วยสนับสนุนสุขภาพด้านต่าง ๆ ตั้งแต่สุขภาพกระดูกและข้อต่อที่ดีขึ้น ไปจนถึงการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

กัศยาปอธิบายว่าความนิยมของขมิ้นชัน สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพลังของการที่ผู้คนแบ่งปันประสบการณ์เชิงบวกจากการรับประทานขมิ้นชันผ่านสื่อสังคมออนไลน์

"หากคนจำนวนมากถึงเกือบพันล้านรายเชื่ออย่างจริงจังว่าขมิ้นชันสามารถรักษาปัญหาต่าง ๆ ได้ นั่นก็เป็นข้อความที่ทรงพลังซึ่งถูกส่งต่อไปทั่วโลก" เธอกล่าว "และหากมีการสนับสนุนจากการล็อบบี้และบริษัทอาหารเสริมต่าง ๆ อยู่เบื้องหลังด้วย ก็ยิ่งทำให้ข้อความที่ส่งต่อกันดังกล่าวทรงพลังมากขึ้น"

"โครงสร้างทางเคมีที่แย่ที่สุด"

มีผู้คนบางรายสงสัยในประโยชน์ของมัน ดร.แคทริน เนลสัน นักเคมีซึ่งอยู่ในรัฐมินนิโซตาของสหรัฐอเมริกา ได้ทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับเคอร์คูมินมากกว่า 100 ฉบับ

"เราพบว่ามีการอ้างว่ามันทำได้ทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจแทบไม่ได้ทำอะไรเลย" เธอกล่าว

ดร.เนลสันอธิบายว่า ปัญหาของขมิ้นชันอาจอยู่ที่องค์ประกอบทางเคมี ซึ่งทำให้ศึกษาได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากขมิ้นชันมีปฏิกิริยาทางเคมีสูงและอาจเป็นสารที่รบกวนการทดสอบต่าง ๆ ซึ่งหมายความว่าอาจดูเหมือนว่ามันได้ผล ทั้งที่จริงแล้วไม่ได้ผล

เธอกล่าวว่าร่างกายดูดซึมสารนี้ได้ไม่ดีนัก และมีเพียงสัดส่วนเล็กน้อยมากที่เข้าสู่กระแสเลือดเมื่อรับประทานเข้าไป หลายคนจึงรับประทานร่วมกับพริกไทยดำเพื่อพยายามช่วยให้ดูดซึมได้ดีขึ้น

"มันเป็นหนึ่งในโครงสร้างทางเคมีที่แย่ที่สุดจริง ๆ หากจะใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาให้กลายเป็นยาที่มีประโยชน์" ดร.เนลสัน กล่าว

"เรารู้สึกผิดหวัง"

ขมิ้นชันได้รับการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่ผลการศึกษามักขัดแย้งกัน และงานวิจัยแต่ละชิ้นก็มีคุณภาพแตกต่างกัน

ศ.นพ.อามิต การ์ก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตแห่งศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพลอนดอน (London Health Sciences Centre) ในเมืองลอนดอน รัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา กล่าวว่า งานวิจัยหลายชิ้นที่สนับสนุนประโยชน์ของขมิ้นชันไม่ได้ดำเนินการในมนุษย์

เขาและคณะดำเนินการศึกษา 2 งานวิจัยขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ชิ้นแรกมีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ว่าสารเคอร์คูมินสามารถป้องกันการบาดเจ็บของไตและการอักเสบในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดซ่อมแซมหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองหรือไม่ แต่ในการทดลองกับผู้ป่วย 600 ราย พวกเขาไม่พบผลประโยชน์ใด ๆ

จากนั้นพวกเขาทดลองใช้สารเคอร์คูมินในรูปแบบอนุภาคขนาดเล็กกับผู้ป่วยโรคไต เพื่อดูว่าจะช่วยปรับปรุงสุขภาพไตหรือชะลอการลุกลามของโรคไตได้หรือไม่ แต่ก็ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้นได้

"เรารู้สึกผิดหวัง" เขากล่าว "เพราะเราเริ่มการทดลองด้วยใจที่เปิดกว้าง เราไม่ได้ตั้งใจจะพิสูจน์ว่ามันใช้ไม่ได้ผล"

แล้วจะอธิบายได้อย่างไรกับข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้คนมีประวัติการใช้ขมิ้นชันเป็นยามานานหลายพันปี โดยเฉพาะในอินเดีย

ศ.นพ.การ์กบอกว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างการพยายามแยกสารประกอบตามธรรมชาติชนิดหนึ่งออกจากวัตถุอินทรีย์เพื่อนำมาพัฒนาเป็นยา กับการใช้วัตถุอินทรีย์นั้นทั้งชนิดในการปรุงอาหาร หรือใช้กับผิวหนัง

แล้วผู้เชี่ยวชาญคิดว่าอาหารเสริมจากขมิ้นชันราคาแพงเหล่านี้คุ้มค่าหรือไม่ ?

ศ.นพ.การ์กกล่าวต่อว่า นอกจากเรื่องราคาแล้ว ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่ยืนยันว่าอาหารเสริมดังกล่าวได้ผล โดยอธิบายว่าผลิตภัณฑ์สุขภาพจากธรรมชาติไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในระดับเดียวกับผลิตภัณฑ์เภสัชกรรมอื่น ๆ

"ผมคิดว่าเราสามารถเปิดใจกว้างได้อย่างแน่นอน แต่เราควรมีมาตรฐานว่าหากเราจะกล่าวว่าสิ่งใดมีผลลัพธ์บางอย่าง ข้อกล่าวอ้างนั้นควรตั้งอยู่บนหลักฐานคุณภาพสูง" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม เขามองว่ามันไม่เป็นปัญหา หากผู้คนเพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารที่มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบ

"หากผู้คนชื่นชอบอาหารที่ปรุงด้วยขมิ้นชัน ผมก็สนับสนุนให้พวกเขารับประทานต่อไป"